'สุกำพล'เล่นแรง เด้งปลัดกห. ขวางลำ-โผทหาร

โดย ทีมข่าวหน้า 1 28 ส.ค. 2555 09:00

รองปลัด-เจ้ากรมเสมียนตราด้วย ‘เสถียร’เตือนผบ.เหล่าทัพให้ระวัง อาจจะมีโอกาสโดนเป็นรายต่อไป นายกฯบ่นเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่

เด้งฟ้าผ่า “ปลัดกลาโหม” เก็บเข้ากรุเซ่นจดหมายขอพบนายกฯฟ้อง รมต.ล้วงลูกโผโยกย้ายนายทหาร “สุกำพล” จดปากกาเซ็นย้าย “เสถียร เพิ่มทองอินทร์” ช่วยปฏิบัติราชการสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมนั่งตบยุงจนถึงวันเกษียณอายุราชการ “รองปลัด กห.-เจ้ากรมเสมียนตรา” โดนหางเลขด้วย “รมว.กห.” อ้างตามสูตรเพื่อความไหลลื่น-คล่องตัว “เสถียร” ยันทำทุกอย่างด้วยความถูกต้อง สะกิด ผบ.เหล่าทัพอีกหน่อยก็โดนเหมือนกัน “พล.อ.ชาตรี” ฮึ่มไร้ความเป็นธรรม เล็งยื่นร้องเรียนทุกช่องทาง ซัดกลับไม่ได้ดั่งใจก็ทำแบบนี้ “นายกฯปู” ถึงกับบ่นอุบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ด้านโผโยกย้ายมหาดไทยยังไม่นิ่ง “ยงยุทธ” แพลมชง  ครม.ลอตใหญ่ทีเดียวจบ นายกฯกระเตง “กิตติรัตน์” โกหกสีขาว 40 ส.ว. บี้มีทางเลือก 2 ทางจะลาออกหรือขอโทษ

จากกรณี พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ทำหนังสือขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานว่า พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ล้วงลูกโผโยกย้ายนายทหารประจำปี 2555 โดยเฉพาะในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม จนกระทั่ง พล.อ.อ.สุกำพล ต้องขอนัดหารือกับ พล.อ.เสถียรเป็นการส่วนตัวเพื่อเคลียร์เรื่องดังกล่าว แต่สุดท้าย  พล.อ.อ.สุกำพล มีคำสั่งเด้ง พล.อ.เสถียร ไปช่วยปฏิบัติราชการสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเซ่นโผทหารแล้ว

“ปู”ตีกรรเชียง “เสถียร”เคลียร์ปมล้วงโผ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 27 ส.ค. ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม จะขอเข้าพบ เพื่อรายงานเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลว่า เรื่องนี้นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ตอบไปแล้วทั้งหมด เพราะเป็นเรื่องของทางกระทรวงกลาโหม คงต้องให้ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม และสภากลาโหมเป็นผู้พิจารณา

เชื่อรัฐบาล-กองทัพไม่แตกคอกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จริงๆแล้วมีการแทรกแซงกันหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ทุกอย่างก็ต้องไปหารือกัน เพราะไม่สามารถที่จะกำหนดอย่างอื่นก่อนล่วงหน้าได้อยู่แล้ว เพราะว่าต้องขึ้นอยู่กับคณะที่ประชุมของทางกลาโหมที่จะต้องประชุมและหาข้อสรุป

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหารครั้งนี้จะทำให้รัฐบาลกับกองทัพแตกคอกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ไม่มีหรอก ทั้งหมดคุยกันได้อยู่แล้ว เชื่อมั่นว่าจะคุยกันได้เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ตรงกัน ทั้งหมดนี้ไม่สามารถมีคนใดคนหนึ่งเสนอได้  เพราะการตัดสินทั้งหมดจะเป็นรูปของคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 เมื่อถามว่า รมว.กลาโหมได้คุยกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวเพียงสั้นๆว่า “ไปถามรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมดีกว่ามั้งค่ะ”

“บิ๊กตู่” ประสานเสียงเคลียร์กันได้

ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ว่า เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม ที่ตามระเบียบจะต้องพูดคุยกัน ทั้งคำสั่ง พ.ร.บ. และความเหมาะสมเป็นพี่เป็นน้องกันสามารถพูดคุยกันได้ไม่มีปัญหา ซึ่งกระทรวงกลาโหมมีอำนาจที่จะเอาใครในเหล่าทัพไปอยู่ไหนก็ได้แต่ต้องได้ความเห็นชอบจาก  ผบ.เหล่าทัพด้วย

