advertisement

ย้อนรอยประวัติศาสตร์มอเตอร์ไซค์ BMW (ตอนที่ 1)

โดย อาคม รวมสุวรรณ 15 ม.ค. 2557 11:00

นวัตกรรมและวิถีทางแห่งการสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ของบริษัท BMW ที่ก่อกำเนิดบนเส้นทางของจักรกลสองล้อ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สูบนอน และระบบเพลาขับมานานกว่า 90 ปี...

นับจากการเปิดตัวเครื่องยนต์เบนซินเครื่องแรกของโลก โดยวิศวกรชาวเยอรมัน Gottlied Daimler และเพื่อนร่วมงาน Wilhelm Maybach เมื่อปี ค.ศ. 1885 ตามมาด้วยการก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องยนต์อากาศยาน BMW โดย Franz-Josepn Popp ที่ร่วมงานวิศวกรรมการผลิตเครื่องยนต์กับวิศวกรมากความสามารถ Max Friz ซึ่งในยุคนั้นใช้ชื่อบริษัทว่า Bayerische Flugzeugwerke (Bavarian Aircraft Works) ในปี 1916 ช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลต้องสะดุดลง เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้เกิดการรบพุ่งขึ้นทั่วยุโรป ภายหลังสงคราม แนวความคิดในการสร้างรถจักรยานยนต์เพื่อใช้ในการเดินทางได้รับความนิยมไปทั่ว เนื่องจากการผลิตรถจักรยานยนต์มีต้นทุนและราคาขายต่ำกว่ารถยนต์มาก อีกทั้งสาเหตุของการสูญเสียในช่วงสงคราม ทำให้ผู้คนที่ต้องการพาหนะในการเดินทางมีกำลังซื้อไม่มากเท่าใดนัก รถมอเตอร์ไซค์จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนของมนุษย์มากขึ้น

BMW Aircraft Fly By Test Pilot Franz Zeno Diemer Chronicle Of Altitude Records In 1919
ปี ค.ศ. 1919 หลังจากทำการคิดค้น ออกแบบ และสร้างเครื่องยนต์ที่ใช้สำหรับอากาศยานสำเร็จลงได้เป็นครั้งแรกของบริษัท กับการผลิตเครื่องยนต์แถวเรียงขนาดหกกระบอกสูบ แล้วนำไปติดตั้งบนเครื่องบินปีกสองชั้นที่ขับโดยนักบินทดสอบ Franz Zeno Diemer ทำการขึ้นบิน เพื่อทำลายสถิติโลกในเรื่องระยะความสูง โดยสามารถขึ้นไปได้สูงถึง 9,760 เมตร หรือ 32,000 ฟุต เหนือกว่าเครื่องบินทุกแบบในโลกแห่งอากาศยานของยุคนั้น เครื่องยนต์ BMW แถวเรียงหกกระบอกสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ยังสามารถทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ออกซิเจนที่มีผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์บนระดับความสูงดังกล่าว จะมีเพียงน้อยนิดก็ตาม การบินในวันนั้นของ Diemer คือ การเริ่มต้นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของเครื่องจักรกลชั้นเยี่ยม ที่ต่อมาจะกลายเป็น Brand ที่มีมูลค่าสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก


Max Friz Pilot And Young BMW Engineer In 1917


Bayerische Flugzeugwerke (Bavaria Motor-Work)


