advertisement

สุดทน! แกนนำยื่นฟ้อง 'มูลนิธิคนตาบอดฯ' ชี้ดำเนินการไม่โปร่งใส

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ม.ค. 2556 05:30

สลดยื่นร้อง อ้างตาดีหากินกับคนตาบอด ประธานมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทยสุดทน ยื่นหนังสือชนมูลนิธิช่วยคนตาบอดฯ ชี้ดำเนินการไม่โปร่งใส ย้ำ กีดกันสิทธิ์คนตาบอดเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งยังไม่ให้เกียรติคนตาบอดเหมือนกับปฏิธานในช่วงเวลาที่ผ่านมา...!

โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ถือเป็นโรงเรียนเฉพาะสำหรับคนผู้พิการทางสายตาแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งโดย มิสเจนีวีฟ คอลฟีลด์ สตรีตาบอดชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ.2482 และปัจจุบัน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์

ล่าสุด ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งยังเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิในหน่วยงานต่างๆ เพื่อคนพิการ หนึ่งในแกนนำ ออกมาร้องเรียนผ่านไทยรัฐออนไลน์อ้างถึงความไม่ชอบมาพากลว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโรงเรียนที่ครั้งหนึ่งเกิดขึ้นโดยคนตาบอด เพื่อคนตาบอด กลับมีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกีดกันสิทธิ์คนตาบอดเข้ามามีส่วนรวม เช่น ยกเลิกการจ้างครูตาบอดโดยไม่มีเหตุอันสมควร การดำเนินงานไม่โปร่งใส ทั้งยังไม่ให้เกียรติคนตาบอดเหมืิอนกับปฏิธานในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลกระทบกับคนตาบอดในการที่จะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่

"พูดได้ว่าที่ออกมาร้องเรียนผ่านสื่อและจะยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังคณะอนุกรรมการด้านคนพิการ วุฒิสภาในวันนี้ (9 ม.ค.) เพราะว่าทนไม่ไหวกับความไม่โปรงใส และที่สำคัญพวกเราไม่อยากจะให้โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพสูญเสียวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ไปในเวลาอันใกล้นี้ ที่นี่มันเป็นประวัติศาสตร์ของคนตาบอด เพราะเป็นโรงเรียนแห่งแรกของไทย แต่ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา เรากลับสังเกตเห็นว่า มีคนตาบอดมากมาย ต้องเจอปัญหา, เงื่อนไขและอุปสรรคมากมาย ในการที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ในโรงเรียนแห่งนี้"

ทั้งนี้ ประธานมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทยผู้นี้ ยังกล่าวอีกว่า ในอดีตเราจะมีครูที่เป็นคนตาบอด เรียนจบและกลับมาสอนดูแลเรา เรียกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด แต่ตอนนี้เรามีบุคลากร ที่เป็นคนตาบอดไม่กี่คน คุณอย่าลืมว่า บางที ตาบอด มันเป็นเรื่องวัฒนธรรม เราต้องการให้มีครูตาบอดเยอะๆ เพราะนอกจากจะเป็นการช่วยถ่ายทอดวัฒนธรรมต่างๆ ไปสู่รุ่นน้องได้ ทำให้คนตาบอดรักกันรวมกันเป็นปึกแผ่นแล้ว นอกจากนี้ การเรียนร่วมของนักเรียนตาบอด กับนักเรียนปกติ ก็ไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควรจากมูลนิธิฯ เนื่องจากขาดแคลน ครูรีซอร์ส หรือครูผู้ช่วย เพื่อช่วยเหลือนักเรียนตาบอด ทำให้ครูในโรงเรียนปกติ อาจรู้สึกว่า เป็นภาระมากเกินไป ทำให้แนวโน้ม โรงเรียนหลายแห่งปฏิเสธเด็กตาบอดมีมากขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วการเรียนร่วม ถือว่าเป็นประโยชน์กับเด็กตาบอดมากกว่าเพราะครูเก่งๆ ก็อยู่ที่นั่นเป็นส่วนใหญ่