เมื่อถามว่า พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เหมาะสมในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เมื่อขึ้นมาถึง พล.อ.ก็มีความเหมาะสมเมื่อเทียบกับ พล.อ.ชาตรี ทัตติ ก็มีอยู่หลายด้านคือ ต้องดูถึงครองยศในอัตราอะไร ความอาวุโส รุ่นพี่รุ่นน้อง แต่ยังไม่แน่ต้องกลับไปดูระเบียบใหม่ว่า จะเอาอัตราจอมพลหรือพล.อ.หรือต้องเอาอัตราจอมพลเท่านั้น  ถ้าระบุว่าต้องเป็นอัตราจอมพล ดังนั้น พล.อ.ธรรมดาก็ไม่ได้ หากในระเบียบคลุมเครือทางคณะกรรมการก็ต้องพูดคุยกัน

การเมือง-ทหารต้องให้เกียรติกัน

เมื่อถามถึง มีใบปลิวโจมตีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มีคนไม่หวังดี คิดว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูง มียศถึงนายพลไม่น่าจะเป็นผู้กระทำต้องมีความละอายใจคงเป็นลูกน้องที่หวังดี ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง อย่าคิดว่าตัวเองเหมาะสมกับตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ อย่าใช้ความรู้สึก ไม่ว่าใครก็ตามไปวิจารณ์เขาไม่ได้ อย่าไปวิตกกันมาก

“ผมอยากถามว่า การตั้งปลัดกระทรวงกลาโหมจะทำให้จีดีพีตกหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับการบังคับบัญชามากกว่าว่าจะทำให้กองทัพเข้มแข็งอย่างไร อย่าคิดว่าการเมืองกับทหารต้องเกี่ยวข้องกัน แม้เกี่ยวกันบ้างแต่ไม่ทั้งหมด ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทหารก็ให้เกียรติการเมือง การเมืองก็ให้เกียรติทหาร อยู่ด้วยกันมาตั้งกี่ร้อยปีแล้ว อย่าตีข่าวให้ใหญ่โต เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภายใน คาดว่าสัปดาห์นี้คงรู้ว่าโผโยกย้ายจะเป็นอย่างไร” ผบ.ทบ.กล่าว

ย้ำตั้งคนดีกองทัพก็จะดีตาม

ต่อข้อถามว่า ยังมีทหารบางรายวิ่งหานักการเมืองเพื่อขอตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่รู้ว่าทหารวิ่งหาการเมือง หรือการเมืองวิ่งหาทหาร คิดว่าไม่มีใครวิ่งหาใคร อย่าแบ่งแยกว่าเป็นการเมืองหรือทหาร เราเป็นเพื่อนกันรู้จักกัน ซึ่งเป็นคนในรัฐบาลก็อาจพูดคุยฝากกันไปมา นี่คือสังคมไทยที่เป็นระบบเครือญาติยังตัดระบบนี้ไม่ได้ ซึ่งต่างประเทศไม่มีเขาใช้ระบบประเมินให้คะแนน แต่ของเรามีการประเมินควบคู่ระบบเครือญาติจึงต้องใช้คู่กันจะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ต้องนำมาชั่งน้ำหนัก ทั้งระบบการประเมินผู้บังคับบัญชาและหลังบ้านก็มีบทบาททำให้หัวหน้าครอบครัวก้าวไปข้างหน้า

“ก็ไม่เป็นไรถ้าจะขอกันก็บอกมาด้วยเหตุผล ถ้าดูแล้วควรจะให้ความเป็นธรรม เช่น มีความอาวุโส มีความสามารถ แต่ผู้บังคับบัญชาอาจจะมองไม่เห็นก็ต้องเอามาดูกัน ถ้าเป็นคนดีจริงก็ต้องให้เขา ซึ่งไม่ได้ให้เพราะขอมา แต่ให้เพราะกลับมาทบทวนใหม่ ถ้าตั้งคนดีกองทัพก็จะดี” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

รมว.กห.สั่งเด้ง “เสถียร” เข้ากรุ

จนกระทั่งเวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงกลาโหม(เฉพาะ) ที่ 383/55 เรื่องให้นายทหารช่วยปฏิบัติราชการว่าเพื่อให้การบริหารราชการในกระทรวงกลาโหมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 9 และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 จึงให้นายทหารสัญญาบัตรสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมช่วยปฏิบัติราชการที่สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และให้ส่งมอบหน้าที่ราชการ และรายงานตัวเพื่อปฏิบัติราชการตามคำสั่งนี้ ณ สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ถนนแจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี ดังนี้ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.พิณภาษณ์ สริวัฒน์ เจ้ากรมเสมียนตรา โดยให้ พล.อ.เสถียรรายงานตัวตั้งแต่ 27 ส.ค.-30 ก.ย.2555 ส่วน พล.อ.ชาตรี และ พล.อ.พิณภาษณ์ ตั้งแต่ 27 ส.ค.2555 เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 27 ส.ค.2555