BMW R32 1923
Max Friz วิศวกรหนุ่มหัวก้าวหน้า ผู้คิดค้นเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศ ชายผู้นี้เป็นคนที่มีความรอบรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์แบบสูบนอน หรือที่เรียกกันว่า เครื่องยนต์ Boxer กับระบบเพลาขับเคลื่อนเป็นอย่างดี ความสำเร็จจึงเกิดขึ้นจากการที่ของทั้งสองชิ้นในระบบกลไกของเครื่องยนต์ ถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกัน ภายใต้เรือนร่างของรถจักรยานยนต์คันแรกที่ผลิตจากบริษัท BMW โดยใช้ชื่อรุ่นของจักรยานยนต์คันนี้ว่า R32 ใช้เครื่องยนต์ M2B33 486 cc Side-Valve 9 แรงม้า ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมระบบเกียร์ 3 สปีด การออกแบบเครื่องยนต์ด้วยการหันกลับทิศทางขนานไปกับตัวรถ เพื่อทำให้กระแสอากาศไหลเข้ามาปะทะกับกระบอกสูบ เพื่อช่วยในการระบายความร้อนได้ดีขึ้น Max Friz ยังทำการติดตั้งเกียร์เข้ากับตัวเพลาขับ โดยอาศัยคลัตช์เป็นตัวเชื่อมเพลาต่อไปยังล้อหลังโดยตรง ข้อดีของระบบขับเคลื่อนดังกล่าว มีความเหนือกว่าระบบส่งกำลังแบบโซ่ที่สกปรก เลอะเทอะ ความนิ่มนวล และต่อเนื่องในขณะเปลี่ยนเกียร์ แรงบิดตอบสนองอย่างฉับไว ไม่รอรอบ รวมถึงไม่มีเสียงดังรบกวนในขณะขับขี่ ทำให้รถมอเตอร์ไซค์ BMW R32 สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่เข้าชมในงานเปิดตัวที่แฟรงก์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ประจำปี 1923 ตัวถังทรงประหลาดแบบเฟรมคู่ที่แข็งแกร่ง บนราคา 2,200 มาร์ก แพงมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินในยุคนั้น อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของตัวรถกลับคุ้มค่า โดยเห็นได้จากยอดขายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แซงหน้ารถจักรยานยนต์จากอังกฤษ และอิตาลีไปแบบไม่เห็นฝุ่น ต่อมาวิศวกรผู้ช่วย Rudulf Schleicher ทำการดัดแปลงเครื่องยนต์ เพื่อให้มีกำลังมากขึ้น และกลับยิ่งทำให้ตัวรถ BMW R32 ได้รับความนิยมสูงขึ้นไปอีก ทั้งบนถนนปกติ และในการแข่งขันจักรยานยนต์ของทวีปยุโรป


BMW R16 1929
หลังจากมอเตอร์ไซค์ BMW R32 ประสบความสำเร็จในยอดจำหน่าย ค่ายใบพัดฟ้าขาวจึงส่งรถเครื่องสองล้อรุ่นใหม่ตามออกมาติดๆ เช่น R37 ในปี 1925-1926 R39 ในปี 1925-1927 R42 ในปี 1926-1928 และ R52 ในปี 1928-1929 โดยตัวรถทั้งหมดยังคงมีเทคโนโลยี และใช้อะไหล่เครื่องยนต์บางชิ้นส่วนจากรุ่นแรก ปี ค.ศ. 1929 Ernst Henne ช่างเครื่องของ BMW พัฒนาเครื่องยนต์ขนาด 750 cc สูบนอนยันแบบ Boxer ติดตั้งระบบอัดอากาศซุปเปอร์ชาร์จ สร้างแรงม้าได้ถึง 33 แรงม้า เพื่อทดลองวิ่งในการทำลายสถิติโลกของรถจักรยานยนต์ ด้วยความเร็วสูงสุด 216.75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวเลขดังกล่าวกลายเป็นสถิติใหม่ของความเร็วบนอานรถมอเตอร์ไซค์ ประจำปี 1929 ซึ่งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของบริษัท BMW ให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ขนาดใหญ่นี้ได้ถูกวางลงในรถสองล้อรุ่นใหม่ล่าสุด ในปี 1929 โดยใช้รหัสรุ่นว่า R16 รถมอเตอร์ไซค์ BMW R16 ได้รับการตอบรับที่ดีไม่ต่างไปจากรุ่นพี่ของมันที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว


BMW R2 1931
ช่วงยุค 1930-1935 บริษัท BMW ยังคงเป็นโรงงานผลิตยานยนต์ เครื่องยนต์ของอากาศยาน และมอเตอร์ไซค์ที่ยังไม่สามารถครองตลาดผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายใหญ่ของทวีปยุโรปได้ แต่ตัวเลขของยอดขายที่สม่ำเสมอ ทำให้ผู้บริหารพอใจ โดยเฉพาะช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ประเทศเยอรมนีกำลังตกอยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ถดถอยเป็นอย่างมาก แรงส่งสำคัญที่ช่วยให้ค่ายใบพัดยังคงสถานภาพอยู่ได้ คือ รถจักรยานยนต์รุ่น R2 ของปี 1930-1931 มอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ขนาดเล็ก ประหยัดเชื้อเพลิง ใช้เครื่องยนต์ 200 cc กระบอกสูบเดี่ยวขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเพลาเหมือนเดิม เพื่อขายให้กับผู้คนในยุโรปที่มีกำลังซื้อไม่มากนัก หลังจากนั้น BMW จึงเริ่มทยอยเปิดตัวรถจักรยานยนต์ในรูปแบบ และการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป โดยเริ่มจากรถสองล้อราคาประหยัดอย่าง R2 รถมอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวร์ริ่ง ใช้ในการเดินทางไกล และจักรยานยนต์แบบซุปเปอร์สปอร์ตพลังสูงเครื่องยนต์ 500 cc ขึ้นไป ที่ใช้สำหรับเดินทางไกล หรือเพื่อการแข่งขัน


BMW R5 1936
BMW เริ่มต้นปี 1935 ด้วยการพัฒนาระบบกันสะเทือนแบบไฮโดรลิก ที่ใช้ติดตั้งบนตะเกียบหน้าของ จักรยานยนต์ในค่ายของตนเอง และได้สร้างชื่อเสียงให้กับ BMW เป็นอย่างมาก จนประวัติศาสตร์บนหน้าของรถจักรยานยนต์ต้องจารึกเอาไว้ ค.ศ. 1936 วิศวกรของ BMW ทำการคิดค้นไฟหน้าแบบใหม่ล่าสุด ที่มีลักษณะคล้ายกล่อง ในขณะเดียวกัน ฝ่ายพัฒนาเครื่องยนต์ได้ทำการปรับปรุงเครื่องยนต์ด้วยการขยายความจุจาก 500 cc สูบนอน มาเป็นเครื่อง 750 cc ที่ให้พละกำลัง และแรงบิดสูงขึ้นมาก ตามมาด้วยการเปิดผ้าคลุมรถจักรยานยนต์รุ่นล่าสุด R5 ซึ่งได้กลายเป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการรถมอเตอร์ไซค์โลก เฟรมขึ้นรูปทรงรี เครื่องยนต์มีปริมาตรความจุถึง 500 cc บล็อกอลูมินัมอัลลอยให้กำลังสูงสุด 24 แรงม้า พร้อมด้วยระบบกันสะเทือนอันลือลั่น ที่สามารถปรับตั้งได้ รถจักรยานยนต์ BMW R5 นับได้ว่า เป็นหนึ่งในนวัตกรรมสองล้อขั้นสุดยอดของเทคโนโลยีในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากนั้น การช่วงชิงความเป็นเจ้าแห่งความเร็วบนอานรถมอเตอร์ไซค์ ก็ได้มีโอกาสต้อนรับจักรกลสองล้อตัวแข่งรุ่นล่าสุดของ BMW มันใช้เครื่องยนต์สูบนอนติดซุปเปอร์ชาร์จ และทำให้ทีมแข่ง BMW คว้าชัยชนะอย่างงดงาม ในการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลกที่ประเทศอังกฤษ โดยทิ้งคู่แข่งที่มีรถแรงๆ อย่างราบคาบ


Georg Meier BMW Test Drive And Champion In 1937-1938


Ernst Henne World Records Of Speed In 1937
ความสำเร็จบนกีฬามอเตอร์สปอร์ตของทีมแข่ง BMW อยู่เบื้องหลังของนักขับทดสอบผู้บ้าระห่ำ Georg Meier ผู้มีสมญานามว่า มนุษย์เหล็ก อาชีพเดิมของ Meier คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจในแคว้น Bavaria ชายผู้นี้ได้แสดงความสามารถในการควบคุมจักรกลสองล้อความเร็วสูง และมักลงทดสอบรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ๆ ของบริษัท BMW ด้วยตัวเองอยู่เสมอ หลังจากพัฒนาฝีมือการขับจนเข้าขั้นเทพ Georg Meier เข้าร่วมลงทำการแข่งขันรายการ European Championship 1938 ด้วยรถจักรยานยนต์ BMW เครื่องยนต์ซุปเปอร์ชาร์จ และคว้าตำแหน่งชนะเลิศ ตามติดมาด้วยการขึ้นรับถ้วยรางวัล Senior Tourist Trophy และเป็นนักแข่งคนแรกที่ไม่ไช่คนอังกฤษ ขึ้นรับถ้วยรางวัลอันทรงคุณค่าในรายการใหญ่ที่สุดของการแข่งขันรถจักรยานยนต์แห่งทวีปยุโรป ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง Ernst Henne สามารถทำลายสถิติโลกอีกครั้ง ด้วยการควบรถจักรยานยนต์ ที่สร้างโดย BMW ที่ความเร็วปลาย 279.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งกลายเป็นสถิติโลกที่ไม่มีผู้ทำลายนานถึง 14 ปี เลยทีเดียว


BMW R75 In World-War II 1941-1944
สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1939 และดำเนินไปจนกระทั่งสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1945 ได้ชื่อว่าเป็นสงครามที่มีขนาดใหญ่ และทำให้เกิดความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก บริษัท BMW ในฐานะที่เป็นบริษัทผลิตเครื่องยนต์ของอากาศยาน ยานยนต์ และจักรยานยนต์ของชนชาติเยอรมัน ได้ทำการออกแบบ และสร้างเครื่องยนต์ของเครื่องบินรบ และรถจักรยานยนต์ ที่ถูกนำมาดัดแปลงเพื่อใช้งานในสงครามครั้งใหญ่นี้ รถจักรยานยนต์จาก BMW มีความทนทานแข็งแกร่ง สามารถบุกตะลุยไปได้ในทุกที่ รถสองล้อรุ่น R75 กลายเป็นเครื่องจักรแห่งสงคราม ที่นำพาทหารเยอรมันเคลื่อนกำลังรบไปทั่วภูมิภาคของทวีปยุโรป การนำตัวรถมาดัดแปลงโดยทำการติดตั้งรถพ่วงข้าง หรือ Side-Car หรือติดตั้งปืนกลเบาอัตโนมัติ ใช้เป็นรถเคลื่อนที่เร็วเพื่อการส่งข่าวสาร หรือลำเลียงนายทหารเข้าสู่พื้นที่ของการรบพุ่ง รวมถึงนำทหารที่ได้รับบาดเจ็บออกจากสนามรบ BMW R75 ใช้เครื่องยนต์ 745 cc Flat-Twin OHV (โอเวอร์เฮตวาล์ว) มีกำลัง 26 แรงม้า บนน้ำหนักตัว 420 กิโลกรัม ในรถพ่วงข้างแบบ Side-Car


BMW Damaged In The Bombing At World-War II


BMW R25 1948
สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี 1945 ตามมาด้วยการพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของกองทัพเยอรมัน หลังจากนั้นในปี 1948 บริษัท BMW ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วง จากการทิ้งระเบิดใส่โรงงานประกอบเครื่องยนต์ในเยอรมัน ของเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร เริ่มทำการกอบกู้โรงงานจากซากปรักหักพัง ซึ่งนับได้ว่า เป็นความยากลำบากอย่างแสนสาหัสของค่ายใบพัดสีฟ้า-ขาว ด้วยความมุ่งมั่น บวกกับความรู้ ความเข้าใจในวิศวกรรมการขับเคลื่อน ทั้งบนบกและในอากาศ ทำให้ BMW สามารถกลับมาฟื้นคืนสภาพได้อีกครั้ง และเริ่มต้นลงมือผลิตจักรยานยนต์ราคาถูก ในรุ่น R25 ให้กับผู้คนภายในประเทศไว้ใช้งาน ซึ่งช่วยให้บริษัทรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจมาได้อย่างทุลักทุเล รถจักรยานยนต์ R25 มีขนาดเครื่องยนต์ 250 cc กระบอกสูบเดี่ยว กับระบบกันสะเทือน ทั้งหน้าและหลังติดตั้งสปริงเอาไว้ ภายในกระบอกโช้คได้ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในยุคขัดสนหลังสงคราม ต่อมาในปี 1950 เครื่องยนต์ของรถ R25 ได้รับการปรับปรุงให้มีอาการสั่นน้อยลง วิ่งได้อย่างราบเรียบ และก้าวขึ้นสู่ทำเนียบเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ชั้นแนวหน้าในที่สุด


