คุก7ปี ‘หม่อมลูกปลา’ คดีวางพิษฆ่า ‘ท่านกบ’

โดย ทีมข่าวหน้า 1 18 ส.ค. 2555 09:00

ศาลฎีกาพิพากษากลับจำคุก “หม่อมลูกปลา” วางยาฆ่า “ท่านกบ” 7 ปี แต่คำรับสารภาพเป็นประโยชน์ ศาลปรานีลดโทษให้ 1 ใน 3 คงรับโทษ 4 ปี 8 เดือน หลังคำตัดสิน เจ้าตัวรํ่าไห้โฮกอดลูกชาย 2 คน ที่ร่วมเดินทางมาด้วย ขณะที่สุทัศน์ เงินหมื่น ที่ช่วยเหลือหม่อมลูกปลา ในฐานะสะใภ้อีสานมาโดยตลอด ให้ทนายความขอคัดคำพิพากษาและหมายขังคดีถึงที่สุด เพื่อขอพระราช– ทานอภัยโทษให้ทันวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคมนี้

ฎีกากลับจำคุก “หม่อมลูกปลา” วางยาฆ่า “ท่านกบ” โดยเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 ส.ค. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่นางชลาศัย หรือโชติกา ขวัญฐิติ หรือ “หม่อมลูกปลา ยุคล” อายุ 42 ปี อดีตชายา หม่อมเจ้าฐิติพันธ์ ยุคล หรือท่านกบ ตกเป็นจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เหตุเกิดที่วังอัศวิน ท้องที่ สน.ดุสิต เมื่อวันที่ 21 ส.ค.38 โดยช่วงเวลา 08.00-09.00 น. วันดังกล่าว มีคนร้ายลอบวางยาพิษในถ้วยกาแฟของท่านกบ จนหมดสติอยู่ในห้องวิทยุสื่อสารสมัครเล่น จากนั้นจำเลยโทร.เรียกรถพยาบาลนำท่านกบส่งรพ.วิชัยยุทธ ก่อนสิ้นชีพิตักษัยในวันที่ 29 ส.ค.38 คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 6 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง

โดยหม่อมลูกปลาเดินทางมาศาลพร้อมนายสุทัศน์ เงินหมื่น อดีต รมว.ยุติธรรม กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และมีนายทวีชัย น้อยประเสริฐ สามีปัจจุบัน กับลูกชายอีก 2 คน ร่วมเดินทางมาด้วย แต่ไร้ร่างนายอุเทศ ชุปวา อดีตพ่อค้าขายเกาลัด คนรักเก่าที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุให้หม่อมลูกปลาหนีเที่ยว ก่อนจะเกิดคดีนี้ขึ้น

ศาลฎีกาพิพากษาว่า หม่อมลูกปลา เป็นหม่อมโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย วันเกิดเหตุวันที่ 21 ส.ค.38 วังอัศวินมีคนอยู่ 5 คน คือ ม.จ.ฐิติพันธ์ ผู้ตาย จำเลย และ ม.ร.ว.จุลรังษี ยุคล ที่นอนป่วย ส่วน ม.ร.ว.นพนิภา นพดารา และ ม.ร.ว.สุทธิพัฒน์ ยุคล ไปโรงเรียนจิตรลดา มีหม่อมอุ่นเรือน ธรรมเสน เป็นคนไปส่ง มีประเด็นพิจารณา จำเลยเป็นคนลอบวางยาพิษโดยเจตนาฆ่าหรือไม่ พยานบุคคลเป็นนักเล่นวิทยุสื่อสารเบิกความสอดคล้องกัน วันเวลาเกิดเหตุ ผู้ตายเล่นวิทยุสมัครเล่น มีเสียงร้องขอกาแฟ เวลาดังกล่าวจำเลยอยู่ในบ้าน ขณะที่ ม.ร.ว.จุลรังษีเบิกความว่า ขณะนอนป่วยอยู่ข้างบน ส่วนผู้ตายเล่นวิทยุสื่อสาร ได้ยินเสียงพระบิดารับสั่งว่า “ลูกปลาๆ” มีเสียงจำเลยตอบว่า “ขา” จากนั้นพบว่า พระบิดานอนคว่ำหน้าในห้องวิทยุ จึงร่วมกับจำเลยโทร.เรียกรถพยาบาล คดีฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ชงกาแฟ และอยู่ในที่เกิดเหตุก่อนดื่มกาแฟ และขณะหมดสติ

มีประเด็นพิจารณาว่า จำเลยเป็นคนใส่ยาพิษหรือไม่ เห็นว่า นายเจมส์ แพททริค เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเครื่องจับเท็จกับพวกอีก 1 คน เบิกความสอดคล้องกัน เครื่องจับเท็จมีความแม่นยำ วิธีใช้คือถามก่อนใช้เครื่องว่า จำเลยฆ่าผู้ตายหรือไม่ จำเลยตอบปฏิเสธ แต่เมื่อใช้เครื่องจับเท็จ แม้จำเลยยังให้การปฏิเสธ แต่เครื่องแสดงปฏิกิริยาว่า คำตอบนั้นเป็นความเท็จ พยานกับ พ.ต.อ.วิวัฒน์ วรรธนะวิบูลย์ ชุดสืบสวนสอบสวนได้ถามอีกว่า คำตอบนั้นไม่ผ่านแสดงว่าพูดเท็จ จำเลยจึงรับสารภาพ ชงกาแฟให้เสวยจริง โดยผสมสารพิษลงไปเล็กน้อย เพื่อให้ผู้ตายป่วยไปนอนโรงพยาบาล เหตุเพราะทนถูกเฆี่ยน ขัง ไม่ไหว และอยากไปพบคนรักที่ชื่อนายอุเทศ ชุปวา พ่อค้าเกาลัด

ศาลฎีกาเห็นว่า พยานทั้งหมดเป็นบุคคลภายนอก ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุปรักปรำจำเลย อีกทั้งจำเลยรับสารภาพต่อหน้านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ญาติผู้ตาย และขณะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน นอกจากนี้ ยังเคยนำชี้ที่เกิดเหตุ โดยไม่มีการข่มขู่บังคับ หรือมีอาการเหม่อลอย แสดงว่าเป็นการนำชี้โดยสมัครใจ ทั้งยังเคยให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ว่า ทำไปเพราะถูกเฆี่ยนตี และอยากหนีไปเที่ยว สอดคล้องกับการที่จำเลยกราบขอขมา ม.จ.มงคลเฉลิม ยุคล และ ม.จ.ภูริพันธ์ ยุคล ว่า เป็นผู้วางยาพิษ แต่ไม่คิดว่าจะทำให้เสียชีวิต ศาลฎีกาเห็นว่า พยานเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ รู้จักจำเลยมาตั้งแต่เด็กๆ จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย

คดีมีเพียงประเด็นต้องพิจารณาว่า จำเลยมีเจตนาฆ่า หรือมีเพียงเจตนาทำร้าย เห็นว่า แม้อัยการโจทก์จะอุทธรณ์ฎีกาว่า สารคาร์บอเนต 500 มิลลิกรัม เมื่อใส่ในกาแฟจะเป็นสารพิษทำให้ตายได้ใน 1 ชั่วโมง แต่เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน หาฟังได้ว่าจำเลยใส่สารพิษเป็นปริมาณ 500 มิลลิกรัม และโจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาปิดบังการฆ่าเพราะเมื่อมีเพื่อนกลุ่มวิทยุสมัครเล่นสงสัยที่ผู้ตายไม่ตอบวิทยุ จึงไปดูที่บ้านพบจำเลยและพูดว่า ผู้ตายไม่อยู่วัง คงเป็นเพราะจำเลยอยู่ในอาการสับสน ตกใจ ต้องการจัดการปัญหาเพียงลำพัง รูปคดีฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาใส่สารคาร์บอเนตในกาแฟโดยมีเจตนาทำร้ายผู้ตายเท่านั้น แต่เมื่อผู้ตายสิ้นพระชนม์ลง ย่อมเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดในผล คือเจตนาฐานทำร้ายผู้อื่นแต่เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ลงโทษจำคุก 7 ปี คำรับสารภาพเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงรับโทษ 4 ปี 8 เดือน ให้ออกหมายขังคดีถึงที่สุด

หลังคำพิพากษาหม่อมลูกปลาถึงกับร้องไห้กอดลูกชายทั้ง 2 คน พร้อมถอดสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พระ 1 องค์ ให้กับนายทวีชัย สามี จากนั้นยกมือไหว้ขอบคุณนายสุทัศน์ที่ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ขณะที่นายสุทัศน์ได้มอบเงิน 3,000 บาท แก่นายทวีชัยเป็นค่าอาหารและค่าเดินทางกลับ โดยหม่อมลูกปลาบอกว่า ติดคุกมาแล้ว 7 วัน หวังจะได้หักกลบหักทอนลงไป ส่วนนายสุทัศน์กล่าวว่า มาช่วยในฐานะลูกปลาเป็นสะใภ้อีสาน และรู้สึกสงสาร ตอนนี้จะให้ทนายความในสำนักงานขอคัดคำพิพากษาและหมายขังคดีถึงที่สุด เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ทันวันเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ 5 ธันวาคมนี้

โหวตข่าวนี้

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
  1. 1 เมนูทีวี 16/04/57 ดู 592 ครั้ง
  2. 2 เมนูทีวี 18/04/57 ดู 395 ครั้ง
  3. 3 เมนูทีวี 19/04/57 ดู 343 ครั้ง
  4. 4 เมนูทีวี 14/04/57 ดู 316 ครั้ง
  5. 5 ทีวีทีเด็ด 15/04/57 ดู 240 ครั้ง