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่มีคำสั่งย้ายดังกล่าว พล.อ.อ.สุกำพลได้แต่งตั้งให้ พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหมคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่แทน พล.อ.เสถียรเพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ร.อ.รุ่งรัตน์ บุณยรัตพันธุ์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติหน้าที่แทน พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.ท.ชาญ โกมลหิรัญ รองเจ้ากรมเสมียนตรา กระทรวงกลาโหม ปฏิบัติหน้าที่แทน พล.อ.พิณภาษณ์ สริวัฒน์ เจ้ากรมเสมียนตรา กระทรวงกลาโหม

อ้างเพื่อความไหลลื่น-คล่องตัว

ต่อมาเวลา 15.00 น. พล.อ.อ.สุกำพลให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการลงนามในคำสั่งย้าย พล.อ.เสถียรให้ไปช่วยราชการที่สำนักงานรัฐมนตรี  กระทรวงกลาโหมว่า เหตุผลที่ตนสั่งย้ายในครั้งนี้ เพื่อให้การทำงานภายในกระทรวงกลาโหมคล่องตัวขึ้น เพราะการทำงานที่ผ่านมาไม่ไหลลื่น ยืนยันว่า การย้าย พล.อ.เสถียร ไม่ใช่การเมืองเข้ามาแทรกแซงการทหาร  แต่การทำหน้าที่ของ พล.อ.เสถียร ถือว่าทำไม่ถูกต้อง ที่นำเรื่องภายในกระทรวงกลาโหมออกไปพูด ทำให้เกิดผลกระทบต่อกระทรวงกลาโหม โดยตนได้แต่งตั้ง พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหมขึ้นรักษาการแทน โดยตนจะขอชี้แจงกับสื่อมวลชนในวันที่ 28 ส.ค.นี้

เตือน ผบ.เหล่าทัพเดี๋ยวก็โดนบ้าง

ทางด้าน พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังถูก รมว.กลาโหมสั่งย้ายไปช่วยราชการสำนักงานรัฐมนตรี กลาโหมว่า ยังไม่เห็นคำสั่ง แต่ไม่เป็นไร ตนยืนยันว่าทำตามความถูกต้อง ทำตามตัวบทกฎหมาย ถ้าตนทำตามความถูกต้องแล้วเป็นอย่างนี้ก็ไม่เป็นอะไร ก็ยอมรับสภาพ แล้วแต่ผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้ ตนไม่รู้สึกเสียใจ เพราะตนทำตามความถูกต้อง ยอมเสียสละทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตยังยอม ตนไม่ทราบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการแทรกแซงทางการเมืองหรือไม่ แต่ไม่เป็นไร เพียงแต่ตนทำตามความถูกต้อง แต่เมื่อถูกลักษณะนี้ก็ไม่เป็นไร อีกหน่อย ผบ.เหล่าทัพก็โดนเหมือนกัน ตนเป็นตัวแบบให้

เมื่อถามว่า เหตุใดไม่พูดคุยกันแบบพี่น้อง พล.อ.เสถียรกล่าวว่า ไม่รู้ แต่คุยกันอยู่แล้ว ตนไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่ชี้แจงหรือรายงานว่าอะไรทำถูกต้อง อะไรทำไม่ถูกต้องเท่านั้น  ถ้าทำไปแล้วกลัวผู้บังคับบัญชาจะผิด ตนชี้แจงไปแค่นั้น และไม่ได้ให้มันรั่วไหล ส่วนจะรั่วไหลตรงไหนไม่รู้ เพราะเอกสารลับมา ตนก็รายงานผู้บังคับบัญชาให้ทราบว่า ถ้าทำไปแล้วอาจจะผิดแค่นั้นเอง ตนยืนยันทำตามความถูกต้อง จะโดนอะไรไม่เป็นไร สังคมก็มองอย่างไรก็แล้วแต่สังคม  เมื่อถามว่า จะมีการฟ้องร้องหรือไม่ พล.อ.เสถียรปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ก่อนจะขึ้นรถเพื่อเดินทางออกจากกระทรวงกลาโหมพร้อมกับโบกมือ

รองปลัดมึนโดนหางเลขซี้ปลัดฯ

ส่วน พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า เพิ่งได้รับทราบข่าว ตอนนี้ยังไม่เห็นเอกสารคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร และยังไม่ทราบเหตุผลที่ถูกย้ายไปช่วยราชการในครั้งนี้ ทั้งนี้ ตนยืนยันว่า ไม่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหาร เพราะตนเป็นแค่ 1 คนที่เป็นแคนดิเดทถูกเสนอให้ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่เท่านั้น จึงไม่เข้าใจว่าโดนย้ายไปช่วยราชการเพราะเหตุใด ที่ผ่านมาตนยอมรับว่าสนิทสนมกับ พล.อ.เสถียร เพราะเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม และตนเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม จึงได้ทำงานร่วมกันมาตลอด

