advertisement

หงส์เหนือมังกร!! ถึงยุคผู้หญิงครองเมือง กุมอนาคตโลก

โดย ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ 31 ธ.ค. 2556 05:30

ผู้ชายผูกขาดการทำหน้าที่ผู้นำโลก...ผู้นำองค์กร...ผู้นำทางความคิด...และผู้นำสังคมมาหลายต่อหลายศตวรรษ ถึงเวลาแล้วที่จะเปิดทางให้สุภาพสตรี ผู้เป็น “ผบ.ทบ.ตัวจริงของบ้าน” ได้กระโดดขึ้นกุมบังเหียน เพื่อโชว์กึ๋นและความสามารถในการเป็นผู้นำเต็มศักยภาพ แล้วจะอะเมซซิ่งว่า ผู้นำหญิงก็เก่งกาจไม่แพ้ผู้ชาย แถมยังมีความอึด-ถึก-ลุย เป็น โบนัสพิเศษ พลิกจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งเหนือพญามังกร

สำหรับแวดวงการเมือง เมื่อกางแผนที่โลกออกดู ก็จะพบ “นารีขี่ม้าขาว” สวมบทเป็นผู้นำประ-เทศวิ่งห้อมาเต็มพลังสูบอย่างคึกคักน่าภูมิใจ โดยมีครบทุกรูปแบบ ทั้งวีรสตรี, แม่พระ, หญิงเหล็ก, ตุ๊กตาประดับวงการเมือง, ยัยตัวร้าย, หุ่นเชิดและจอมบงการ


ในประวัติศาสตร์การเมืองโลกตลอดช่วง 60 ปีที่ผ่านมา มีผู้นำหญิงมาแล้ว 51 คน โดยนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลกมีชื่อว่า “สิริมาโว บันดาราไนยาเก” เป็นภรรยาม่ายของอดีตนายกฯโซโลมอน บันดารา-ไนยาเก เข้ามาสืบทอดมรดกการเมือง หลังสามีถูกลอบสังหาร ได้ฉายาว่า “แม่ม่ายเจ้าน้ำตา”


ภายในรอบ 5 ปีนี้ มีผู้นำประเทศเป็นสุภาพสตรีครั้งแรกในประวัติศาสตร์อย่างน้อย 14 คน โดยผู้นำหญิงโลกที่โดดเด่นระดับทอล์กออฟเดอะเวิลด์ ต้องยกให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ซึ่งก้าวขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ไทย นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ขณะอายุ 44 ปี หลังพรรคเพื่อไทยกวาดคะแนนเสียงถล่มทลายจากการเลือกตั้งใหญ่ เมื่อปี 2554 สร้างสถิติเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ครองเสียงข้างมากในสภาฯ ได้เก้าอี้ผู้แทนราษฎรถึง 265 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง โดยจุดแข็งของ “นายกฯปู” อยู่ที่ความเป็นน้องสาวยอดกตัญญูของ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” เจ้าของพรรคเพื่อไทยผู้ทรงอิทธิพล ซึ่งหนุนส่งให้ได้เป็นนายกฯแบบติดจรวด แม้จะมีประสบการณ์ทางการเมืองแค่เดินสายหาเสียงเลือกตั้งเดือนกว่าๆ ประกอบกับบุคลิกนุ่มนิ่มแบบสาวเหนือก็ช่วยลดทอนอุณหภูมิความร้อนแรงทางการเมืองและทำให้รอดปากเหยี่ยวปากการักษาเก้าอี้นายกฯมาได้ถึง 2 ปีเศษ ก่อนจะถูกบีบให้ประกาศยุบสภาเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนทั้งน้ำตา!! ท่ามกลางแรงต่อต้านอย่างหนักจากมวลมหาประชาชน ต้องติดตามอย่ากะพริบตาว่า “ดอกทองกวาวแห่งล้านนา” จะกลับมาทวงบัลลังก์คืนสำเร็จไหม หรือต้องเก็บกระเป๋ากลับไปเป็นซีอีโอบริหารธุรกิจมือถือและอสังหาฯของพี่ชาย


