advertisement

สรุปข่าวเด่น ทวีปยุโรปปี 2556

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2556 13:00

สรุปข่าวเด่น ทวีปยุโรปปี 2556

อันดับ 1 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ประกาศสละตำแหน่ง เป็นครั้งแรกของศริสตจักรในรอบกว่า 598 ปี

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ประกาศสละตำแหน่ง ด้วยสาเหตุหลัก มาจากความชราภาพ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 598 ปี ที่มีสมเด็จพระสันตะปาปาสละตำแหน่ง หลังจากนั้นวันที่ 13 มีนาคม 2556 พระคาร์ดินัล คอร์เค มาเรียว เบร์โกเกลียว ได้รับเลือกตั้งจากสภาพระคาร์ดินัล ให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสันตะปาปา ต่อเป็นคนที่ 266 ซึ่งเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาคนแรก ที่ไม่ได้มาจากทวีปยุโรป พระคาร์ดินัล คอร์เค มาเรียว เบร์โกเกลียว มาจากประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งทวีปอเมริกาใต้ มีจำนวนผู้นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ประมาณ 450 ล้านคน พระคาร์ดินัล คอร์เค มาเรียว เบร์โกเกลียว เลือกพระนามใหม่ว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งปัจจุบันท่านมีพระชนมายุ 77 พรรษา

อันดับที่ 2 แคเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ให้กำเนิดพระโอรส

 

เจ้าหญิงวิลเลียม อาร์เธอร์ ฟิลิป ลูอิส ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เคาน์เตสแห่งสแตรตเฮิร์น บาเรอนิส แห่งแคร์ริกเฟอร์กัส หรือเรียกโดยย่อว่า แคเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ หลังจากแต่งงานกับเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ ได้ให้กำเนิดพระโอรส หรือเจ้าชายจอร์จ แห่งเคมบริดจ์ ณ เวลา 16:24 น. ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2556 ที่โรงพยาบาลเซนต์เเมรี่ในมหานครลอนดอน ซึ่งเป็นที่เดียวกันกับสถานที่ประสูติของเจ้าชายวิลเลียม พระโอรสสุขภาพแข็งแรงและมีน้ำหนัก 3.9 กิโลกรัม เจ้าชายจอร์จแห่งเคมบริดจ์ จัดอยู่ในลำดับที่ 3 ที่จะขึ้นครองราชสมบัติ รองจากพระอัยกา คือ เจ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ และพระบิดา เจ้าชายวิลเลี่ยม

อันดับที่ 3 อุกกาบาตน้ำหนัก 13,000 ตัน ตกในรัสเซีย บาดเจ็บกว่า 1,500 คน

 

ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 อุกกาบาตน้ำหนัก 13,000 ตัน ระเบิดบนน่านฟ้ารัสเซีย ทำให้มีเศษอุกกาบาต ตกลงในเมืองชิเลบินสค์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เขตไซบีเรีย หรือประมาณ 1,500 กิโลเมตร ห่างจากเมืองหลวงมอสโก เศษอุกกาบาตได้สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนประมาณ 4,300 หลัง และทำให้มีผู้คนบาดเจ็บร่วม 1,500 คน ซึ่งมีจำนวน 200 คน เป็นเด็กนักเรียนในเมืองชิเลบินสค์ ซึ่งเมืองนี้ยังมีโรงงานประกอบอุปกรณ์ปรมาณูอยู่หลายแห่ง แต่แรงระเบิดไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับโรงงานเหล่านั้น ตามคำประกาศจากรัฐบาลรัสเซีย  

อันดับที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศส เยอรมนี กับสหรัฐฯ ร้าวฉานจากการแอบดักฟังข้อมูลทางโทรศัพท์ผู้นำ

 

ในเดือนตุลาคม 2556 หลังจากที่นายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ปล่อยเอกสารลับของสหรัฐฯ ต่อหน้าสาธารณชน ซึ่งในเอกสารนั้น ได้ระบุข้อมูลว่า สหรัฐอเมริกา เก็บข้อมูล 70 ล้านข้อมูลในประเทศฝรั่งเศส และยังแอบดักฟังโทรศัพท์ของนายกรัฐมนตรีหญิง อังเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี เป็นเวลานานกว่า 10 ปี ทำให้ประธานาธิบดีฟร็องซัว เดอลองด์ แห่งฝรั่งเศส ต้องเรียกทูตสหรัฐฯ เข้าพบ และยังทำให้นายกรัฐมนตรีหญิง อังเกลา แมร์เคิล ต้องโทรศัพท์หาประธานาธิบดีบารัค โอบามา ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ และประธานาธิบดี บารัค โอบามา ต้องออกมาขออภัยและประกาศว่าจะไม่ให้เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้กระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเพื่อนซี้อย่างฝรั่งเศสและเยอรมนี จนถดถอยไปไม่น้อย

อันดับที่ 5 การจากไปของนางสิงห์เหล็ก มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ แห่งอังกฤษ

 

อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เจ้าของฉายา “นางสิงห์เหล็ก” มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ วัย 87 ปี ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ ในวันที่ 8 เมษายน 2556 จากสาเหตุการอุดตันของเส้นโลหิตไปเลี้ยงสมอง นาง มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ เป็นบุคคลสำคัญในการเมืองอังกฤษ เป็นอดีตผู้นำพรรคอนุรักษนิยม ที่นำพาพรรคให้ชนะการเลือกตั้งได้ถึง 3 สมัย ตั้งแต่ปี 2522-2533 และยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่ยาวนานที่สุด ในศตวรรษที่ 19 อีกด้วย

โดยในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น นางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ได้นำนโยบายใหม่ๆ ที่ยังไม่มีใครกล้านำมาใช้ในยุคนั้น เช่น เพิ่มความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ การลดอำนาจและบทบาทของสหภาพแรงงาน ทำให้พลิกโฉมหน้าการเมืองและเศรษฐกิจของอังกฤษที่ตกต่ำเป็นอย่างมาก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนสามารถขึ้นเป็นชาติผู้นำได้เหมือนในปัจจุบัน นอกจากนี้ นางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ยังประสบความสำเร็จในการทวงคืนหมู่เกาะแฟร็งคิน จากอาร์เจนตินาอีกด้วย  

อันดับ 6 ฝรั่งเศสอนุญาตการแต่งงานของเพศเดียวกันได้

 

หลังจากถกเถียงกัน และเกิดการประท้วงที่ยืดยาว ฝรั่งเศส ประเทศที่ถือว่าเป็นอนุรักษนิยมอันดับต้นๆของโลก ประกาศอนุญาตให้การแต่งงานของเพศเดียวกันถูกกฎหมาย หลังสภาผู้แทนราษฎร ผ่านกฎหมาย ด้วยคะแนน 331 ต่อ 225 เสียง แต่ก่อนหน้านี้มีการประท้วงและการถกเถียงกันอย่างกว้างขว้างในหมู่ประชาชนชาวฝรั่งเศส ในเรื่องความเหมาะสมและผลกระทบของการอนุญาตให้เพศเดียวกัน แต่งงานกันได้แบบถูกกฎหมาย แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านกฎหมายได้ในที่สุด โดยฝรั่งเศสถือเป็นประเทศที่ 14 ในโลก ที่อนุญาตให้เพศเดียวกันแต่งงานได้แบบถูกกฎหมาย ต่อจากอีกหลายชาติ คือ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม สเปน แคนาดา แอฟริกาใต้ นอร์เวย์ สวีเดน โปรตุเกส ไอซ์แลนด์ อาร์เจนตินา นิวซีแลนด์ เดนมาร์ก และอุรุกวัย

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement