"ส.ขอนแก่น"สยายปีกหมูยอ-กุนเชียงทั่วโลก ปีหน้าตั้งฐานผลิตที่สหรัฐ

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 21 ก.ย. 2555 09:00

“ส.ขอนแก่น” เจ้าพ่ออุตสาหกรรมอาหารพื้นบ้าน สยายปีกรุกขยายฐานผลิตสู่ตลาดโลก ลั่นปีหน้าพร้อมผลิตที่สหรัฐฯ สร้างชื่ออาหารพื้นบ้านไทยให้กระหึ่ม แถมเตรียมผุดร้านขายข้าวขาหมูทั่วไทย

นายเจริญ รุจิราโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้นับเป็นปีที่ 28 แล้วที่ “ส.ขอนแก่น” ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจ โดยตั้งเป้ารายได้ในปีนี้ประมาณ 1,900 ล้านบาท ขณะที่ปีที่แล้วทำได้ 1,700 ล้านบาท โดยรายได้มาจากการส่งออกประมาณ 11%

“สำหรับจุดกำเนิดของ ส.ขอนแก่น เริ่มเมื่อปี 2527 ได้ตั้งโรงงานผลิตอาหารพื้นบ้านอย่างหมูแผ่น หมูหย็อง กุนเชียง แหนม และหมูยอ เพราะเห็นว่าช่วงนั้นคนไทยที่นิยมอาหารประเภทนี้จะต้องไปหาซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ตามแหล่งดังๆ โดยเฉพาะที่ จ.ขอนแก่น จึงได้คิดตั้งโรงงานนี้ขึ้นมาพร้อมกับใช้ชื่อ “ส.ขอนแก่น” เพื่อใช้ชื่อท้องถิ่นที่ผลิตของดีและอร่อยเป็นการสื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้และมั่นใจ ปรากฏว่าได้รับความนิยมอย่างมาก จึงต้องขยายงาน ดังนั้นจึงได้เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อต้องการระดมทุนและมองว่าธุรกิจจะอยู่ได้ต้องไม่ใช่การบริหารงานแบบธุรกิจครอบครัว จำเป็นต้องใช้มืออาชีพ เพื่อให้กิจการรุดหน้า ซึ่งการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นถือเป็นอานิสงส์อย่างมาก เพราะนอกจากได้เพิ่มช่องทางของแหล่งต้นทุนการเงินที่ต่ำแล้ว ยังเป็นการการันตีถึงความโปร่งใสของบริษัท ได้มีการเผยแพร่ชื่อเสียงของบริษัทในวงกว้าง ทั้งยังได้มืออาชีพมาช่วยในการขยายธุรกิจ ทำให้ในปี 2538 สามารถขยายมาทำฟาร์มหมูเพื่อจะได้มีแหล่งวัตถุดิบเป็นของตนเอง”

ขณะเดียวกันบริษัทยังได้เพิ่มผลิตภัณฑ์อาหารมากขึ้นเพื่อเพิ่มความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการตั้งโรงงานผลิตลูกชิ้นปลา ที่ ต.มหาชัย จ.สมุทรสาคร ใช้ชื่อ “แต้จิ๋ว” เพราะคนแต้จิ๋วได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำลูกชิ้นปลาอร่อยที่สุดในโลก ปรากฏว่าลูกชิ้นปลาแต้จิ๋วขายดีทั่วโลกในทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเอเชีย ยุโรป รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ทำให้โรงงานผลิตลูกชิ้นปลาแต้จิ๋วของบริษัทถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก มีส่วนแบ่งมากเป็นอันดับที่ 1 ของตลาดโลก

นายเจริญกล่าวว่า การทำธุรกิจอาหารนั้นจะต้องมีการคิดค้นและพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ต้องไม่จำเจอยู่กับที่ และต้องมีการวิจัยพฤติกรรมตลาดอยู่เป็นระยะๆ เพื่อให้สามารถมองแนวโน้มตลาดให้ออก โดยจากการสำรวจตลาดทำให้เห็นว่าตลาดประเภทขนมขบเคี้ยวกำลังเติบโต ขณะที่ตลาดอาหารพื้นบ้านถึงจุดอิ่มตัวตามยุคสมัย จึงได้ขยายธุรกิจมาสู่ตลาดขนมขบเคี้ยวรับเทรนด์คนรุ่นใหม่และคนในเมือง โดยปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์หมูแผ่นมาเป็นรูปแบบขนมขบเคี้ยวใช้แบรนด์ว่า “อองเทร่” พร้อมกับให้มีแพ็กเกจจิ้งที่ทันสมัยโดนใจคนรุ่นใหม่ และมีหลากหลายรสชาติ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก เนื่องจากตลาดขนมขบเคี้ยวใหญ่กว่าตลาดอาหารพื้นบ้านถึง 10 เท่า