ฮึ่มไม่เป็นธรรมเล็งหาช่องฟ้องกลับ

“หากการย้ายผมครั้งนี้ไม่เป็นธรรมก็ต้องขอหารือกับผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายก่อนว่าจะมีช่องทางที่จะสามารถยื่นร้องเรียนได้หรือไม่ แต่ขณะนี้ไม่ขอพูดอะไร เพราะยังไม่เห็นเอกสารคำสั่งจึงไม่อยากเป็นผู้ร้าย ให้อีกฝ่ายเป็นผู้ร้ายไปฝ่ายเดียวดีกว่า ผมขอให้สังคมพิจารณากรณีที่เกิดขึ้นเอาเอง เนื่องจากบางเรื่องไม่ใช่ปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย แต่เป็นปัญหาเรื่องจริยธรรม โดยไม่ขอตอบว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่  แต่เชื่อว่าสื่อคงมองออกว่าเป็นอย่างไร เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น คือเมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ทำแบบนี้” รองปลัดกระทรวงกลาโหมระบุ

นายกฯชิ่งตอบคำสั่งเด้งฟ้าผ่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. หลังจากที่ พล.อ.อ.สุกำพล ลงนามคำสั่งย้าย พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ไปช่วยราชการที่สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม โดยมอบให้ พล.อ.วิทวัส รชตะนันท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม รักษาการปลัดกระทรวงกลาโหม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งอยู่ระหว่างเป็นประธานพิธีมอบรางวัลผู้ส่งออกสินค้าและบริการดีเด่นประจำปี 2555 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยก่อนที่จะเดินทางออกจากศูนย์การประชุมแห่งชาติฯเพื่อกลับเข้าไปประชุมแก้ไขปัญหาจัดการน้ำที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ได้รับรายงานเรื่องที่ พล.อ.อ.สุกำพล สั่งย้าย พล.อ.เสถียร หรือยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ยอมตอบคำถามดังกล่าว พร้อมกับรีบเดินฝ่ากลุ่มผู้สื่อข่าว และไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ

“ปู” บ่นอุบทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากที่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม มีคำสั่งย้าย พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.พิณภาษณ์ สิริวัฒน์ เจ้ากรมเสมียนตรา ช่วยปฏิบัติราชการที่สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมนั้น ทั้งนี้ภายหลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานพิธีมอบรางวัลผู้ส่งออกสินค้าและบริการดีเด่นประจำปี 2555 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายกฯได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวในคำสั่งดังกล่าว และเมื่อนายกฯ เดินทางกลับมาถึงทำเนียบรัฐบาล ได้บ่นกับคนใกล้ชิดว่า ไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องภายใน “ไม่น่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”

ชมปลัด กห.ช่างกล้าเปิดหน้าแฉ

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอให้สังคมจับตามองการโยกย้ายแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม ทราบมาว่า ขณะนี้มีความพยายามที่จะกระชับอำนาจ เพื่อปิดล้อมบั่นทอนบทบาท ของกองทัพบก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล้วงลูกแต่งตั้งในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ฝ่ายการเมืองได้เข้าไปล้วงลูกในการโยกย้ายแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญๆของกองทัพจริง

น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอชื่นชมสปิริตของ พล.อ.เสถียร เพราะมีข้าราชการไม่มากที่กล้าทำเช่นนี้ ถือเป็นบุคคลคนที่ 2 รองมาจากนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สมช.ที่กล้าเสนอความจริงต่อสาธารณชน และฝากถึง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ให้ดูชีวิต พล.อ.ธรรมรักษ์เป็นตัวอย่างเช่นเดียวกัน เพราะนายพลทหารที่เคยอยู่เคียงข้างกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ เป็นชุดเดียวกับที่เดินข้างและเป็นกุนซือให้ พล.อ.อ.สุกำพลในวันนี้ จึงขอให้ใช้คดีของ พล.อ.ธรรมรักษ์ มาเป็นอุทาหรณ์ ไม่เช่นนั้นอาจมีชะตากรรมไม่แตกต่างกัน