ผู้ทรงคุณวุฒิในหน่วยงานต่างๆ เพื่อคนพิการ กล่าวว่า "ทั้งหมดนี้เราได้รับการร้องเรียนมากมายเกี่ยวกับปัญหาการทำงานของ กรรมการบริหารมูลนิธิฯ​ บางคน เอารัดเอาเปรียบนักเรียนตาบอด, คุณครูตาบอด ซึ่งเราก็อยากรู้ความจริงเหมือนกัน นอกจากนี้ เราก็คิดว่า มันน่าจะถึงเวลาแล้ว ที่ควรทำให้โรงเรียนฯ กลับมาเป็นของคนตาบอดจริงๆ อีกครั้ง เพราะทุกวันนี้ มูลนิธิฯ ซึ่งดูเหมือนจะเข้ามาก้าวก่ายการทำงานมากเกินไป จนคนตาบอดได้รับผลกระทบจนไม่มีใครอยากเรียน เพราะหางานยาก เนื่องจากไม่มีตำแหน่งรองรับ ทั้งๆ ที่เป็นโรงเรียนสำหรับคนตาบอด บางคนอ้างว่า ครูตาบอด เตรียมเอกสารไม่ได้ มันไม่เกี่ยว มันอยู่ที่สมอง งานด้านเอกสารก็ให้ธุรการเป็นคนเตรียม คนตาดีกับคนตาบอด มันควรจะต้องเกื้อกูลกัน และดูประโยชน์ในภาพรวม"

ด้วยเหตุนี้ จึงนำมาสู่กระบวนการยื่นข้อเสนอ 4 ข้อ จากแกนนำกลุ่มผู้พิการทางสายตาหลายคน ให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานของมูลนิธิฯ และโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ เพื่อให้การทำงานมีความโปร่งใส, ยุติธรรม และเป็นประโยชน์กับคนตาบอดมากขึ้นในอนาคต 1.คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของคนตาบอดให้การบริหารงานมูลนิธิฯ โดยกำหนดให้มีคนตาบอดร่วมเป็นกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ไม่น้อย 1 ใน 5 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด 2.เร่งดำเนินการให้โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ได้ถือปฏิบัติในประเด็นต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินงานสถานศึกษาตามที่สำนักงานการศึกษาเอกชนและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องประกาศกำหนด 3. เพิ่มสัดส่วนของบุคลากรที่เป็นคนตาบอดเพื่อปฏิบัติงานในมูลนิธิฯ และโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ตลอดจนหน่วยงานในสังกัดของมูลนิธิฯ ให้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของบุคลากรทั้งหมด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการให้บริหารแก่นักเรียนตาบอด และข้อเรียกร้องสุดท้ายคือให้ตั้งกรรมการสอบสวน และพิจารณาความประพฤติของบุคลากรในมูลนิธิฯ โดยเฉพาะผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิฯ ซึ่งมีผู้กล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ให้เกียรติคนตาบอด และมักแทรกแซงกิจการของโรงเรียน ส่อว่ามีผลประโยชน์ของตนขัดกับมูลนิธิฯ ในการตั้งกรรมการสอบสวนดังกล่าว ขอให้มีตัวแทนของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยประกอบด้วย ผู้แทนจากสมาคมศิษย์เก่าฯ ผู้แทนจากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และผู้แทนจากชมรมผู้ปกครองด้วย

ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิในหน่วยงานต่างๆ เพื่อคนพิการ ยังกล่าวว่าทิ้งท้ายด้วยว่า เคยมีการยื่นข้อเรียกร้องเหล่านี้ ไปให้กับทางกรรมการมูลนิธิฯ แล้วเป็นเวลากว่า 1 เดือน แต่มูลนิธิฯ กลับนิ่งเฉย ส่งผลให้ในวันที่ 9 ม.ค.นี้ ในช่วงบ่าย จะมีแกนนำกลุ่มผู้พิการทางสายตาบางส่วน เตรียมเดินหน้ายื่นจดหมายเรียกร้องกับ คณะอนุกรรมการด้านคนพิการวุฒิสภา ต่อไป 

"เราต้องแยกระหว่างคนดี ต้องการทำดี กับการบริหารช่วยเหลือคนตาบอด มันไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่าง ผมเดินตามท้องถนน มีคนใจดี อยากช่วยผมมาก และก็ตรงมาช่วยผม แต่มาช่วยในวิธีที่ผมไม่ชอบ มาถึงก็คว้าไม้เท้าผม และก็ลากไม้เท้าผม ผมก็ต้องบอกว่า ถึงคุณจะใจดียังไง ถ้าจะช่วยผม ให้เกาะข้อศอก บอกไม่เอา ฉันอยากจะช่วยจับไม้เท้า ฉันถนัดแบบนี้ แล้วคนตาบอดเขาจะให้ช่วยต่อไหม ผมเป็นคนตาบอด ผมก็บอกว่า อย่าเลย งั้นปล่อยให้ผมเดินเองดีกว่า เราไม่ได้ปฏิเสธว่าท่านไม่ดี ไม่มีน้ำใจ เพียงแต่ว่า แนวทางของท่าน อาจไม่ค่อยเหมาะกับเราเท่าไหร่ เราอยากได้แนวทางที่มันเป็นประโยชน์กับเรามากที่สุดจริงๆ" ศ.วิริยะ  กล่าวสรุป.

 

 

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement