advertisement

MICHELIN เปิดตัวยางใหม่ Primacy 3 ST

โดย อาคม รวมสุวรรณ 10 มิ.ย. 2556 11:00

MICHELIN ค่ายผู้ผลิตยางชั้นนำ แนะนำยางรุ่นล่าสุดสำหรับซีดานสมรรถนะสูง  MICHELIN Primacy 3 ST...

นายวิรัช ตันสุวรรณนนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจยางรถยนต์นั่งและรถปิกอัพ บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เปิดเผยว่า MICHELIN ฟังความต้องการของผู้บริโภค ด้วยการเก็บข้อมูลและศึกษา มากว่า 10 ปี ในทุกๆ ประเทศในภูมิภาคนี้ที่มีสภาพอากาศ และสภาพถนน ที่แตกต่างกัน นับตั้งแต่สภาพอากาศที่ร้อนสุดขั้วในหน้าร้อนของออสเตรเลียจนถึงสภาพอากาศที่ชื้นมากในหน้าฝน ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่จะออกแบบยางให้มีสมรรถนะดีเยี่ยมครบถ้วนในทุกด้าน และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพถนน จึงต้องผ่านการศึกษาและทดสอบมากมายเป็นระยะทางมากกว่า 1.3 ล้านกิโลเมตร และใช้เวลา 18 เดือนในการออกแบบพัฒนา และนำผลที่ได้จากการค้นคว้าดังกล่าวมาผลิตยาง


MICHELIN Primacy 3 ST
ในโรงงานของ MICHELIN ที่ประเทศไทย วิศวกรทำการทดสอบจนทำให้ได้ยางที่มีคุณสมบัติที่เงียบ นุ่มสบาย ปลอดภัย พร้อมทั้งอายุการใช้งาน ที่ยาวนาน ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการผลิตยาง ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะของ MICHELIN ในการรวมเอาสมรรถนะที่ดีเยี่ยมในทุกๆ ด้านมารวมไว้ในยางเส้นเดียว คือหัวใจหลักของ MICHELIN Total Performance ซึ่งในยาง MICHELIN Primacy 3 ST ได้นำ 4 นวัตกรรมเทคโนโลยีหลักๆ มารวมอยู่ในยางเส้นเดียวกัน ได้แก่


-เทคโนโลยี EvenPeak ที่ให้การขับขี่เงียบขึ้น 8% เมื่อเทียบกับยางคู่แข่ง
ลายดอกยางที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยการออกแบบบล็อกดอกยางที่มีความกว้างที่แตกต่างกันจากการคำนวณอย่างพิถีพิถัน จะช่วยกระจายคลื่นเสียงออกให้อยู่ในความถี่เท่าๆ กันตลอดการขับขี่ จึงช่วยลดเสียงรบกวนไม่ให้ส่งผ่านไปยังห้องโดยสารช่วยเพิ่มสุนทรียภาพในการขับขี่มากยิ่งขึ้น และเป็นที่มาในการตั้งชื่อยางรุ่นใหม่ในตระกูลไพรมาซี่นี้ว่า ST ซึ่งย่อมาจาก SilenceTuned


-เทคโนโลยี CushionGuard
ผสมผสานสูตรเนื้อยางพิเศษให้ความยืดหยุ่น โดยได้รับการต่อยอดจากยางรุ่นก่อน ช่วยซึมซับแรงสั่นสะเทือนและเมื่อทำงานร่วมกับแก้มยางที่มีความนุ่มแต่มั่นคงสามารถดูดซับแรงกระแทกจากพื้นถนนส่งผลให้การขับขี่นุ่มนวลและมั่นคง

-เทคโนโลยี StabiliGrip และ FlexMax ช่วยให้ MICHELIN Primacy 3 ST มีระยะเบรก บนถนนเปียกสั้นกว่ายางรุ่นก่อนหน้านี้ 1.6 เมตร* และ 2.9 เมตร* เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของยางคู่แข่งชั้นนำ

-หน้าสัมผัสที่ใหญ่ขึ้นของยาง MICHELIN Primacy 3 ST ช่วยเพิ่มอายุการใช้งานยาวนาน กว่ายางรุ่นเดิม 25%  การที่ MICHELIN สามารถนำเอาสมรรถนะหลักต่างๆ มาไว้ด้วยกันในยางเส้นเดียว และปรับปรุงสมรรถนะ ในแต่ละด้านให้ดีในทุกๆ ด้านเป็นการสร้างความแตกต่างเพื่อผู้ขับขี่อย่างแท้จริง ยาง MICHELIN Primacy 3 ST มีจำหน่ายตั้งแต่ขนาด 15 นิ้ว ถึง 19 นิ้วและมีราคาในระดับเดียวกับ ยางรุ่นก่อนหน้านี้พร้อมจำหน่ายที่ศูนย์บริการรถยนต์ไทร์พลัสทุกสาขา และร้านผู้แทนจำหน่ายยาง MICHELIN ทั่วประเทศ

*รับรองการทดสอบโดย TV Rheinland ประเทศไทย ในวันที่ 12-02-2013 จากการทดสอบระยะเบรกบนถนนเปียกในประเทศไทย ระหว่างยาง MICHELIN Primacy 3 ST และยาง MICHELIN Primacy LC ขนาดยาง 215/55R17 94V ความดันลมยางที่ F32/R32 psi ซึ่งติดตั้งบนรถยนต์ Toyota Camry 2.0G ปี 2012


ภาพรวมของ MICHELIN Primacy 3 ST
3 คือตัวเลขเจเนอเรชั่นของยาง MICHELIN ตระกูล Primacy 3 ST ซึ่งออกสู่ท้องตลาดในปี 2013 โดยเจนเนอเรชั่นนี้มีการปรับแต่งให้เป็นยางที่มีความเงียบโดยเฉพาะ(silence tuned; ST)

2.9 เมตร เป็นระยะที่ MICHELIN Primacy 3 ST เบรกได้สั้นกว่ายางคู่แข่งชั้นนำ ระยะเบรกที่สั้นกว่านี้เทียบได้กับขนาดรถยนต์ขนาดกลาง

8 คือเปอร์เซ็นต์ที่ Primacy 3 ST เงียบกว่ายางคู่แข่งชั้นนำอื่นๆ โดยมีเทคโนโลยี EvenPeak ที่ทำให้เป็นยางที่เงียบกว่า เป็นผลมาจากสูตรเนื้อยางที่สามารถดูดซับเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากความขรุขระของถนน

25 คือเปอร์เซ็นต์ของอายุการใช้ที่ยาวนานของ MICHELIN Primacy 3 ST เมื่อเทียบกับยางรุ่นก่อนนี้ (MICHELIN Primacy LC)

4 คือจำนวนเทคโนโลยีหลักในยาง MICHELIN Primacy 3 ST เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นผลลัพธ์ และเป็น บทพิสูจน์ในด้านการวิจัยและพัฒนาทางนวัตกรรมของ MICHELIN กล่าวคือ เมื่อมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ สิ่งที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นจะต้องมีสมรรถนะด้านต่างๆ ที่ดีเยี่ยมในทุกๆ ด้านใน ยางเส้นเดียวกัน ทั้งความปลอดภัย เงียบ นุ่มสบายและอายุการใช้งานยาวนาน ซึ่งเรียกว่า MICHELIN Total Performance

1.3 ล้าน คือระยะทางในหน่วยกิโลเมตรของการทดสอบจริงในประเทศภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อพัฒนายาง ที่ตอบความต้องการของผู้ใช้งาน

สมรรถนะที่เหนือชั้นทั้งด้านความปลอดภัยและความนุ่มเงียบของ MICHELIN Primacy 3 ST สะท้อนถึงความสามารถในการผสมผสานทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่าง EvenPeak, CushionGuard, FlexMax, และ StabiliGrip ไว้ด้วยกัน


เทคโนโลยี FlexMax ยกระดับความปลอดภัย
เทคโนโลยี FlexMax ผสมผสานระหว่างสูตรเนื้อยางที่มีความยืดหยุ่นสูงที่สามารถปรับตัวและยึดเกาะได้ตามสภาพพื้นถนนผนวกกับการออกแบบบล็อกดอกยางแบบตัดมุมช่วยป้องกันการโก่งตัวของดอกยางช่วยให้หน้าบล็อกดอกยางสัมผัสถนนได้เต็มที่ การทำงานร่วมกันทำให้เนี้อยางสัมผัสกับถนนได้เต็มประสิทธิภาพเพิ่มการยึดเกาะถนนให้ดียิ่งขึ้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

เทคโนโลยี StabiliGrip ให้ความปลอดภัยในสภาพถนนเปียกและแห้ง
ด้วยการใช้แถบยางเสริ่มพิเศษในร่องดอกยางที่สามารถล็อกดอกยางแต่ละบล็อกไว้ด้วยกัน (Self-locking) ช่วยเพิ่มความมั่นคงของดอกยางทำให้เพิ่มสมรรถนะการควบคุมบนถนนแห้ง ในขณะที่ร่องขนาดเล็กจำนวนมากยังช่วยรีดและตัดฟิล์มน้ำเพื่อความปลอดภัยบนถนนเปียกการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี FlexMax ทำให้ได้ระยะเบรกบนถนนเปียกที่สั้นกว่ายางคู่แข่งชั้นนำโดยเฉลี่ยถึง 2.9 เมตรการออกแบบลายดอกยางสำคัญต่อสมรรถนะด้านความปลอดภัยมากแต่ก็สามารถสร้างเสียงรบกวนมากขึ้นเช่นกัน MICHELIN ได้พัฒนาลายดอกยางที่มีความกว้างที่แตกต่างกัน จาการคำนวณอย่างพิถีพิถันจะช่วยกระจายคลื่นความถี่เสียงรบกวนออกให้อยู่ในระดับเดียวกันตลอดการขับขี่ช่วยเพิ่มสุนทรียภาพในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่ได้สูญเสียสมรรถนะในการขับขี่อื่นๆ ลงไปไม่ว่าการควบคุม หรือการเบรกแต่อย่างใด


เทคโนโลยี CushionGuard เป็นการผสมผสานระหว่างสูตรเนื้อยางที่มีความยืดหยุ่นสูงพร้อมแก้มยางที่นุ่มแต่มั่นคง เมื่อบล็อกดอกยางสัมผัสถนน สูตรเนื้อยาง FlexMax สูตรเนื้อยางและแก้มยางที่มีความยืดหยุ่นสูงลดแรงสั่นสะเทือนและซึมซับแรงกระแทกจากพื้นถนน ในขณะเดียวกันยังมีชั้นเนื้อยางพิเศษที่ทำหน้าที่ซับเสียงรบกวนและความสั่นสะเทือน การทำงานของเทคโนโลยีต่างๆ ร่วมกันให้การขับขี่ที่นุ่มนวลและมั่นคงสูงสุด หน้าสัมผัสที่ใหญ่ขึ้นจะช่วยเพิ่มอายุการใช้งานให้กับยาง MICHELIN Primacy 3 ST มีการเพิ่มหน้าสัมผัสที่กว้างขึ้นจึงช่วยให้เนื้อยางสัมผัสถนนมากขึ้นและยังลดการสึกหรอของยาง ทำให้อายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น อายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นนี้ เป็นอีกผลลัพธ์ของการผสมผสานเทคโนโลยีต่างๆที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากทั้งการทดสอบอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภายในและภายนอก กับการทดสอบด้วยการขับขี่จริงบนถนนด้วยระยะทางกว่า 1.3 ล้านกิโลเมตรโดยลูกค้าผู้ใช้งานจริงในภูมิภาค เป็นข้อพิสูจน์ว่า MICHELIN Primacy 3 ST สามารถตอบความต้องการของผู้บริโภคได้


MICHELIN Total Performance
ด้วยการใช้แถบยางเสริ่มพิเศษในร่องดอกยาง ที่สามารถล็อกดอกยางแต่ละบล็อกไว้ด้วยกัน (Self-locking) ช่วยเพิ่มความมั่นคงของดอกยางทำให้เพิ่มสมรรถนะการควบคุมบนถนนแห้ง ในขณะที่ร่องขนาดเล็กจำนวนมากยังช่วยรีดและตัดฟิล์มน้ำเพื่อความปลอดภัยบนถนนเปียกการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี FlexMax ทำให้ได้ระยะเบรกบนถนนเปียกที่สั้นกว่ายางคู่แข่งชั้นนำโดยเฉลี่ยถึง 2.9 เมตร