โผ มท.ยังไม่นิ่ง “สุกิจ” จ่อพักร้อน

ทางด้านความเคลื่อนไหวการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย กล่าวในการประชุม ครม. ว่า วันที่ 28 ส.ค.นี้จะยังไม่มีการเสนอชื่อแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะยังไม่ลงตัว แต่ไม่ถือว่าเป็นความล่าช้า เนื่องจากยังมีเวลาที่จะพิจารณา เพราะมีหลายตำแหน่ง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญ และจะมีการเสนอแต่งตั้งพร้อมกันในคราวเดียว ทั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย 2 ตำแหน่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมการปกครอง ทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าวนายกรัฐมนตรี จะมีคำสั่งให้นายสุกิจ เจริญรัตนกุล อธิบดีกรมการปกครอง ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นายยงยุทธตอบว่า อธิบดีกรมการปกครองไม่มีความขัดแย้งกับสายบังคับบัญชา และไม่มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น หากมีคำสั่งให้นายสุกิจไปช่วยราชการจะต้องเป็นคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวล่าสุดได้มีความพยายามเคลียร์ เพื่อขอให้นายสุกิจอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองจนเกษียณอายุเพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ ดังนั้น จึงมีการตกลงว่าให้นายสุกิจลาพักร้อน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค.ถึง 17 ก.ย. ทั้งนี้ ระหว่างการลาพักร้อนนายสุกิจไม่สามารถลงนามในคำสั่งใดๆทั้งสิ้น รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การจัดซื้อจัดจ้างทุกกรณี

“เฉลิม” ปรามแดงเลิกไล่ “มาร์ค”

ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีคนเสื้อแดงขัดขวางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ไปพบสมาชิกพรรค ที่ จ.สมุทรปราการ และล่าสุดนายอภิสิทธิ์จะไปพบ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รอง ผบ.ตร.และ กกต. เกี่ยวกับมาตรการดูแลความปลอดภัยของนักการเมืองในการลงพื้นที่ว่า ส่วนตัวเห็นด้วย หากเกิดเหตุแบบนี้มากๆ ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับ เรื่องนี้พูดตรงๆ ใครจะไม่สบายใจต้องยอม ทุกคนต้องเดินทางไปได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ การแสดงออกหรือต่อต้านต้องมีขอบเขต ยอมรับว่าตนหนักใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ตนได้คุยกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ กับนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำ นปช.แล้ว และรับปากว่าจะดูแลมวลชนให้ ก็อยากขอให้คนเสื้อแดงใจเย็น อดเปรี้ยวไว้กินหวาน รอดูคดีในวันนี้ที่กำลังคืบหน้าดีกว่า ทั้งนี้ ตนได้สั่งการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไปว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ร้องทุกข์ในเรื่องนี้ และมีข้อเท็จจริงก็ต้องรับเรื่องไว้สอบสวนและถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์แจ้งล่วงหน้าว่าจะจัดกิจกรรมในพื้นที่ใด ตนพร้อมส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปดูแลให้

พม.เยียวยาเหยื่อการเมืองลอตสุดท้าย

วันเดียวกัน ที่อาคารอเนกประสงค์ สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานมอบเงินเยียวยาแก่ผู้เสียหายจากความรุนแรงทางการเมืองตามหลักมนุษยธรรม ครั้งที่ 4 โดยนายสันติเปิดเผยว่า จากจำนวนผู้ลงทะเบียนรับเงินเยียวยาที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ 3,000 ราย กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้จ่ายเงินเยียวยาไปแล้ว 3 ครั้ง จำนวน 1,300 ราย วงเงิน 1,200 ล้านบาท และครั้งที่ 4 นี้เป็นครั้งสุดท้าย อีกจำนวน 516 ราย วงเงิน 312 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังเหลืออีกกว่า 1,000 ราย ที่ยังมีปัญหา รอตรวจสอบสิทธิและอยู่ระหว่างดำเนินคดี ซึ่งทั้งหมดจะส่งให้นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานคณะอนุกรรมการด้านการเยียวยาทางแพ่งและการฟื้นฟูด้วยวิธีการอื่น พิจารณา ทราบว่าจะประชุมวันที่ 3 ก.ย.นี้ ซึ่งส่วนที่เหลือจะได้รับเงินเยียวยาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคณะอนุกรรมการฯจะพิจารณา

วุฒิฯเริ่มกระบวนการถอดถอน “เทือก”

เมื่อเวลา 10.10 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุมเพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 273 โดยนางพรทิพย์ โล่วีระ จันทร์รัตนปรีดา รองประธานวุฒิสภา ประธานที่ประชุม ได้ให้เลขาธิการวุฒิสภาอ่านพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายนิคม ไวยรัชพานิช เป็นประธานวุฒิสภา จากนั้นนายนิคมได้ชี้แจงขั้นตอนกระบวนการถอดถอนนายสุเทพ ว่า ขอแจ้งเตือน ส.ว.ทุกคนว่าตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ตั้งแต่ข้อ 114 เป็นต้นไป จนเสร็จสิ้นการออกเสียงลงคะแนนตามข้อ 124 สมาชิกต้องวางตัวเป็นกลางและเที่ยงธรรม ไม่กล่าวหรือแสดงไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ ซึ่งข้อความหรือความเห็นอันจะทำให้การพิจารณาและการวินิจฉัยของที่ประชุมต้องเสียความยุติธรรมไปได้