ปล่อยให้ “สุภาพบุรุษ” ครองทำเนียบเป็นสนามเด็กเล่นมาหลายทศวรรษ ในที่สุดก็ถึงเวลาของ “สุภาพสตรี” บุกยึดเก้าอี้ประธานาธิบดีบ้าง โดย เกาหลีใต้ก็มีประธานาธิบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ ชื่อว่า “ปาร์ค กึน-ฮเย” ชนะเลือกตั้งได้เป็นผู้นำประเทศ ตอนวัยเกษียณ 60 ปี เพิ่งเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งเมื่อต้นปี 2556 เธอคนนี้ไม่ใช่หน้าใหม่ทางการเมือง เพราะเป็นทายาทผู้นำคนสำคัญของเกาหลีใต้ ที่ปกครองประเทศด้วยกฎเหล็กยาวนานที่สุดถึง 18 ปี “ประธานาธิบดีปาร์ค ชอง-ฮี” ก่อนจะถูกลอบสังหาร!! ด้วยความศรัทธาในตัวปาร์คผู้พ่อ ซึ่งปฏิวัติประเทศสู่ยุคอุตสาหกรรม และวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจจนรุ่งเรือง ทำให้ประชาชนฝากความหวังกับปาร์คผู้ลูกว่าจะช่วยกอบกู้ประเทศให้ฟื้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ และรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพกับเกาหลีเหนือ


ถ้าพูดถึงผู้นำสตรีเหล็กที่เป็นความภูมิใจของผู้หญิงทั้งโลก ก็ต้องยกให้ “อังเกลา แมร์เคิล” นายกรัฐมนตรีหญิงสุดแกร่งของเยอรมนี ซึ่งเข้ากุมบังเหียนบริหารประเทศ ขณะอายุ 59 ปี ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน โดยได้รับการยกย่องจากนิตยสารฟอร์บส์ให้เป็นสตรีทรงอิทธิพลที่สุดในโลกยุคใหม่ “แมร์เคิล” เป็นพลเมืองเยอรมนีตะวันออกคนแรกที่เป็นผู้นำหลังการรวมประเทศ โตมาท่ามกลางสังคมคอมมิวนิสต์ เรียนจบด็อกเตอร์ฟิสิกส์ ทำงานวิจัยทฤษฎีควอนตัม พูดได้หลายภาษา ทั้งเยอรมัน, อังกฤษและรัสเซีย โดยอดีตนายกฯเฮลมุท โคห์ล ดึงเธอมาเป็นสมาชิกพรรคสหภาพคริสเตียนประชาธิปไตย เพราะต้องการฐานเสียงจากชาวเยอรมันตะวันออก เธอขึ้นแท่นเป็นรัฐมนตรีอายุน้อยสุดในยุคนั้น อย่างไรก็ดี ด้วยภาพลักษณ์เฉิ่มเชย ทำให้ “แมร์เคิล” ถูกค่อนแคะ กระทั่งได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคลงชิงนายกฯ เมื่อปี 2548 เธอจึงตัดสินใจจ้างสไตลิสต์มาปรับลุคให้พร้อมเป็นผู้นำประเทศ สาวเฉิ่มคนนี้พิสูจน์ฝีมือจากการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ทำให้เยอรมนีผงาดเป็นประเทศที่มีตัวเลขส่งออกสูงสุดในโลกและมีอัตราว่างงานต่ำสุดในรอบหลายปี  เธอยังแสดงบทบาทนำบนเวทีนานาชาติ โดยปะฉะดะผู้นำโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน


นอกจากนี้ ในแวดวงการเมืองโลกยังได้สีสันแซ่บเวอร์จากความดราม่าของผู้นำหญิงอีกหลายคน ไล่ตั้งแต่ ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของอาร์เจนตินา “คริสตินา เฟอร์นานเดซ เดอ เคิร์ชเนอร์” วัย 60 ปี เจ้าแม่โบท็อกซ์ผู้ไม่ประสีประสาทางการเมือง  แต่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 2 แล้ว ตั้งแต่ปี 2550 เพราะสามีเป็นอดีตประธานาธิบดีที่เรืองอำนาจ หรือจะเป็น นายกฯหญิงคนแรกของออสเตรเลีย “จูเลีย ไอลีน กิล-ลาร์ด” วัย 52 ปี ก็เพิ่งกระเด็นจากเก้าอี้ที่ครองมา 3 ปี เพราะถูกคู่ปรับร่วมพรรคแรงงาน “อดีตนายกฯเควิน รัดด์” กลับมาล้างแค้นทวงอำนาจคืน  แต่กรรมก็ตามสนองจนได้ เพราะ “รัดด์” ได้เป็นนายกฯรอบ 2 แค่ 3 เดือน และต้องยุติบทบาทการเมืองถาวร  เพราะล้มเหลวในการนำพรรคคว้าชัยชนะจากการเลือกตั้งเดือน พ.ย.2556 ดันทะเลาะกันดีนัก ผลสุดท้ายตาอยู่จากพรรคคู่แข่งจึงคว้าเก้าอี้ผู้นำประเทศไปครอง