กลยุทธ์ของ MICHELIN คือการพัฒนายางรถยนต์ที่ให้สมรรถนะที่เป็นเลิศทุกๆ ด้านไปพร้อมกันยางรถยนต์ภายใต้แบรนด์ทุกเส้นมีสมรรถนะที่ดีทั้งด้านความปลอดภัย ความนุ่มเงียบ การประหยัดน้ำมัน อายุการใช้งาน และสมรรถนะอื่นๆ ยาง MICHELIN สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยการพัฒนายางให้มีสมรรถนะที่ดีพร้อมรอบด้านโดยไม่ได้สูญเสียสมรรถนะด้านใดด้านหนึ่งของยางไป การที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีสมรรถนะที่ดีไปพร้อมรอบด้านได้นั้น จำเป็นต้องใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และมีการออกแบบการผลิตรวมถึงกระบวนการทดสอบที่เฉพาะเจาะจง กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ระดับโลกที่ถูกใช้กับผลิตภัณฑ์ยางทุกๆ ประเภทของ MICHELIN ไม่ว่าจะเป็นยางสำหรับรถซีดานขนาดเล็ก รถระดับหรู รถสปอร์ต รถเอสยูวีหรือรถบรรทุกเชิงพาณิชย์ ยาง MICHELIN ทุกเส้นจะได้รับการพัฒนาและผลิตให้มีสมรรถนะที่ดีรอบด้านเสมอมา หรีออีกนัยหนึ่งคือการผสมผสานความปลอดภัย นุ่มเงียบและอายุการใช้งานที่ยาวนาน ผู้ขับขี่จึงไม่สูญเสียสมรรถนะด้านใดด้านหนึ่งจากการเลือกใช้ยางแต่จะได้สมรรถนะที่ดีทุกๆ ด้านไปพร้อมกัน ที่มิชลินเรียกคุณสมบัตินี้ว่า MICHELIN Total Performance


MICHELIN ได้เปิดตัวยางรถยนต์รุ่นใหม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ MICHELIN Total Performance ในตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือ การใช้งานที่สามารถตอบโจทย์รถยนต์ได้หลากหลายกลุ่มและผู้ขับขี่ได้รับความผ่อนคลาย นุ่มสบาย MICHELIN Primacy 3 ST กับอีกขั้นของความปลอดภัย

MICHELIN Primacy 3 ST มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ผลลัพธ์ของ MICHELINTotal Performance เทคโนโลยี FlexMax StabiliGrip EvenPeak และ CushionGuard ที่มีอยู่ในยางรุ่นใหม่นี้ ทำให้ผู้ขับขี่ได้รับสมรรถนะที่ตอบสนองความต้องการพร้อมกันในยางชุดเดียว

นวัตกรรมของ MICHELIN
ตัวเลขเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาของกลุ่มบริษัท MICHELIN
622 จำนวนเงินลงทุน เป็นหน่วยล้านยูโรต่อปีที่มิชลินจัดสรรไว้เพื่องานวิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะ

1 มีศูนย์เทคโนโลยีหลักเพียงหนึ่งเดียวแต่ครอบคลุมการดูแลใน 3 ศูนย์ย่อยใน 3 ทวีป คืออเมริกาเหนือ เอเชีย และยุโรป

6,600 จำนวน นักวิจัยและพัฒนา ที่มีอยู่ทั่วโลก

350 จำนวน สาขาความชำนาญเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องในกระบวนการวิจัยและพัฒนา อันได้แก่ นักวิจัยวิศวกร นักพัฒนา นักทดสอบ และเจ้าหน้าที่ทางด้านเทคนิคต่างๆ

1.5 จำนวนครั้งการวัดค่าวัสดุและชิ้นงานมีหน่วยเป็นล้านครั้งที่เกิดขึ้นในห้องทดลองของมิชลินในแต่ละปี เช่น ชิ้นส่วนระหว่างขั้นตอนการผลิตส่วนผสมเนื้อยาง เส้นใยโลหะหรือผ้าใบ

1.8 ระยะทางในหน่วยพันล้านกิโลเมตร ที่เกิดจากการวิ่งทดสอบความทนทานและอายุการใช้งาน รวมกันในทุกๆ ประเภทผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ยางสำหรับรถยนต์ รถบรรทุก รถจักรยานยนต์ และรถเหมือง

ห้องทดลองงานวิจัยและพัฒนาประกอบไปด้วยการปฏิบัติการต่าง ๆ ดังนี้
การศึกษาข้อมูลทางเทคนิคในเชิงลึกเพื่อความเข้าใจระหว่างความต้องการของลูกค้าและสมรรถนะของยางการออกแบบส่วนประกอบย่อยต่างๆ ในยางการออกแบบยางการผลิตสูตรเนื้อยางต้นแบบการทำแบบจำลอง การวิเคราะห์และการตรวจวัดต่างๆ การออกแบบและผลิตแม่พิมพ์ยางต้นแบบการผลิตยางต้นแบบการทดสอบ วัดค่าทั้งบนเครื่องทดสอบ และบนสนามทดสอบการจัดการด้านโลจิสติกส์และการบำรุงรักษารถประเภทต่างๆ

ก้าวสำคัญของ MICHELIN
เป็นเวลากว่าหนึ่งศตวรรษมาแล้วที่ MICHELIN ได้ทุ่มเทความเชี่ยวชาญและความเป็นผู้นำด้านการคิดค้นในการพัฒนาการขนส่งและการเดินทางของผู้คนและสินค้าทั่วโลก
1889: ก่อตั้ง MICHELINet Cie
1891: MICHELIN จดสิทธิบัตรสำหรับยางแบบถอดเปลี่ยนได้และซ่อมได้เป็นครั้งแรก
1895: MICHELIN เปิดตัว clair รถยนต์ชนิดแรกที่ใช้ยางชนิดสูบลม
1898: จุดกำเนิด บีเบนดัม หรือ MICHELIN MAN
1900: ตีพิมพ์หนังสือ MICHELIN Guide เล่มแรก
1913: MICHELIN มิชลินคิดค้นล้อเหล็กที่ถอดเปลี่ยนได้
1923: MICHELIN ประดิษฐ์ยางรถยนต์ชนิดความดันต่ำ (2.5 บาร์)
1926: MICHELIN ตีพิมพ์หนังสือท่องเที่ยว Green Guide เล่มแรก
1930: MICHELIN จดสิทธิบัตรยาง integratedtube ชนิดรวมยางในเป็นครั้งแรก
1938: MICHELIN เปิดตัวยาง Metalic ยางรถบรรทุกชนิดโครงเหล็กชนิดแรก
1946: MICHELIN คิดค้น ยางเรเดียล ขึ้น
1959: MICHELIN เปิดตัวยางเรเดียลสำหรับรถ Earthmover เป็นครั้งแรก
1979: ด้วยยางเรเดียลของ MICHELIN ทำให้ชนะในการแข่งขันฟอร์มูล่า วัน
1981: เปิดตัวยาง MICHELINX Air ยางเรเดียลสำหรับเครื่องบินชนิดแรก
1987 : MICHELIN เปิดตัวยางเรเดียลสำหรับมอเตอร์ไซค์ครั้งแรก MICHELIN A59X/M59X
1992: MICHELIN เปิดตัวยางประหยัดน้ำมัน MICHELIN Energy
1995: กระสวยอวกาศของสหรัฐอเมริกาลงจอดโดยใช้ยาง MICHELIN
1996: MICHELIN คิดค้นยางระบบ PAX เสริมความแข็งแกร่งสามารถวิ่งต่อได้แม้ยางแบนกะทันหัน
2000: บีเบนดัม หรือ MICHELIN MAN ได้รับเลือกให้เป็นโลโก้ยอดเยี่ยมตลอดกาลจากคณะกรรมการนานาชาติ
2001: MICHELIN ทำการจำหน่ายยางสำหรับรถใช้ในเหมือง (earthmoverX) ซึ่งเป็นยางขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
2004: “MICHELIN, a better wayforward” ถูกนำมาใช้ในการสื่อสารกับสาธารณชน
2004: MICHELIN เปิดตัว MICHELINXeobib ยางความดันต่ำสำหรับใช้ในงานเกษตรกรรม
2005: MICHELIN ผลิตยางสำหรับเครื่องบินรุ่นใหม่ AIRBUS A-380
2006: MICHELIN ปฏิวัติวงการยางรถบรรทุกด้วยเทคโนโลยี MICHELIN DurableTechnologies
2007: MICHELIN เปิดตัวยางรถยนต์ MICHELIN Energy Saver ใหม่
2010: เปิดตัวยาง MICHELIN Pilot Sport 3 และ MICHELIN Pilot Super Sport
2013: เปิดตัวยางสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ใหม่รวม 6 รุ่นทั่วโลก.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

 

โหวตข่าวนี้