บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วางไลน์นโยบายการเงินปี 55 "ประสาร" รับเศรษฐกิจไทยเจอศึกหนักรอบด้าน

ธปท.แถลงนโยบายปี 2555 ชี้เศรษฐกิจไทยรับศึกหนัก รัฐบาลควรวางนโยบายระยะยาว ดีกว่าเน้นประชานิยมระยะสั้น ขณะ ธปท.ยืนยันดูแลเสถียรภาพ แบไต๋รับได้ พ.ร.ก.โอนหนี้ และเชื่อหาเงินชำระดอกเบี้ยเงินต้นได้ โดยไม่ต้องพิมพ์เงินเพิ่ม พร้อมกำหนด 30 พ.ย.คุยนายแบงก์ก่อนส่งแผนกิตติรัตน์

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการแถลงนโยบายประจำปีของ ธปท.ประจำปี 2555 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินในปีนี้ เมื่อมองไปข้างหน้าหนทางสู่อนาคตไม่ได้เป็นถนนที่ราบเรียบ ระหว่างทางยังเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง ทั้งสิ่งกีดขวางเดิมที่ไม่เคยออกพ้นเส้นทาง และสิ่งกีดขวางใหม่ๆ ที่เติมเข้ามา ทั้งนี้ ความท้าทายในประเทศ ซึ่งมาจากการฟื้นฟูประเทศจากภาวะอุทกภัย เป็นสิ่งสำคัญในปีนี้ที่ประเทศไทยต้องก้าวผ่าน ขณะเดียวกัน ยังมีอุปสรรคจากนอกประเทศ โดยในขณะนี้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านท่ามกลางกระแสหลักของโลก (Mega Trend) ที่จะก้าวเข้าสู่โฉมใหม่ ทั้งความยืดเยื้อในการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่นจนมาสู่ปัญหาหนี้สาธารณะและสถาบันการเงินที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะกระเตื้องขึ้น

“คาดว่าเมื่อพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ เอเชียจะมีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก นำโดยประเทศจีน แต่ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เราต้องระวัง เพราะความผันผวนของวิกฤติโลกตะวันตกจะสร้างผลกระทบต่อระบบการเงิน และภาคการค้าระหว่างประเทศเป็นระยะๆ ซึ่งต่อเนื่องมาถึงภาคการส่งออกของไทย ซึ่งเราจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนนี้มากหรือน้อยขึ้นกับจะเตรียมพร้อมรับมืออย่างไรเป็นสำคัญ นอกจากนั้น การรวมตัวสู่ประชาคมอาเซียน หรือ AEC ยังเป็นอีกการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่ผมยังมองในแง่ดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าภาคธุรกิจไทยจะฉวยโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีแค่ไหน”

ในส่วนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยนั้น ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า แนวนโยบายของ ธปท.ต้องการที่จะดำเนินนโยบายที่จะมุ่งรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย และคงไว้ซึ่งการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างมีหลักการ และยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้น ธปท.ยังมุ่งที่จะสร้างวิสัยทัศน์ร่วม (Common Vision) และความเข้าใจร่วมกับองค์กรอื่น ทั้งรัฐบาล นักการเมือง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเป้าหมาย “ความกินดีอยู่ดีของประชาชน” และเศรษฐกิจไทยสามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างเข้มแข็ง

นายประสาร กล่าวว่า หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยโตได้อย่างยั่งยืนนั้น ทุกองค์กรจะต้องร่วมมือกัน เพื่อสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่า ประเทศจำเป็นต้องวางรากฐานเพื่อระยะยาว ซึ่งการเห็นผลใช้เวลาหลายปี ในขณะที่คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับความยากลำบากซึ่งหน้า ทำให้การแก้ปัญหาของรัฐบาลตอบโจทย์เฉพาะหน้า หรือบรรเทาความเดือดร้อนได้แค่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ผลลัพธ์ในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจไทยในขณะนั้น

ในส่วนนโยบายของ ธปท.นั้น ธปท.จะดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับวัฏจักรที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การลดดอกเบี้ยนโยบายใน 2 ครั้งสุดท้าย เมื่อประเทศประสบภาวะน้ำท่วมหนัก เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถเติบโตได้ตามศักยภาพ และรับมือความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกได้ ซึ่งในระยะต่อไป การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยลบ ขณะที่เงินเฟ้อมีผลน้อยลง ส่วนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ยังคงยึดหลักให้ปรับเปลี่ยนได้ตามภาวะเศรษฐกิจ พร้อมๆ กับการผลักดันการใช้แผนแม่บทเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้าย และเงินตราต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสามารถบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มุ่งเน้นให้สถาบันการเงิน เป็นตัวขับเคลื่อนกลไกทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ ภายใต้โครงสร้างของระบบที่มั่นคง และการสอดส่องดูแลด้านความเสี่ยงเชิงระบบอย่างมีประสิทธิภาพ

ต่อข้อถามในเรื่อง แนวทางการดำเนินการต่อไปหลังจาก พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังออกมาเพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้ลงในราชกิจจานุเษกษา และมีผลบังคับใช้แล้ว นายประสาร กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาของ ธปท.เชื่อว่าจะอยู่ในวิสัยที่จะบริหารจัดการในการจ่ายเงินต้น และอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้ ซึ่งในขณะนี้ ธปท.มีแผนคร่าวๆ ไว้แล้ว และจะมีการหารือกับผู้บริหารสมาคมธนาคารไทย ในวันที่ 30 พ.ย.นี้หลังจากนั้น จะได้หารือกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและ รมว.คลังอีกครั้ง ซึ่งนอกเหนือจากเรื่อง แผนการใช้เงินต้นและดอกเบี้ยของหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯแล้ว อาจจะมีการหารือในเรื่อง ความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐด้วย

ส่วนเรื่องการแปรรูป ปตท. โดยการขายหุ้น 2% ให้กับกองทุนวายุภักษ์ นั้น ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในแง่หลักการในฐานที่ตน เคยอยู่ ก.ล.ต.ที่ต้องสร้างความโปร่งใสให้กับระบบบัญชีของภาคเอกชน และให้ยึดหลักธรรมาภิบาล การขายหุ้น ปตท. 2% ให้กับหน่วยงานที่รัฐถือหุ้น 100% และจะบอกว่า หนี้ขององค์กรนั้นไม่ใช่หนี้รัฐบาลก็อาจจะไม่เหมาะสม เพราะเมื่อต้องการให้เอกชนมีบัญชีที่โปร่งใส รัฐบาลก็ควรจะเป็นต้นแบบด้วย.