advertisement

ชายมะกันผวา! ไม่กล้ากดชักโครก หลังถูกส้วมระเบิดใส่หน้าเหวอะ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ต.ค. 2556 04:50

ภาพโดย Todd Maisel/New York Daily News

ชายชาวอเมริกันวัย 58 ปี โชคร้ายถูกโถส้วมระเบิดใส่หน้า และได้รับบาดเจ็บตามร่างกายหลายแห่ง นอกจากนี้ยังได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ จนไม่กล้ากดชักโครกด้วย...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 13 ต.ค. ว่า มิเชล ปิแอร์ ชาวเมืองบรุกลิน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานรัฐ อายุ 58 ปี ได้รับประสบการณ์เลวร้ายอย่างไม่มีวันลืม เมื่อถูกโถส้วมระเบิดใส่หน้า หลังจากกดชักโครกภายในอพาร์ตเมนต์ของเขา ซึ่งตั้งอยู่ที่รัฐนิวยอร์ก ส่งผลให้เขาได้รับบาดแผลหลายแห่งบริเวณใบหน้า แขนและขา ซึ่งต้องเย็บกว่า 30 เข็ม และเกิดอาการวิตกจริตกลัวการกดชักโครก

จากการเปิดเผยของ เธเรซา ราคท์ ที่ปรึกษาของคณะกรรมการดูแลอพาร์ตเมนต์ 19 ชั้น 'คาตัน ทาวเวอร์ส' เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ซึ่งเป็นวันที่อพาร์ตเมนต์ต้องปิดน้ำเพื่อซ่อมบำรุงท่อประปา โดยนายปิแอร์ทดลองกดชักโครงโถส้วมในห้องพัก เพื่อดูว่าการซ่อมบำรุงเสร็จหรือยัง แต่ปรากฏว่า การซ่อมบำรุงทำให้เกิดความดันสะสมในท่อประปาที่ต่อกับส้วมของนายปิแอร์ ทำให้มันระเบิด "ไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น" ราคท์ กล่าว

 

 

ด้าน แซนฟอร์ด รูเบนสไตน์ อัยการด้านคดีเกี่ยวกับการได้รับบาดแผลทั้งกายและจิตใจ อันเป็นผลจากความประมาทของผู้อื่น ผู้แทนของนายปิแอร์ ระบุว่ากำลังเตรียมเอกสารเพื่อยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากคณะกรรมการบริหาร และผู้จัดการอพาร์ตเมนต์ ในข้อหาประมาทจนทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ "ผมทำอาชีพนี้มา 40 ปี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ที่บาดเจ็บจากการถูกส้วมระเบิดใส่" นายรูเบนสไตน์กล่าว

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุนายปิแอร์สลบไปครู่หนึ่งก่อนตื้นขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนจมกองเลือด เพราะถูกเศษกระเบื้องที่แตกออกมาทิ่มตามร่างกายบริเวณใบหน้า แขนและขา ก่อนที่เขาจะได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ถูกเรียกมา เนื่องจากเกิดเหตุทำนองเดียวกันภายในอพาตเมนต์แห่งนี้อีก 3 จุด และมีผู้บาดเจ็บอีก 3 คน

อย่างไรก็ดี ภายหลังได้รับการรักษาที่โรงพยาบาล นายปิแอร์กลับเกิดอาการกลัวการกดชักโครก จนต้องหลบอยู่หลังประตูห้องน้ำ และใช้เชือกช่วยดึงคันโยกชักโครกแทน "มันอาจฟังดูโง่แต่ผมยังกลัวอยู่เลย อาการนี้คงหายไปในสักวันหนึ่ง แต่ตอนนี้ผมยังคงเจ็บปวด" สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างคำพูดของนายปิแอร์.

 

 

โหวตข่าวนี้