ปลอมลายเซ็นผอ. สั่งซื้อซูโดนับแสน

โดย ทีมข่าวหน้า 1 6 เม.ย. 2555 09:00

สธ.แจ้งดีเอสไอจัดการ หน.ฝ่ายจัดซื้อของรพ. พร้อมคลินิกอีก2แห่ง

ปลัดสาธารณสุขหวั่นคนแห่ซื้อยาซูโดฯ ด้านคณะทำงานปราบปรามยาเสพติด กระทรวงสาธารณ-สุข ตรวจพบหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อโรง พยาบาลสยามราษฎร์เชียงใหม่ ปลอมลายเซ็น ผอ.รพ. สั่งซื้อยาซูโดฯนับแสนเม็ด คาดเชื่อมโยงผลิตยาเสพติด ตะลึงคลินิกอดีต ผอ.รพ.ดอยหล่อ สั่งซื้อยาซูโดฯกว่า 2 แสนเม็ด ส่วนผลสอบ ผอ.รพ.อุดรธานี และหัวหน้าเภสัชกร พบไม่มีส่วนรู้เห็น แค่บกพร่องหละหลวมในการควบคุมกำกับดูแล ขณะที่ตัวเภสัชกรถูกไล่ออก

ความคืบหน้าเรื่องยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน ที่มีการประกาศห้ามขาย จนทำให้ขณะนี้ประชาชนเกิดความสับสนและเข้าใจผิดว่าไม่มียาดังกล่าวจำหน่ายนั้น นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 เม.ย.ว่า ภายหลังออกประกาศ ยกระดับยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน จากยาควบคุมพิเศษ เป็นกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 2 ซึ่งรวมยาซูโดอีเฟดรีนสูตรผสมทั้งหมด ทั้งยาแก้หวัดและยาสูตรพาราเซตามอล และมีการห้ามจำหน่ายในร้านขายยา พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนไม่เข้าใจคิดว่าไม่มียารับประทาน และอาจเกิดการแห่ซื้อในร้านขายยาบางแห่งที่ยังไม่เก็บออกจากหน้าร้าน ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งกังวลว่า ยาที่มีสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนทั้งหมด อาจมีลักษณะเป็นยาบ้า เกรงว่ารับประทานไปจะทำให้ติดยาได้ ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง จากปัญหาดังกล่าว อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ในการสื่อสารสร้างความเข้าใจให้ประชาชน และยังมียานี้ในโรงพยาบาลเพียงแต่ต้องให้แพทย์วินิจฉัย ส่วนการรับประทานยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน ไม่ว่าสูตรแก้หวัด หรือสูตรพาราเซตามอล ไม่ทำให้เกิดอาการเสพติดได้ การที่ต้องควบคุมการใช้ยาชนิดนี้ เนื่องจากมีคนกลุ่มหนึ่งที่คิดไม่ดีและนำไปสกัดเป็นยาเสพติด

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากกระทรวงสาธารณสุขเคยออกประกาศให้โรงพยาบาลในสังกัด หยุดการใช้ยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนเป็นการชั่วคราว เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบตัวเลขการใช้ยาทั้งหมด จะมีการยกเลิกหรือไม่ นพ.ไพจิตร์กล่าวว่า คาดว่าจะยกเลิกประกาศ และให้โรงพยาบาลในสังกัด สธ.ใช้ยาสูตรดังกล่าวได้ภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ แต่ต้องใช้ภายใต้เงื่อนไขของกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ ตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518

นายธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ โฆษกคณะทำงานป้องกันและปราบปรามฟื้นฟู และเยียวยาด้านยา เสพติด กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับข้อมูลจาก อย.ถึงความผิดปกติเกี่ยวกับยาแก้หวัดซูโดอีเฟดรีนของ รพ.สยามราษฎร์เชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ว่า โรงพยาบาลดังกล่าว มีการสั่งซื้อยาซูโดอีเฟดรีนสูตรเดี่ยว ถึง 210,000 เม็ด คณะทำงาน จึงเข้าตรวจสอบ โรงพยาบาลแจ้งว่าไม่เคยมีการสั่งซื้อยาดังกล่าว เมื่อตรวจสอบลึกลงไป พบว่าผู้ที่สั่งซื้อยาดังกล่าว คือหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อของโรงพยาบาล ที่สั่งซื้อเอง ไม่เกี่ยวกับโรงพยาบาล โดยมีการทำเอกสารสั่งซื้อเท็จ ปลอมลายเซ็น ผอ.โรงพยาบาล และสั่งซื้อยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนมากกว่า 2 แสนเม็ด โดยอ้างว่ามีตัวแทนจากบริษัทยาให้สั่งซื้อแทน โรงพยาบาลจึงแจ้งความดำเนินคดีฐานปลอมแปลงเอกสาร ขณะเดียวกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ได้แจ้งความ ฐานครอบครองวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อคนดังกล่าว ซึ่งตนจะแจ้งข้อมูลไปยังดีเอสไอต่อไป ตนคาดว่าพฤติกรรมของหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อรายนี้น่าจะมีความเชื่อมโยงกับการนำยาซูโดอีเฟดรีน ไปเป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติด

นายธนกฤตกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้คณะทำงานยังได้ตรวจสอบไปยังคลินิก 2 แห่งใน อ.จอม-ทอง จ.เชียงใหม่ คือคลินิกโอภาส และคลินิกสัมพันธ์ โดยในส่วนของคลินิกโอภาส อย.มีข้อมูลว่ามีการสั่งซื้อยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน 300,000 เม็ด แต่พอไปตรวจสอบพบเพียง 40,000 เม็ด และคลินิกไม่ยอมบอกข้อมูลถึงจำนวนยาที่หายไป คณะทำงาน จึงประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจอายัดยาไว้ตรวจสอบ ขณะที่คลินิกสัมพันธ์ อย.มีข้อมูลว่ามีการสั่งซื้อยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนกว่า 200,000 เม็ด ขณะที่คณะทำงานไปถึงพบว่าปิดให้บริการ แต่จากการตรวจสอบชื่อเจ้าของคลินิกพบว่า เป็นของอดีต ผอ.รพ.ดอย-หล่อ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุข พบข้อมูลความผิดปกติของยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน และมีการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงเภสัชกรของโรงพยาบาลนี้ด้วย

วันเดียวกัน นพ.โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการสอบทางวินัย กรณียาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนว่า การประชุมวันนี้เป็นการวางกรอบการทำงาน เพื่อให้การสอบสวนทางวินัยในจังหวัดที่ต้องสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง กรณียาสูตรผสมซูโดฯหาย เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งให้เกิดมาตรฐานให้มีบทลงโทษไปในทิศทางเดียวกัน โดยคณะกรรมการฯได้เร่งรัดให้จังหวัดต่างๆ ตรวจสอบให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด คือการสอบวินัยร้ายแรงภายใน 90 วัน และการสอบวินัยไม่ร้ายแรง ไม่ได้กำหนดเวลา แต่ต้องสอบสวนให้เร็วที่สุด ซึ่งคณะกรรมการแต่ละชุดจะมีอิสระต่อกัน ในการหาหลักฐาน หรือการเรียกสอบ สำหรับความคืบหน้าการสอบสวนทางวินัยทั้งหมด บางจังหวัดใกล้แล้วเสร็จ บางจังหวัดยังต้องหาหลักฐานต่อ ขึ้นอยู่กับผู้กระทำรับสารภาพหรือไม่ มีหลักฐานมากหรือน้อย ซึ่งคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) จะเร่งรัดให้ได้ผลเร็วที่สุด

ด้าน นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับผลการสอบข้อเท็จจริง ของผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุดรธานี และหัวหน้าเภสัชกร ผลการสอบสวนสรุปว่า ทั้ง 2 คนไม่มีส่วนรู้เห็นการกระทำผิด แต่บกพร่องในการกำกับควบคุม หละหลวมในการกำกับดูแล ภก.สมชาย แซ่โค้ว เภสัชกรผู้กระทำความผิด จึงได้ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรง ส่วน ภก.สมชาย จากการประชุมของอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนจังหวัดอุดรธานี เบื้องต้นทราบว่ามีมติให้ไล่ออกจากราชการ

ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร B วันเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าว ถึงแนวทางการสอบสวนคดีทุจริต เบิกยาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟดรีน ออกจากโรงพยาบาลว่า จะกำชับให้ดีเอสไอตรวจสอบเรื่องสารตั้งต้นอย่างเข้มงวด ถือเป็นภารกิจสำคัญ เป็นความโชคดีของคนไทยและรัฐบาล ที่มีการตรวจพบปัญหาทุจริตเบิกสารตั้งต้นซูโดอีเฟดรีน เพราะเดิมหลงทางมาตลอดว่ามีการสำแดงเท็จลักลอบนำเข้าสารชนิดนี้ มาจากเกาหลี เข้ามาทางกัมพูชา หรือมาจากอินเดีย แล้วเข้ามาทางมาเลเซีย จนมีการจับ พ.ต.ท.หญิง ที่จังหวัดเชียงราย จึงรู้ว่าสารซูโดอีเฟดรีน ออกมาจากโรงพยาบาล กระทั่งดีเอสไอขออนุมัติเป็นคดีพิเศษ เพราะหากให้ตำรวจทำคงอึดอัด เนื่องจากในต่างจังหวัดจะรู้จักกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่จะลูบหน้าปะจมูกไม่ได้ ต้องถอนรากถอนโคน ถ้าผู้ที่มียาแก้หวัดสูตรสารซูโดอีเฟดรีนในครอบครอง นำออกไปผลิตยาเสพติดจะถือว่าเป็นตัวการใหญ่ด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

โหวตข่าวนี้

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
  1. 1 เมนูทีวี 21/04/57 ดู 609 ครั้ง
  2. 2 เมนูทีวี 18/04/57 ดู 492 ครั้ง
  3. 3 เมนูทีวี 19/04/57 ดู 476 ครั้ง
  4. 4 เมนูทีวี 20/04/57 ดู 324 ครั้ง
  5. 5 เมนูทีวี 17/04/57 ดู 282 ครั้ง