ส่วน ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของบราซิล “ดิลม่า รูสเซฟฟ์” ขึ้นมาเป็นผู้นำหญิงคนแรกของถิ่นแซมบ้าเมื่อต้นปี 2554 ขณะอายุ 63 ปี ตอนรับตำแหน่งประกาศว่า จะสานต่อนโยบายลูกพี่ “ประธานาธิบดีหลุยส์ อินาชิโอ ลูลา ดา ซิล-วา” ที่เพิ่งหมดวาระหลังครองอำนาจยาว 8 ปี โดยเน้นการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และปลดหนี้ให้ประชาชนรากหญ้า แต่พิษจากนโยบายประชานิยมจอมปลอม  สร้างความไม่พอใจให้ประชาชนจำนวนมาก  ถึงขนาดมีการเดินขบวนประท้วงทั่วประเทศครั้งใหญ่สุดในรอบ 20 ปี เพื่อต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาล และการผลาญงบมหาศาลเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2557 อีกรายที่น่าพูดถึงคือ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไอซ์แลนด์ “โจฮันนา ซิกูร์ดาร์ดอตทีร์” เข้ามารับตำแหน่งตอนอายุ 66 ปี และเพิ่งพ้นจากเก้าอี้เมื่อกลางปี  ถูกจดจำในฐานะผู้นำประเทศคนแรกที่เป็นเลสเบี้ยน  มีคู่ชีวิตวัย 54 ปี และลูก 2 คน


ขยับมาดูแวดวงธุรกิจกันบ้าง ในทำเนียบผู้บริหารหญิงมือทองของโลกจะต้องมีชื่อ ประธานกรรมการและซีอีโอหญิงมั่นชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียแห่งเป๊ปซี่โค “อินทรา นูยี” รวมอยู่ด้วย เธอได้รับการจัดอันดับจากฟอร์บส์ให้เป็นผู้หญิงทรงอิทธิพลที่สุดเป็นอันดับ 10 ของโลก เพราะมีส่วนสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างเป๊ปซี่มาตลอดเวลา 7 ปี นับตั้งแต่เข้ามากุมบังเหียนเต็มตัวเมื่อปี 2549 โดยผลงานพิสูจน์ฝีมือคือ การสร้างรายได้ให้เป๊ปซี่โคเพิ่มขึ้น 72% คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉพาะปี 2549 เธอเรียนจบปริญญาตรีด้านฟิสิกส์, เคมี  และคณิตศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยบ้านเกิด “แมดราส คริสเตียน คอลเลจ” ประเทศอินเดีย จากนั้นจึงไปเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารจัดการที่มหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำงานกับองค์กรเอกชนใหญ่ๆหลายแห่ง ทั้งจอห์นสันแอนด์จอห์น-สัน, บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป และค่ายมือถือโมโตโรล่า ก่อนจะร่วมงานกับเป๊ปซี่-โค ในปี 2537 เธอเล่าว่า ตอนตัดสินใจมาเรียนต่อที่อเมริกา ต้องทำงานพิเศษเป็นพนักงานต้อนรับตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีห้า เพื่อหาเงินค่าเทอม ไม่มีกระทั่งเงินซื้อชุดสูทสัมภาษณ์งาน และต้องใส่ชุดส่าหรีทำงานอยู่หลายปี นอกจากความขยันมุ่งมั่นแล้ว เคล็ดลับความสำเร็จของซีอีโอคนเก่งคือ อย่าหยุดเรียนรู้และต้องเป็นคนขี้สงสัย ไม่พอใจอะไรง่ายๆ


“นารีขี่ม้าขาวแห่งโลกไอที” คือฉายาของ นายหญิงใหม่ Yahoo “มาริสสา เมเยอร์” ผู้บริหารหญิงมือทองแห่งโลกไอที และลูกหม้อเก่าที่ทำงานกับ Google มานาน 13 ปี เธอได้รับความไว้วางใจให้กระโดดขึ้นกุมบังเหียนเพื่อกอบกู้ฐานะความเป็นเว็บไซต์เสิร์ชเอ็นจิ้นอันดับ 1 ของโลกกลับคืนมาอีกครั้ง หลังเสียแชมป์ให้ Google ชนิดไม่เห็นฝุ่น ภารกิจครั้งนี้ถือเป็นงานหินสุดๆ เพราะ Yahoo เปลี่ยนตัวซีอีโอไปแล้ว 4 คน ภายในเวลาแค่ 3 ปี “เมเยอร์” ไม่ใช่หน้าใหม่ของวงการไอที พ่อเป็นวิศวกรและแม่เป็นครูสอนศิลปะเชื้อสายฟินแลนด์ เธอจบปริญญาตรีเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ด้านกลุ่มวิชาคำนวณเชิงสัญลักษณ์และคว้าปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ โดยมีความชำนาญพิเศษด้านปัญญาประดิษฐ์ เธอเข้าร่วมงานกับ Google ในปี 2542 ในฐานะวิศวกรคอมพิวเตอร์หญิงคนแรกของบริษัท ก่อนจะถูกซื้อตัวไปอยู่ Yahoo รั้งตำแหน่งรองประธานฝ่ายธุรกิจค้นหาข้อมูล เน้นพัฒนาด้านบริการอ้างอิงสถานที่และท้องถิ่นของกูเกิล จุดเด่นที่ทำให้ประสบความสำเร็จก็คือ นอกจากจะเก่งและฉลาดแล้ว ยังขยันและบ้างานสุดพลัง


สำหรับนางสิงห์เหล็กตัวจริง ที่กุมชะตาเศรษฐกิจโลกไว้ในมือ ก็มีอยู่ 2 นาง คือ “เจเน็ต เยลเลน” ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาที่เป็นผู้หญิงคนแรกในรอบ 100 ปี ปัจจุบันอายุ 67 ปี จะมาคุมนโยบายเงินๆทองๆของเฟดแทนที่ “เบน เบอร์นันเก้” หลังวันที่ 31 ม.ค.2557 โดยนายหญิงคนแรกของเฟดเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวยิว เลื่องลือเรื่องความแม่นยำในการพยากรณ์เศรษฐกิจ และขึ้นชื่อในความมีจริยธรรม, วินัยเข้ม และต่อสู้กับปัญหาการว่างงานมานาน เพราะเชื่อว่าเป็นพิษร้ายบ่อนทำลายเศรษฐกิจ ในฐานะประธานเฟดคนใหม่ มีภารกิจเร่งด่วนรอสะสางคือ การปรับนโยบายการเงินการคลังให้กลับสู่ภาวะปกติขึ้นและชะลอมาตรการพิเศษที่นำมาใช้ตลอด 5 ปี นับแต่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ รวมถึงมาตรการคิวอี ขณะเดียวกัน ก็ต้องออกนโยบายเชิงรุกใหม่ๆเพื่อลดอัตราว่างงาน ด้วยความที่เป็นนักสื่อสารตัวฉกาจ สามารถย่อยข้อมูลนโยบายการเงินยากๆให้สาธารณชนเข้าใจง่าย ก็หวังว่าจะช่วยให้เฟดยุคใหม่กลับมาครองใจคน


ส่วนอีกนางสิงห์ที่ชี้เป็นชี้ตายเสถียรภาพการเงินโลก  ต้องยกให้ “คริสตีน ลาการ์ด” ผู้อำนวยการหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) วัย 57 ปี ก่อนจะเข้ามารับตำแหน่งเมื่อกลางปี 2554 นายหญิงใหม่ชาวฝรั่งเศสของไอเอ็มเอฟ  เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆทางการเมืองมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรีกิจการเศรษฐกิจ, รัฐมนตรีคลัง, รัฐมนตรีการค้า, รัฐมนตรีแรงงาน รวมถึงรัฐมนตรีเกษตรและประมง โดยเธอโด่งดังในฐานะนักต่อต้านการผูกขาดและกีดกันทางการค้า ขณะเดียวกันก็เป็นทนายความด้านแรงงานที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ เคยรั้งตำแหน่งประธานหญิงคนแรกของสำนักงานทนายความระหว่างประเทศ “เบเกอร์ แอนด์ แมคเคนซี” และได้รับการยกย่องจากฟอร์บส์ให้เป็นผู้หญิงทรงอิทธิพลของโลก


โลกอนาคตกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยพลังของดอกไม้เหล็ก...ช่างน่าภูมิใจ!!

 

ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ

โหวตข่าวนี้