BMW R50 1955


BMW RS Side-Car Racing 1954
ปลายปี 1950 กระแสความนิยมชมชอบในรถจักรยานยนต์เริ่มลดน้อยถอยลง ผู้ผลิตหลายรายในทวีปยุโรป ต่างพากันหันเหความสนใจไปยังการผลิตรถยนต์ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ BMW ต้องเผชิญด้วยเช่นกัน แต่ Helmut Wemer Bonsch ซึ่งดำรงตำแหน่ง CEO ของ BMW ในขณะนั้น กลับตัดสินใจแบบผ่าทางตัน ด้วยการเร่งส่งออกรถจักรยานยนต์ของ BMW ไปขายทั่วโลก โดยมุ่งเน้นไปที่ตลาดรถจักรยานยนต์ของสหรัฐอเมริกาที่มีขนาดใหญ่ โดยพยายามทำให้ตัวรถมอเตอร์ไซค์ของค่าย BMW กลายเป็นที่นิยมของหน่วยงานราชการ Alfred Boning และ Ferdi Nand Jardin สองวิศวกรจาก BMW ผู้รอบรู้เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์ พร้อมด้วยทีมงานที่ยอดเยี่ยม เริ่มลงมือพัฒนาตัวรถจักรยานยนต์ของ BMW ด้วยการใช้ปรัชญาก้าวไปข้างหน้าอย่างสุขุม และใส่ใจในทุกขั้นตอนของรายละเอียด BMW R50 คือ รถรุ่นใหม่ล่าสุดของปี 1954 ที่ใช้การเปลี่ยนแปลงระบบรองรับน้ำหนักทั้งหน้าและหลัง ให้เป็นแบบสวิงอาร์ม หรือตะเกียบท้าย ที่สามารถขยับตัวขึ้น-ลงได้ ในขณะเดียวกันก็ทำการปรับปรุงเครื่องยนต์ 500 cc 26 แรงม้า ให้ทำงานด้วยความราบเรียบ นุ่มนวลมากยิ่งขึ้นไปอีกระดับ อย่างที่ไม่เคยปรากฏในรถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อใดมาก่อน การนำเอาระบบกันสะเทือนที่มีสปริงอยู่ภายในกระบอกโช้คอัพ ทำให้สมรรถนะของการขับขี่ดีขึ้นมาก ตัวรถมีความนิ่มนวล และยึดเกาะกับผิวถนนได้เหนือกว่ารถมอเตอร์ไซค์คันอื่นๆ ในยุคเดียวกัน เครื่องยนต์แบบ Boxer สูบนอนของ BMW เริ่มกลับมาสร้างตำนานแห่งชัยชนะอีกครั้งในปี 1954 บนสนามแข่งขันทั่วโลก ผลจากการใช้เครื่องยนต์แบบกระบอกสูบนอนยัน ทำให้ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่าปกติ การทรงตัวในย่านความเร็วสูงจึงเป็นไปอย่างดีเยี่ยม และเหมาะสมอย่างยิ่งในการทำเป็นรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง หรือ Side-Car และสามารถพิสูจน์ได้จากจำนวนชัยชนะ 19 ครั้ง จากช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา


BMW R69 1955-1969
BMW R69 เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการพัฒนาให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดรุ่นหนึ่งของ BMW สำหรับแผนแบบการผลิต ที่นำเอาเครื่องยนต์กำลังสูงมาวางเข้ากับโครงสร้างเฟรม แบบสวิงอาร์มทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งถือเป็นยุคสุดท้ายของแบบการผลิตในรูปแบบคลาสสิก ตั้งแต่รถ R32 คันแรก ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในปี 1923 โครงสร้างเฟรมแบบท่อกลม หน้าแหนบ ถังใต้เฟรม หลังแข็ง คือ ความลงตัวที่ถูกถ่ายทอดจากมันสมองของ Max Priz วิศวกรการบินผู้โด่งดัง BMW R69 ใช้เครื่องยนต์ 594 cc Four-Stroke Two Cylinder Flat Twin OHV (สี่จังหวะ สองกระบอกสูบแบบแฟลตทวิน โอเวอร์เฮตวาล์ว) ให้กำลังสูงสุด 42 แรงม้า ที่ 7000 รอบต่อนาที BMW R69 ถูกผลิตภายใต้พื้นฐานของเครื่องยนต์จากโมเดล R68 กระบอกสูบ/ช่วงชักเดิมที่ 72x73 มม. วิศวกร BMW ให้ความสำคัญในเรื่องของกำลังเครื่องยนต์ กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ R69 ขับขี่ได้นุ่มนวลกว่ารถรุ่นเก่า จึงจำเป็นต้องปรับลดอัตราส่วนของกำลังอัดลงมาอยู่ที่ 7.5:1 R69 คือ จิตวิญญาณของรถรุ่น R68 ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ไร้สิ้นซึ่งการสั่นสะเทือน รวมถึงได้โครงสร้างเฟรมที่แข็งแกร่ง มั่นคง ยอดผลิตอันน้อยนิดในจำนวนของรถที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1955-1960 เพียง 2,956 คันเท่านั้น ทำให้ในปัจจุบัน รถ R69 กลายเป็นจักรยานยนต์คลาสสิกที่หาได้ยาก และมีราคาสูงลิบลิ่วไปโดยปริยาย.

ติดตามอ่าน "ย้อนรอยประวัติศาสตร์มอเตอร์ไซค์ BMW" ได้ในตอนต่อไป

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

 

โหวตข่าวนี้