ตามคาดยกกรณี “ประชา” อ้างอิง

ต่อมานายสุเทพได้แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อขอยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม คือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้วินิจฉัยกรณี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม มีคำสั่งแต่งตั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไปปฏิบัติงานที่ ศปภ. ซึ่งในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยยกฟ้อง โดยนายสุเทพอ้างว่ากรณีดังกล่าวตนไม่สามารถทราบก่อนว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร จึงไม่ได้นำไปอ้างอิงในช่วงการพิจารณาคดีของ ป.ป.ช. ซึ่งกรณีของตนเทียบเคียงแล้วพบว่าใกล้เคียงกัน และได้ศึกษาคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ที่ผ่านมา จึงเห็นว่าน่าจะเป็นข้อมูลหลักฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของวุฒิสภา ขณะที่นายชัยรัตน์ ขนิษฐบุตร ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ป.ป.ช. ชี้แจงว่า พยานหลักฐานที่นายสุเทพนำมายื่นเพิ่มเติม เป็นหลักฐานที่ไม่เคยเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของป.ป.ช.มาก่อน จึงไม่ขัดข้อง จากนั้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายสุเทพเพิ่มเติมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาของวุฒิสภา ด้วยคะแนน 98 ต่อ 1 เสียง โดยการประชุมนัดต่อไปวันที่ 7 ก.ย.

นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า จะเป็นไปตามกฎหมาย ยึดหลักความเป็นธรรม และเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด ไม่มีการเร่งรัด โดยในวันที่ 7 ก.ย. จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาซักถามคู่ความ โดยกำหนดแถลงปิดคดีนัดที่ 5 คือวันที่ 17 ก.ย. และลงมติวันที่ 18 ก.ย.

“เทพเทือก” ครวญกลัวจะโดนสอย

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รู้สึกกังวลต่อการพิจารณาถอดถอนของวุฒิสภา แต่ส่วนตัวมั่นใจในพยานหลักฐาน โดยวันนี้จะยื่นข้อมูลใหม่ต่อวุฒิสภา เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยยกฟ้อง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศปภ. กรณีแต่งตั้ง ส.ส.เพื่อไทย เข้าไปเป็นคณะทำงานดูแลจัดการถุงยังชีพของ ศปภ. ซึ่งมีลักษณะของคดีคล้ายกับตน เพื่อให้วุฒิสภานำมาเทียบเคียง แต่ไม่สามารถคาดการณ์ผลคำวินิจฉัยที่จะออกมา ว่าจะแตกต่างกับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ก่อนหน้านี้หรือไม่ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเป็นช่วงจังหวะชีวิตของตนที่จะต้องเดินสายชี้แจงคดีความต่างๆ ส่วนอนาคตทางการเมืองยังไม่ขอพูดถึง ปล่อยให้เป็นเรื่องของแต่ละวัน

“พร้อมพงศ์” เย้ยนี่คือกฎแห่งกรรม

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่นายสุเทพจะนำเรื่องเทียบเคียงกรณี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ที่ตั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไปบริหารจัดการสิ่งของบริจาคใน ศปภ. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่มีความผิดเป็นข้อต่อสู้ ตนมองว่าเรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกัน เป็นการอ้างเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น กรณีศาลรัฐธรรมนูญตัดสินกรณี พล.ต.อ.ประชาเป็นภาวะฉุกเฉินเรื่องภัยพิบัติ แต่กรณีนายสุเทพมันเป็นสถานการณ์ปกติ เป็นความผิดชัดเจนไม่เช่นนั้น ป.ป.ช.คงไม่ชี้มูล จะแก้ตัวโดยเทียบเคียงกรณีดังกล่าวแล้วฟังไม่ขึ้น อ้างแบบเข้ารกเข้าพง ไร้เหตุผล นายสุเทพพยายามเบี่ยงเบนประเด็นเข้าข้างตัวเอง เอาสีข้างเข้าถู เชื่อว่า ส.ว.ที่มีวุฒิภาวะ รู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เรื่องนี้เหมือนเป็นกฎแห่งกรรม นักการเมืองอาวุโสกล้าทำก็ต้องกล้ารับ เพื่อเป็นแบบอย่างให้นักการเมืองรุ่นใหม่

นายกฯกระเตง “โต้ง” โกหกสีขาว

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกิตติรัตน์  ณ  ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง พูดบิดเบือนตัวเลขการส่งออกจากเป้า 15% ว่าเป็นการโกหกสีขาว หรือ “ไวท์ ลายส์” ที่นายกรัฐมนตรีรับรู้ด้วยว่า จริงๆก็เชื่อว่าทุกคนก็มีเจตนาดีสำหรับประเทศ ทุกท่านรวมทั้งนายกิตติรัตน์ก็มีเจตนาดี ก็คงไม่มีเหตุผลในการที่จะมาปกปิดอะไร และก็ตัวเลขเป็นตัวเลขที่เก็บจากข้อมูลจริง ซึ่งต้องชี้แจงประชาชนอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุน นายกรัฐมนตรี ตอบว่า “เชื่อว่าท่านคงไม่มีเจตนาค่ะ ถ้ามีเจตนาท่านคงไม่พูดคำนั้นนะคะ” เมื่อถามว่า ได้รับคำสั่งจากใครไหม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า “โอ๊ย คำสั่งอะไรคะ ไม่มีหรอกค่ะ ใครจะสั่งได้คะ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขจริงหมดนะคะ” เมื่อถามย้ำว่า ที่บอกว่าโกหกได้ในบางเรื่อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า “ไม่มี ไม่มีหรอกค่ะ”

40 ส.ว.ให้เลือกลาออกหรือขอโทษ

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา โดยนางพรทิพย์ โล่ห์วีระ จันทร์รัตนปรีดา รองประธานวุฒิสภา เป็นประธาน โดยก่อนเข้าสู่วาระ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว.  ได้หารือว่า ขอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายก– รัฐมนตรี และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ออกมารับผิดชอบคำพูดนายกิตติรัตน์ ที่ยอมรับว่าได้โกหกเรื่องตัวเลขการส่งออก เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือรัฐบาลในภาคการลงทุน การโกหกสีขาวตนยังมองว่าเป็นการทำผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง ข้อ 6 (2) และ (7) ข้อ 10 และข้อ 25 นายกิตติรัตน์ต้องลาออก หากไม่ลาออกต้องออกมาขอโทษประชาชน

นายคำนูณกล่าวว่า ขอฝากไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินให้ดำเนินการด้านจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 244 (2) และ 279 วรรคสาม เพราะการไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมถือว่าเป็นการกระทำผิดทางวินัย ให้ผู้ตรวจการฯรายงานต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี หากเป็นการกระทำผิดร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270

“โอ๊ค” เหน็บ ปชป.ถนัดพูดจริงสีดำ

วันเดียวกัน นายพานทองแท้  ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีนายกิตติรัตน์  ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยอมรับพูดโกหกเรื่องตัวเลขภาคการส่งออกว่า “White lie vs. Black truth” โกหกสีขาว ตรงข้ามกับ พูดความจริงสีดำ อย่างไหนเหมาะกับสังคมไทย ผมว่าในปัจจุบันอย่างหลังได้เปรียบอยู่เยอะ โกหกสีขาวพอขึ้นชื่อว่าโกหก จะอธิบายอย่างไร คนมักไม่ฟัง พรรคประชาธิปัตย์รู้ความจริงข้อนี้ดีเลยออกมาโจมตีรองนายกฯกิตติรัตน์ ตั้งแต่หัวแถวยันปลายแถว โดยลืมไปว่า คนที่ใช้วิธีโกหกสีขาวมาก่อนหน้านี้คือ พรรคประชาธิปัตย์ โกหกต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี แถมโกหกแล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา ไม่ได้ออกมายืดอกยอมรับแบบลูกผู้ชายเหมือนรองฯกิตติรัตน์ เรื่องกล้อง CCTV ปลอมของ กทม. หรือกล้องดัมมี่ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด จำเลยทางสังคมในเรื่องนี้ทั้ง 2 คน โยนความผิดกันไปมา ล้วนเป็นผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค ปชป.ทั้งคู่ ติดตั้งกล้องดัมมี่ตั้งแต่ปี 50 สมัยผู้ว่าฯอภิรักษ์ ยันสมัยผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์