ทั้งนี้ จากการที่ชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้านของ ส.ขอนแก่นได้เป็นที่ยอมรับอย่างดีทั้งจากชาวไทยและในต่างประเทศ แต่ปัญหาคือการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้านที่ใช้หมูเป็นวัตถุดิบนั้น ไทยสามารถส่งออกได้เพียง 3 ประเทศคือ ฮ่องกง สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างกับการส่งออกลูกชิ้นปลาแต้จิ๋วที่ส่งออกไปได้ทั่วโลก ดังนั้น จึงได้ตัดสินใจไปสร้างฐานผลิตในต่างประเทศ โดยเริ่มสร้างฐานผลิตที่ประเทศโปแลนด์เมื่อปี 2550 เพื่อให้โปแลนด์เป็นสปริงบอร์ดส่งสินค้าของเราไปกระจายทั่วยุโรป โดยมีการผลิตทั้งแหนม หมูยอ กุนเชียง ภายใต้ชื่อแบรนด์ว่า “ส.ขอนแก่น” เพราะเป็นที่รับรู้อย่างดีของคนยุโรป ซึ่งปรากฏว่าขายดีมาก ดังนั้น ในปีหน้าจึงตัดสินใจจะสร้างฐานผลิตที่สหรัฐอเมริกา เพราะถือเป็นตลาดใหญ่ เนื่องจากมีคนเอเชียอยู่มาก

อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงแสวงหาโอกาสการทำธุรกิจอาหารประเภทใหม่อยู่เรื่อยๆ โดยไม่หยุดนิ่ง จึงได้รุกตลาดน้ำพริกซึ่งถือเป็นอีกตลาดที่ใหญ่ ใช้แบรนด์ “ไทยเดิม” ซึ่งนอกจากขายดีในไทยแล้ว ยังขายดีไปทั่วยุโรปอีกด้วย ขณะเดียวกัน ในปี 2552 ได้เข้าไปลงทุนซื้อกิจการอาหารแช่แข็ง เพื่อผลิตอาหารและขนมแช่แข็งพร้อมรับประทานออกสู่ตลาด ซึ่งตลาดนี้กำลังเติบใหญ่ตามไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนในเมือง ทั้งยังสามารถส่งออกในตลาดโลกได้อีกด้วย ทำให้ ส.ขอนแก่นได้เพิ่มช่องทางธุรกิจอาหารไทยประเภทข้าวแกง ข้าวกล่อง ขาหมู “ยูนนาน” และขนมในรูปแบบอาหารแช่แข็ง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด

“ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรุกธุรกิจอาหารแบบครบวงจร บริษัทจึงได้หันมาดำเนินธุรกิจร้านอาหารประเภทแฟรนไชส์ โดยร้านแรกคือ “แซ่บเอ็กซ์เพรส” เป็นร้านประเภทส้มตำไก่ย่างและยำสารพัด โดยใช้ผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้านของ ส.ขอนแก่นเป็นหลัก ในปีนี้จะเปิด 6 สาขา และภายใน 3 ปีข้างหน้าจะเปิดให้ถึง 200 สาขา ทั้งยังจะมีการจัดส่งถึงบ้านแบบดิลิเวอรี่อีกด้วย ขณะเดียวกันในปีนี้ยังเตรียมจะเปิดร้านข้าวขาหมู “ยูนนาน” เนื่องจากผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งของบริษัทอย่างขาหมู “ยูนนาน” ได้รับการตอบรับที่ดีทั้งในไทยและที่ฮ่องกง จึงคิดว่าน่าจะเปิดเป็นร้านขายข้าวขาหมูประเภทแฟรนไชส์กระจายไปทั่วประเทศ”.

โหวตข่าวนี้

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง