advertisement

ย้อนรอยประวัติศาสตร์มอเตอร์ไซค์ BMW (ตอนที่2)

โดย อาคม รวมสุวรรณ 16 ม.ค. 2557 11:00

นวัตกรรมและวิถีทางแห่งการสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ของบริษัท BMW ที่ก่อกำเนิดบนเส้นทางของจักรกลสองล้อขับเคลื่อนด้วยระบบเพลาขับมานานกว่า 90 ปี...


BMW R50S 1956-1969
กลางยุค 1950 เป็นช่วงเวลาที่ผู้บริหารของ BMW ได้แต่งตั้ง Hans Gunther Von Der Marwitz มาเป็นผู้ดูแลและควบคุมการพัฒนารถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ของบริษัท หลังจากนั้นจึงทำการย้ายฐานการผลิตจากโรงงานในเมือง Munich ไปที่โรงงานแห่งใหม่ในเมือง Berlin Spandau ณ โรงงานแห่งนี้นี่เองที่เครื่องยนต์สูบนอนรุ่นใหม่ล่าสุดของ BMW ขนาด 500-600 และ 750 cc.ได้ถูกเปิดตัวขึ้น การพัฒนาตัวเครื่องยนต์มีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรเพื่อให้สมรรถนะที่ดีขึ้น บล็อกเครื่องผลิตจากอะลูมินัมอัลลอยผสมพิเศษ ลูกสูบทำจากอัลลอย เพลาข้อเหวี่ยงติดตั้งลูกปืนบอลแบริ่งเพื่อลดแรงเสียดทานในระหว่างการหมุน รอบสูง ระบบสตาร์ตเครื่องยนต์ด้วยสวิตช์ไฟฟ้า ระบบส่งกำลังหรือเกียร์แบบสปอร์ตแต่ยังคงใช้ตะเกียบคู่หน้าจากแบบเดิมที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว หลังจากนั้นในปี 1956 ค่าย BMW เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่น R50 S ซึ่งเป็นรุ่นที่ผลิตขึ้นมาในช่วงเวลาไม่นานนักและผลิตเพียงน้อยนิดในรูปแบบ ลิมิเตดอิดิชั่นเพียง 1,634 คันเท่านั้น รถ R50 S ใช้เครื่องยนต์สูบนอนปริมาตรความจุ 494 cc. Four-stroke two cylinder flat twin OHV (สี่จังหวะ สองกระบอกสูบแบบแฟลตทวิน-โอเวอร์เฮตวาล์ว) จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์คู่ให้กำลัง 35 แรงม้าที่ย่าน 7,560 รอบต่อนาที กับความเร็วสูงสุดในช่วงปลายยุค 50' ที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ราคาในปัจจุบันประมาณเกือบ 6 แสนบาทแต่หารถได้ยากมาก)


BMW R60S 1969-1973
การลงมือลงแรงพัฒนาตัวรถมอเตอร์ไซค์อย่างไม่หยุดยั้งของวิศวกรเยอรมันภายในค่าย BMW ก่อกำเนิดจักรยานยนต์ยุคใหม่ที่ก้าวเข้าสู่การปฎิวัติรูปทรง ความนิยมในตัวรถจักรยานยนต์ BMW จากทุกมุมโลกส่งผลให้การออกแบบและการผลิตมีความประณีตสวยงามซึ่งผสมผสานกัน ระหว่างรูปแบบเก่าๆ ที่มีความคลาสสิกกับนวัตกรรมของระบบเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังและช่วงล่าง บริษัท BMW แนะนำจักรยานยนต์รุ่นล่าสุดของปี 1969 ในรุ่น R60 S เครื่องยนต์สูบนอนเหมือนกับต้นตระกูลของมันแต่มีการพัฒนาวัสดุที่ใช้ภายในที่ดีขึ้น ปริมาตรความจุของเครื่องตัวนี้คือ 594 cc. Four-stroke two cylinder air-cooled boxer (สี่จังหวะ สองกระบอกสูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศ บล็อกเครื่องแบบสูบนอน) ให้กำลัง 30 แรงม้าที่ 5,800 รอบต่อนาที


BMW R75/5 1965-1973


BMW R75/5 Racing 1974
ปี 1973 นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่รูปทรงของตัวรถที่ใช้ในการแข่งขันถูกนำมาใช้ในรถมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตออกจำหน่าย กระแสคลั่งมอเตอร์ไซค์แบบแข่งขันระบาดไปทั่วจากบรรดาชายชาตรีผู้รักความเร็ว และสิงห์นักบิดทั้งมือเก่าและพวกมือใหม่ที่ต้องการให้ผู้คนมองดูรถ มอเตอร์ไซค์ของตนที่มีความสง่างามเหมือนกับรถแข่ง ซึ่งมีทั้งความสวยและความดุดันแอบแฝงอยู่ มอเตอร์ไซค์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการปฏิวัติรูปทรงคือรถรุ่น R75/5 ที่บริษัท BMW ผลิตขึ้นในต้นยุค 70' โดยใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ปริมาตรความจุ 750 cc. 50 แรงม้า ติดตั้งระบบสตาร์ตเครื่องยนต์ด้วยสวิตช์ไฟฟ้า (หลังจากนั้นอุปกรณ์ชนิดนี้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถจักรยานยนต์ของ BMW มาจนถึงทุกวันนี้) อีกสามปีถัดมาในปี 1976 BMW ทำการเผยโฉมหน้าของรถรุ่นใหม่ที่ผ่านการออกแบบมาอย่างงดงามโดยนักแข่งชื่อ ดัง Hans A Muth โดยใช้การจำลองแบบเหมือนจริงแล้วนำไปทดสอบในอุโมงค์ลมเพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์ แรงต้านทานของอากาศที่ต่ำที่สุดก่อนจะลงมือผลิต ตัวเครื่ิองยนต์ก็ถูกพัฒนาไปไกลมากแล้วและเริ่มเปลี่ยนขนาดปริมาตรความจุจาก 750 cc. ไปเป็น 1,000 cc.ในยุคถัดไปต่อจากนี้


BMW R80 G/S 1980-1987
การครองความเป็นเจ้าแห่งความเร็วบนสนามแข่งขันทางเรียบทำให้ทีมแข่ง BMW เริ่มหันไปสร้างรถจักรยานยนต์แบบวิบากเพื่อส่งลงทำการแข่งขันในรายการใหญ่ ระดับโลกอย่าง Paris-Dakar เมื่อเวลาเดินมาถึงช่วงปลายยุค 70' ค่าย BMW ผลิตรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ท้องตลาดในรูปแบบของรถมอเตอร์ไซค์ประเภทวิบากตัวลุยโดยใช้ชื่อรุ่นว่า Enduro โดยที่ตัวรถมีรูปทรงเปลี่ยนแปลงไปจากรถมอเตอร์ไซค์วิบากเดิมๆ ที่มีขนาดเล็ก และมีเครื่องยนต์ไม่ใหญ่นักมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ทรงลุยคันโตใช้เครื่องยนต์ ขนาดใหญ่ถึง 800 cc. ในรุ่น R80 G/S ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของวงการมอเตอร์ไซค์แบบวิบาก รถBMW R80 G/S ลงทำการแข่งขันในรายการ Paris-Dakar และสามารถกำชัยชนะได้ถึง 4 ปีซ้อน ด้วยกำลังของเครื่อง Boxer สูบนอน 85 แรงม้าทำให้มันกลายเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เดินทางไกลที่ดีที่สุดในต้นยุค 80' ปัจจุบัน BMW R80 G/Sกลายเป็นต้นแบบให้รถจักรยานยนต์ประเภทวิบากของรถอีกหลากหลายรุ่นที่ได้นำเอารูปทรงของมันไปใช้กันอย่างแพร่หลาย


BMW K100 1983
ในขณะที่วงการมอเตอร์สปอร์ตมีการขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นเพื่อแสดงให้เห็นถึง สมรรถนะและพลังในการขับเคลื่อนของรถมอเตอร์ไซค์ บริษัท BMW จึงจำเป็นที่จะต้องมุ่งมั่นพัฒนาตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ให้มีรูปทรงที่แปลกและแตกต่างไปจากตัวรถทั่วๆ ไปเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนแบบใหม่ต้องไม่ เหมือนใครเพื่อความเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ชั้นดีของเยอรมนี นักออกแบบชื่อดังแห่งยุค Josef Fritzenwenger รับนโยบายมาจากผู้บริหารสูงสุดของ BMW โดยยังคงยึดถือหลักการดั้งเดิมของ Max Firz เอาไว้ในบางจุดที่มีความยอดเยี่ยมอยู่แล้ว Fritzenwenger ทำการปฏิวัติครั้งใหญ่ในเรื่องของกำลัง และได้ทำการเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์มาเป็นแบบแถวเรียง-สี่กระบอกสูบวางขนาน ไปกับตัวรถ ซึ่งทำให้ระบบขับเคลื่อนในรถรุ่นใหม่นี้ยังคงใช้เพลาขับเหมือนเดิม แต่ตำแหน่งการวางของเครื่องยนต์จะค่อนข้างไปทางด้านซ้ายของตัวรถ เฟรมตัวถังใช้ทรงกล่องสี่เหลี่ยม ระบบรองรับน้ำหนักใช้แขนเดี่ยวที่ยึดระหว่างล้อหลังกับเสื้อเกียร์ กระบังลมหรือการ์ดด้านหน้าเน้นรูปลักษณ์แบบสปอร์ต ปี 1983 เดินทางมาถึงด้วยการเปิดผ้าคลุมรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์รุ่นล่าสุด BMW K100 โดยใช้การปฏิวัติรูปทรงและเครื่องยนต์แบบใหม่ทั้งหมด รถ K100 ใช้เครื่องยนต์แถวเรียง 4 กระบอกสูบ แบบ Four Stroke, Horizontal In Line Four Cylinder, Liquid Cooled, DOHC, 2 Valves Per Cylinder ระบบจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด Bosch แบบ LE - Motronic ทดแทนระบบ Carbureters แบบเก่า ทำให้ได้พลังงานเพิ่มขึ้นและขยายย่านของพลังหรือ Power-band ให้มีความต่อเนี่องรวมถึงลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลงด้วย รถ BMW K100 มีกำลังถึง 90 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ 5 สปีดอัตราทดชิด ระบบเบรก ABS พร้อมด้วยชุดกรองไอเสียแบบสามทาง ตัวรถรุ่นนี้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้อาจกล่าวได้ว่า BMW K100 คือรถมอเตอร์ไซค์รุ่นฉลองความสำเร็จของบริษัทที่เดินทางมาครบรอบ 60 ปี


BMW R1200 C Cruiser 1997
รถจักรยานยนต์ของ BMW ในบางรุ่นมีความเปลี่ยนแปลงไปจากรถรุ่นเก่าตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไปแต่ทุกคัน ก็จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น เอกลักษณ์ที่ยากจะแปรเปลี่ยนของเครื่องสูบนอนยังคงฝังลึกอยู่ในสายเลือดของจักรยานยนต์เจ้าของสัญลักษณ์ใบพัดฟ้าขาวตลอดมา รถรุ่นปี 1993 ยังคงถูกผลิตขึ้นภายใต้เครื่องยนต์สูบนอน ระบายความร้อนด้วยอากาศ ตำแหน่งวาล์วแคมชาฟต์อยู่ด้านบน ระบบควบคุมการจุดระเบิดกับระบบจ่ายเชื้อเพลิงควบคุมด้วยสมองกลไฟฟ้า ดิจิตอล มอเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ก้าวล้ำมากในปี 1993 สมรรถนะของเครื่ิองยนต์สูบนอนยุคใหม่สามารถเทียบเท่ากับกำลังของรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์สี่สูบได้อย่างสบายๆ สำหรับขุดส่งกำลังหรือเกียร์ก็ได้รับการออกแบบใหม่หมดทีี่จากเดิมแรงเหวี่ยง จะถูกรับไว้ด้วยตลับลูกปืนบอลแบริ่งถูกปรับเปลี่ยนให้เสื้อสูบรับหน้าที่แทน การออกแบบเฟรมของตัวรถคำนึงถึงความสมดุลที่จะส่งผลไปถึงการทรงตัวมากที่สุดและเพื่อให้สอดคล้องกับระบบกันสะเทือนอีกด้วย ปีคศ 1997 ค่าย BMW เปิดตัวรถสปอร์ตครุยเซอร์คันงาม BMW R1200 C Cruiser พร้อมด้วยเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดที่วิศวกรประดังใส่เข้าไปในตัวรถ รถ R1200 C Cruiser ใช้รูปทรงของความคลาสสิกผสมกับรูปแบบของมอเตอร์ไซค์ยุคใหม่ได้อย่างลงตัวมากที่สุด มันมีสายเลือดของรถเอนดูโร่ โรสเตอร์และทัวร์ริ่งอยู่ในทุกอนูของตัวถัง หลังจากออกขายได้ไม่นานนักก็ได้การตอบรับอย่างล้นหลามจนแทบจะผลิตขายไม่ทัน C Cruiser ใช้เครื่องยนต์สูบนอนปริมาตรความจุ 1,170 c.c. 60 แรงม้า ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Electronic Intake Pipe Injection กล่องควบคุม Bosch Motronic MA 2.4 พร้อมด้วย Overrun Fuel Cut-Off, Twin Spark Ignition


BMW R1100 RT And RT-P 2000
รถมอเตอร์ไซค์คันโตสไตล์ Touring ของรถจักรยานยนต์จาก BMW คันนี้เพียบพร้อมไปด้วยพละกำลังและสมรรถนะของการขับขี่ในรูปแบบของการเดินทางไกล จักรยานยนต์ R1100RT ใช้เครื่องยนต์สูบนอนปริมาตรความจุ 1085 cc. สองกระบอกสูบนอนแบบ Boxer สี่จังหวะกับเกียร์ 5 สปีด ให้กำลัง 90 แรงม้าบนเรือนร่างที่หนัก 256 กิโลกรัม หน่วยงานตำรวจท้องที่ในสหรัฐอเมริกาได้เริ่มต้นการสั่งซื้อ BMW R1100RT เพื่อใช้ในกิจการของกรมตำรวจ บริษัท BMW จึงทำการเปลี่ยนแปลงแผนแบบจากรถทัวร์ริ่งไปเป็นรถตำรวจตามใบสั่งซื้อจำนวนมาก โดยปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ของตัวรถบางชิ้นส่วนให้เข้ากับการใช้งานของหน่วยงาน ตำรวจทางหลวง ราคาเริ่มต้นของ R1100RT-P สูงกว่าเมื่อเทียบกับของ Kawasaki KZ1000 และ Harley - Davidson ในรูปแบบรถจักรยานยนต์ของตำรวจ แต่บางหน่วยงานได้เลือกใช้มันเนื่องจากสมรรถนะที่สูงกว่า แม้เริ่มต้นตัวรถ R1100 RT-P จะมีราคาที่สูงขึ้นเนื่องจากยอดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา แต่ความน่าเชื่อถือในสมรรถนะ อุปกรณ์เสริมชั้นเยี่ยมในการขับทางไกล ตลอดจนความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เมื่อควบเจ้า R1100 RT-P ออกปฏิบัติงาน บริษัท BMW ติดตั้งเบรก ABS การ์ดกันชนด้านหน้า ระบบวิทยุ VHF กล่องใส่อุปกรณ์และไซเรน ชุดพยาบาลคนเจ็บฯ การมีระบบป้องกันล้อล็อกของรถจักรยานยนต์ BMW R1100 RT-P ช่วยลดอุบัติเหตุของเจ้าหน้าที่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ด้วยรถมอเตอร์ไซค์ลง ได้เป็นอย่างมากจนถึงปี 2001 BMW R1100 RT-P ได้รับรางวัลจากคณะกรรมการของกรมตำรวจในอเมริกา ในเรื่องของความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งาน


BMW K1200 S 2004
รูปลักษณ์อันบอบบางเพรียวลมในรูปแบบของจักรยานยนต์ประเภทซุปเปอร์สปอร์ต ความเร็วสูง มอเตอร์ไซค์คันนี้มีสมรรถนะที่สูงเทียบเท่ารถสนาม ล้อหน้าที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครด้วยรูปแบบที่แข็งแกร่งบวกกับความยืดหยุ่นด้วย แขนสำหรับจับยึดล้อมีลักษณะเป็นง่ามเหมือนกรรไกรพร้อมแกนขนาดสั้นสำหรับการรับน้ำหนัก มันคือเทคโนโลยีใหม่ที่มีชื่อว่า Doulever System เพื่อเพิ่มความเสถียรให้กับตัวรถ เครื่องยนต์ถูกปรับเปลี่ยนจากเครื่อง Boxer มาเป็นแบบแถวเรียงสี่กระบอกสูบขนาด 1157 cc. 167 แรงม้า พร้อมแรงบิด 130 นิวตันเมตร มีอัตราเร่งน้องๆ รถฟอร์มูลล่าวันจาก 0-100 กิโลเมตรเพียง 2.8 วินาที ทุกองค์ประกอบของมันทั้งตัวถัง เครื่องยนต์ เกียร์ ระบบรองรับ ถูกประกอบขึ้นด้วยความประณีตบรรจงในหลักการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของค่าย BMW จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำของ K1200 S ทำให้การบังคับควบคุมจักรกลพลังสูงคันนี้เป็นไปอย่างง่ายดาย เครื่องยนต์สี่กระบอกสูบทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถน้ำหนัก 248 กิโลกรัม ให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ความโดดเด่นอีกอย่างของมอเตอร์ไซค์ BMW K1200 S คือมันสามารถดูดซับแรงกระแทกจากผิวถนนที่ไม่ราบเรียบได้อย่างหมดจด ระบบรองรับแบบ Doulever System ได้แสดงประสิทธิภาพอย่างแท้จริงและให้สัมผัสในการขับขี่ในระดับสูงสุดบนรถซุปเปอร์ไบค์คันแรงรุ่นนี้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในวงการรถจักรยานยนต์ช่วง ปี 2004


BMW F650 G/S 2010
BMW เปิดตัวรถจักรยานยนต์วิบากรุ่นใหม่ล่าสุด F650G/S ในปี 2010 เพื่อฉลองครบรอบ 30 บนชัยชนะของรถเอนดูโร่รุ่นแรก รูปแบบของรถในตระกูล GS bikes ซึ่ง R80G/S 1980 R1200GS 1998 รวมถึง F800 และรุ่น F650G/S คือสายพันธุ์ที่ส่งต่อสมรรถนะของรถวิบากตัวลุย เครื่องจักรที่ทันสมัยคันนี้คือลูกหลานของรถรุ่น R80G/S คันแรกที่สร้างชื่อเสียงบนสนามแข่งขันวิบากข้ามทวีป Paris-Dakar ในปี 1980 เครื่องยนต์ 798 cc. 2 cylinders, 4-stroke, Inline DOHC Parallel-Twin (สองกระบอกสูบ สี่จังหวะแบบแถวเรียง ดับเบิลโอเวอร์เฮตแคม พาราเรล-ทวิน) ระบบจ่ายเชื้อเพลิง EFI กับเกียร์ 6 สปีด 71 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที


BMW F800R 2009
F 800R คือความพยายามล่าสุดของบริษัท BMW ที่ใช้เวลาในขั้นตอนของการขยายตรรกะรถรุ่น F800 Roadster ให้กว้างไกลขึ้น โดยสื่อให้เห็นถึงการออกแบบรูปทรงที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบอากาศพลศาสตร์ ที่ประสานไปกับรูปลักษณ์แบบผสมของรถจักรยานยนต์สปอร์ตกับทัวร์ริ่งมารวมไว้ บนตัวรถ เครื่องยนต์ของ F800R คู่ขนานไปกับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในระบบเครื่องยนต์กลไกที่ผ่านการพัฒนามา ยาวนาน เครื่องแถวเรียง 4 วาล์วความจุ 798 cc. สองกระบอกสูบ ถูกดีไซน์ให้มีการดึงเอาสมรรถนะในการตอบสนองตามธรรมชาติของเครื่องยนต์และการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อให้ตัวรถเข้ากันกับยุคสมัยที่แปลเปลี่ยนไป รถ F800R รุ่นใหม่นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์และการตอบสนอง ของคันเร่งที่วิศวกร BMW ทำการปรับปรุงแบบของลิ้นปีกผีเสื้อใหม่หมด วาล์วระบบ kinematic ให้กำลังสูงสุด 64 กิโลวัตต์ หรือ 87 แรงม้าที่ย่านรอบเครื่องยนต์ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิด 86 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที บนเรือนร่างที่ปราดเปรียวเพียวลม


BMW S1000RR 2010
มอเตอร์ไซค์ BMW S1000RR รุ่นปี 2010 คันนี้ถูกออกแบบและสร้างด้วยนวัตกรรมล่าสุดทั้งในด้านสมรรถนะและความปลอดภัย เครื่องยนต์สี่กระบอกสูบ ปริมาตรความจุ 1000 cc. 193 แรงม้า มีน้ำหนักของตัวรถทั้งคันเพียง 204 กิโลกรัม ทำให้จักรยานยนต์ BMW S1000RR มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักดีที่สุดคันหนึ่งในโลกของจักรยานยนต์แบบ Super Sport ด้วยการกระจายน้ำหนักอย่างสมดุลโดยใช้เฟรมตัวถังอะลูมินัมอัลลอย ระบบช่วงล่างที่พัฒนามาสำหรับการวิ่งด้วยความเร็วสูงบนสนามแข่งขันและระบบ เสริมความปลอดภัยแบบแอ๊กทีฟ เช่นระบบเบรก Race ABS และระบบรักษาเสถียรภาพ DTC (Dynamic Traction Control) ที่สามารถปรับเลือกโหมดการขับให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานได้ เช่น โหมด Rain สำหรับถนนเปียก โหมด Sport สำหรับการขับขี่แบบสปอร์ต โหมด Race สำหรับการแข่งขัน และโหมด Slick สำหรับใช้ในสนามแข่งและใส่ยางแบบสลิคทำให้ BMW S1000RR เป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงที่สุดคันหนึ่งเลยทีเดียว BMW S1000RR ใช้เครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ 1000 cc. ซิงเกอร์โอเวอร์เฮตแคมชาร์ฟ ระบายความร้อนด้วยน้ำและระบบวาล์วพิเศษที่ผลิตจากวัสดุไทเทเนียม เกียร์ 6 สปีดพร้อมระบบ Multiple-Disc Clutch In Oil Bath, Mechanically Operated ให้กำลังสูงสุดถึง 193 แรงม้าที่ 13,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดถึง 112 นิวตัน-เมตรที่ 9,750 รอบ/นาที มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรภายใน 2.9 วินาทีและสามารถบิดจนสุดคันเร่งที่ 290 กิโลเมตร/ชั่วโมง (รุ่นธรรมดาที่ยังไม่ได้รับการปรับแต่ง) กันสะเทือนด้านหน้า ใช้โช้คอัพคู่ 125 มิลลิเมตร ด้านหลังเป็นอามส์เดี่ยวทำจากก้านอะลูมิเนียมขนาดใหญ่ Single-Sided Swing Arm With Eccentric Adjustment For Rear Axle ล้อหน้าใช้ยาง 120/70/ZR17 ส่วนล้อหลังขนาด 180/55/Zr17 ระบบห้ามล้อด้านหน้าเป็นจานดิสก์คู่พร้อม ABS, DTC Dynamic Traction Control เบรกหลังแบบจานดิสก์เดี่ยวและ ABS


BMW K1300 S 2010
เศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ พื้นตัวจากภาวะซบเซา ราคาน้ำมันที่พุ่งทะยานขึ้นไปยันเพดานในหลายประเทศ ทำให้รถจักรยานยนต์กับเครื่องยนต์ 1300 cc. อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในยุคนี้ ในขณะเดียวกันตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในอเมริกาเหนือ เอเชียและยุโรปต่างมุ่งเน้นไปที่รถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กประหยัดน้ำมันที่มีเครื่องยนต์ขนาด 125 cc.ถึง 500 cc. ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในรอบหลายๆทศวรรษเนื่องจากผู้ขับขี่หน้าใหม่ หันไปมองรถราคาประหยัดกันเป็นจำนวนมาก ค่าย BMW มีช่างเครื่องชั้นยอดที่มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี ล่าสุด เพื่อปรับปรุงและเพิ่มเติมประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในค่ายของตนเช่นการผลิตรถ จักรยานยนต์ให้ก้าวล้ำไปในอนาคตเสมอ โดยทำสิ่งที่ง่ายและสะดวกสบายสำหรับการขับขี่ใช้งานทั้งในเรื่องของการใช้ เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่าอย่างสูงสุดกับเรื่องของการขับขี่ควบคุม กลไกการควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิงพร้อมด้วยระบบกันสะเทือนรุ่นล่าสุดแบบ ESA (Electronic Suspension Adjustment) เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากการคิดค้นของ BMW แล้วนำมาติดตั้งยังตัวรถซุปเปอร์ไบค์คันล่าสุด BMW K1300S 2010

วัตถุประสงค์หลักในการพัฒนารถ K1300 S คือการสร้างจุดสูงสุดของรถจักรยานยนต์ด้วยคุณภาพการประกอบตัวรถในระดับสูงสุด ความจุของเครื่องยนต์ 1,293 cc. มีรอบของเครื่องยนต์สูงสุด 11,000 รอบต่อนาทีใกล้เคียงรถสนามที่ใช้ในการแข่งขัน BMW ทำการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานที่สำคัญของย่านพลังและแรงบิดส่งผ่าน อัตราเร่ง คุณสมบัติพื้นฐานของรถ K1300 S ขึ้นอยู่กับการกำหนดค่าจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำมากในการออกแบบตัวรถ แรงโน้มถ่วงที่จะกระทำต่อตัวรถจักรยานยนต์คันนี้ในมุมสูงสุดของการเอียงในขณะเข้าโค้ง 55 องศา ตำแหน่งการวางเครื่องถูกจัดให้อยู่ต่ำกว่ารถมอเตอร์ไซค์ปกติ รถ K1300S มีพลังที่ก่อกำเนิดจากเครื่องยนต์บล็อกยาวแบบแถวเรียง ทำให้สามารถแบนตัวรถเข้าสู่ทางโค้งในมุมที่ต่ำมากในโค้งบนสนามแข่งขันที่ ต้องใช้ความเร็วสูง รูปแบบพลวัตของการขับขี่ในเกียร์ลูกใหม่ที่ติดตั้งเข้ากับเครื่องยนต์ขนาด 1293 cc.ระบายความร้อนด้วยน้ำ สี่กระบอกสูบ-สี่จังหวะ ดับเบิลโอเวอร์เฮตแคมชาร์ฟ สี่วาล์วต่อหนึ่งสูบ ให้กำลัง 176 แรงม้าที่ย่าน 9,500 รอบต่อนาที ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Electronic fuel injection, Digital Motor Electronics with integrated knock control (BMS-K) พร้อมด้วยระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพของตัวรถ Anti-lock brakes, ASC traction control, ESA II (electronic suspension adjustment (optional)), Quickshift system, with clutchless, push-button gearshifts (optional)


BMW Concept 6 2011
นี่คือรถมอเตอร์ไซค์แห่งอนาคตของ BMW ที่เปิดตัวไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รถ BMW Concept 6 2011 เป็นบิ๊กไบค์ต้นแบบคันล่าสุดที่ถูกออกแบบตัวรถในลักษณะ Cafe Racer โดยความตั้งใจของผู้บริหารที่ต้องการให้มันเป็นรถจักรยานยนต์แนวคิดที่ สานต่อเจตนารมย์ของรุ่น K Series รถConcept 6 ใช้เครื่องยนต์หกกระบอกสูบที่เล็กกว่าเครื่องยนต์ทั่วไป 10 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถนำมาวางลงบนโครงตัวถังของมันได้ (อย่างลำบากยากเย็น) ถึงแม้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร จะให้ย่านของพลังที่ใกล้เคียงกับเครื่องแถวเรียงสี่สูบของเดิม แต่แรงบิดที่เพิ่มขึ้นถึง 130 นิวตันเมตร ในรอบเครื่องยนต์เพียง 2,000 รอบต่อนาที ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นที่จะทำมันลงบนตัวรถมอเตอร์ไซค์ ในขณะเดียวกันอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกลับมีค่าที่เท่ากันกับเครื่องสี่สูบอีกด้วย BMW Concept 6 2011 ใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาอย่างคาร์บอนไฟเบอร์ อะลูมิเนียมและไทเทเนียมประกอบเป็นตัวรถทั้งคันโดยถูกออกแบบให้มีลักษณะจมูก ด้านหน้ายาวแต่มีช่วงท้ายสั้นซึ่งเป็นรูปแบบคลาสสิกดั้งเดิมของสไตล์ Cafe Racer พร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำยุคที่ประดังเข้าไปในตัวรถอีกเพียบเพื่อแสดงให้เห็นถึงทิศทางและรูปแบบจักรยานยนต์ในอนาคตของบริษัท BMW ในยุคต่อจากนี้


ปัจจุบันการพัฒนารถรุ่นใหม่ในอนาคตภายใต้ความเข้าใจอันลึกซึ้งละเอียดอ่อนของ บริษัท BMW ได้ก่อกำเนิดจักรกลสองล้อและรถยนต์สี่ล้อที่มีพร้อมทั้งความสวยงาม ดุดัน เพียบพร้อมไปด้วยพลังแห่งการขับเคลื่อนที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดกลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้รถมอเตอร์ไซค์สายพันธุ์เยอรมันยี่ห้อนี้ยืนยงอยู่ได้ตลอดช่วง เวลาเกือบร้อยปีที่ผ่านมา การโลดแล่นฝ่าสายลมและแสงแดดไปกับรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สูบนอน Boxer หรือเครื่องแถวเรียงสี่ถึงหกกระบอกสูบของ BMW จะยังคงอยู่กับมนุษย์ที่รักการเดินทางตราบนานเท่านาน.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

 

 

โหวตข่าวนี้