“ยรรยง” อัด “วรงค์” ล้วงลูกจำนำข้าว

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในฐานะกรรมาธิการตรวจสอบว่า เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง โดยกรรมาธิการไม่มีอำนาจหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ นพ.วรงค์ ไม่ได้มีความรู้ ความชำนาญในการตรวจสอบข้าว จึงเป็นห่วงว่าการที่ให้ข้อมูลผิดๆ เช่นนี้จะสร้างความเสียหายให้กับกระบวนการจำนำและระบายข้าวของรัฐบาล โดยอาจทำให้ราคาซื้อขายข้าวในการประมูลของรัฐจำนวน 7 แสนตัน ที่จะเปิดให้ยื่นซองประมูลในวันที่ 28 ส.ค.นี้ ตกต่ำ และอาจต่อเนื่องไปถึงราคาข้าวในตลาดทั่วไปด้วย อีกทั้งการตรวจสอบเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งยังต้องจ้างบริษัทรับจ้างตรวจสอบคุณภาพข้าวที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อไปตรวจสอบทุกโรงสีและโกดังที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำ อยากฝากบอกพรรคฝ่ายค้านว่า หากต้องการลงพื้นที่ตรวจสอบอีก ควรต้องทำหนังสือขออนุญาต รมว.เจ้าสังกัดให้พิจารณาก่อน อย่างไรก็ตาม มาตรา 12 ของ  พ.ร.บ. คำสั่งเรียกของกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา ระบุว่า หากกรรมาธิการกระทำผิดหรือไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ จนสร้างความเสียหาย จะถือว่าเป็นการกระทำผิด ซึ่งผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องได้

ตั้ง “วสันต์” ปธ.สรรหา ส.ว.วิชาชีพ

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภุชงค์ นุตราวงค์ เลขาธิการ กกต. กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการสรรหา ส.ว.ภาควิชาชีพ แทนนายสัก กอแสงเรือง อดีต ส.ว. ที่ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนการสรรหานัดแรก ว่า การประชุมคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ภาควิชาชีพ เป็นวันแรก ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยประธานกรรมการองค์กรอิสระ 5 องค์กร และผู้แทนจากศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุด คือ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาส ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. นายพันวะสา บัวทอง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา (เทียบเท่ารองประธานศาลฎีกา) และนายเกษม คมสัตย์ธรรม รองประธานศาลปกครองสูงสุด โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบเลือกนายวสันต์ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา ส.ว.ภาควิชาชีพ

“นายวสันต์ รวมถึงคณะกรรมการสรรหาทุกคน ได้กำชับให้ฝ่ายเลขานุการ โดยเฉพาะคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติ ใช้ความระมัดระวังในเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติให้ครบถ้วน ให้ถือว่าข้อผิดพลาดในครั้งที่แล้วเป็นบทเรียน ผมก็ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบและรายงานต่อคณะกรรมการสรรหาให้ครบถ้วน” นายภุชงค์กล่าว

“ปู” ใจชื้นปีนี้น้ำน้อยกว่าปีก่อน

น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการสถานการณ์น้ำท่วม และน้ำแล้งว่า ต้องบอกว่าจริงๆในฐานะที่รัฐบาลดูแลก็เป็นห่วงทั้ง 2 ส่วน แต่เรื่องน้ำท่วมถ้าเกิดเก็บน้ำไว้เกินแล้วเกิดน้ำท่วมจะแก้ปัญหาค่อนข้างที่จะลำบากกว่า ต้องมีบางส่วนที่ต้องป้องกันไว้ส่วนหนึ่ง แต่สำหรับภัยแล้งจะเป็นวิธีการแก้เฉพาะจุดก็สั่งการให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องลงไปดูอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า นายกฯคิดอย่างไรที่เรื่องน้ำรัฐบาลแก้กันมาทั้งปี แต่ผลโพลออกมายังเป็นที่ไม่น่าพอใจของประชาชน น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ต้องขอความเห็นใจประชาชน เพราะว่าปัญหาเรื่องน้ำเป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว และระยะเวลาที่เรามีอยู่ค่อนข้างจำกัด ซึ่งต้องเรียนตามตรงว่ารัฐบาลชี้แจงได้เต็มที่ก็คือในลักษณะของการป้องกัน และเตรียมพร้อม แต่การพยากรณ์ข้างหน้าจะให้แม่นยำอย่างไร อันนี้จะเป็นเรื่องที่ยากลำบากจริงๆ อย่างพายุที่บอกจากตอนแรกว่าจะมี 3 ลูก ตอนนี้เหลือลูกเดียว ซึ่งเหล่านี้มีองค์ประกอบทางด้านภูมิอากาศต่างๆที่เข้ามา ซึ่งต้องเรียนว่าเป็นการยากทีเดียวที่จะมาบอกรายพื้นที่แต่สิ่งที่เราบอกได้ภาพรวมคือ ปริมาณน้ำที่มาในปีนี้น่าจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา

โหวตข่าวนี้

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
  1. 1 เมนูทีวี 12/04/57 ดู 595 ครั้ง
  2. 2 ทีวีทีเด็ด 12/04/57 ดู 516 ครั้ง
  3. 3 เมนูทีวี 16/04/57 ดู 506 ครั้ง
  4. 4 เมนูทีวี 13/04/57 ดู 499 ครั้ง
  5. 5 เมนูทีวี 14/04/57 ดู 284 ครั้ง