advertisement

'คำถามโลกแตก' ต้องเงินเดือนเท่าไหร่? จะสมใจถอยรถป้ายแดงได้สักคัน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2555 14:00

ช่วงนี้เอียนเหลือบรรยายกับรถป้ายแดง ที่วิ่งสะบัดก้นไม่สนราคาน้ำมันกันอยู่บนท้องถนน ทำให้พลันนึกขึ้นว่า เอ๊ะ...หรือทุกวันนี้บ้านเรามีเศรษฐีกระเป๋าหนักผุดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน แข่งกับชาวจีนเขาแล้วละเนี่ย...

แต่ทันใดนั้น ความคิดแวบผลุนผลันโผล่งความคิดเห็นในหัวขึ้นมาว่า แล้วในจำนวนรถป้ายแดงเนี่ย มีมากน้อยแค่ไหนกันที่ 'ซื้อสด' เพราะโดยลำพังตัวเองแล้วก็มักมีสถาบันทางการ (กู้) เงินนี่แหละ เป็นที่พึ่งอยู่บ่อยครั้ง

คำตอบที่ได้ โดยไม่ต้องไปวิ่งถามโพลสำนักไหนให้ลำบาก คนขับรถป้ายแดงส่วนมากก็ย่อมไม่พ้นกู้เงิน 'ไฟแนนซ์' แทบทั้งนั้น หรือจะเถียงว่ากู้เงิน 'สหกรณ์' ก็คงเหมือนกัน สรุปคือ สเตตัส 'ลูกหนี้' ห้ามหนีนั่นแหละ

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ขอเสนอตรรกะทางความคิดว่า ผู้มีรายได้น้อยนิดสักแค่ไหนกัน ถึงจะมีโอกาสสัมผัสลูบคลำกับรถยนต์ป้ายแดงให้ได้ชื่นใจสบายตัว โดยไม่ต้องมากังวลให้เป็นไข้ปวดใจในภายหลัง เพราะบ่จี๊ทุกสิ้นเดือน

คิดง่ายๆ ตามนโยบายรัฐบาล

ขอคิดง่ายๆ จากเงินเดือนระดับ ป.ตรี เป็นที่ตั้ง สนองนโยบายรัฐบาล 15,000 บาททุกผู้คน (ว่าแต่ทุกวันนี้เอกชนยังทวงถามอยู่นะจ๊ะ) มาดูกันว่า รายได้ที่จะมาทุกสิ้นเดือนขนาดนี้ จะสามารถถอยรถป้ายแดงได้หรือไม่?

อีโคคาร์ ซุป'ตาร์แห่งยุค

สำหรับเงินเดือนระดับประมาณนี้ มันก็คงมีตัวเลือกเข้าตา ส่วนใหญ่ก็คงไม่พ้นรถยนต์แห่งยุคอย่าง 'อีโคคาร์' ลองไล่เรียงราคาค่างวดก็อยู่ราว 4-6 แสนบาทเท่านั้น สำหรับคนมีสตางค์ แต่สำหรับมนุษย์หากินกับเงินเดือนอย่างเรา ต้องร้องว่า หูววว ตั้ง 4-6 แสนบาทแน่ะ!!

คุณหลอกดาว เอ๊ย.. คุณต้องดาวน์

เริ่มกันที่เงินดาวน์ สำหรับเงินก้อนแรกที่ต้องติดตัวมา ถ้าคิดจะถอยรถยนต์สักคัน ขั้นต่ำที่เห็นในท้องตลาดก็ 10% ของราคารถ สรุปถ้าหาเงินก้อนนี้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ขอพ่อ-แม่ รับมรดก ถูกหวย เล่นหุ้น หรือเก็บสะสม ให้ได้สักราว 5-8 หมื่นบาท ก็ถือว่าผ่านด่านแรกเป็นที่เรียบร้อย

ผ่อนเดือนละเท่าไหร่ ไหวไหมบอกมา

ทีนี้มาดูกันรถราคาประมาณ 5 แสนบาท เลือกวางเงินดาวน์ 10% เท่ากับเหลือราคารถที่ต้องอาศัยพึ่งพิงจากไฟแนนซ์อีก 4.5 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยในวันออกรถคร่าวๆ ก็สัก 2.5% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระยอดนิยมก็สัก 60 เดือน เมื่อคำนวณตัวเลขสะระตะเรียบร้อยค่างวดของรถคันนี้จะอยู่ที่ 8,437.50 บาทต่อเดือน

เงินเดือน 15,000 บาท เจียดเป็นค่าส่งรถไปแล้ว 8,437.50 บาท เหลือ 6,562.50 บาท สำหรับใช้จ่ายในหนึ่งเดือน หรือเท่ากับสามารถใช้เงินได้อีกวันละ 218.75 บาทเท่านั้น

ค่าผ่อนอย่างเดียวยังไม่จบ

แต่เดี๋ยวก่อน!...อย่าลืมว่ารถมันไม่ได้บริโภคน้ำเปล่า แต่มันซดน้ำมันนะฮ้าฟ ถ้าคิดตามสรรพคุณที่รถแต่ละคันชอบยกมาโม้ข่มกันก็น่าจะได้สักระยะทาง 20 กม.ต่อการใช้น้ำมัน 1 ลิตรเห็นจะได้ ว่าแล้วก็เปิดหน้าแรกเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ สำรวจราคาน้ำมันสักหน่อย...แก๊สโซฮอล์ 91 ขณะนี้เลขที่ออก....35.68 บาท/ลิตร อุบ๊ะ...ข้าวแกงจานนึงพอดี

ถ้าใช้รถต่อวันสำหรับคนทั่วไป ก็ตกราวๆ สัก 50 กม.โดยเฉลี่ย จะเท่ากับว่าเราต้องหาสตางค์เพื่อซื้อน้ำมันให้เจ้าเครื่องจักรตะกละตะกลามพาเราไปไหนต่อไหนตกวันละ 90 บาท เดือนหนึ่งก็หักไว้ได้เลย 2,700 บาทเป็นค่าขนมให้เจ้ารถคันเก่งของเราบริโภค อะโหเห่ะ ตอนนี้เราเหลือเงินในกระเป๋าเท่าไหร่นะ...

เงินคงเหลือเมื่อหักทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง
6,562.50 - 2,700 = 3,862.50 บาท เริ่มเหนื่อยแล้วสิ นับจากนี้อีก 5 ปีจะมีรายได้ต่อเดือนเหลือเพียง 3,862.50 บาทเท่านั้น น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำเมื่อสักสิบปีก่อนอีกนะเนี่ย

อยู่ดีกินฟรี ไม่มีนะ อย่าลืม

ลองมาจำแนกเงิน 3,862.50 บาท ที่เหลือต่อเดือนกันว่า เงินก้อนนี้ต้องถูกกระทำย่ำยีจากกิจกรรมใดๆ อีกในแต่ละเดือน ค่าอาหารการกินขั้นต่ำวันละ 100 บาท มีให้เห็นแน่ๆ ไม่รวมคนที่กำลังสะสมสแตมป์ของร้านโชห่วยหมายเลข 7 หรอกนะ เพราะนั่นคงต้องเกิน 100 บาทแน่ๆ

ค่าอาหารการกินก็ปาเข้าไป 3,000 บาท/เดือน ทำให้เหลือเงินอีกแค่ 862.50 บาท ต้องเจียดค่าอะไรอีกเนี่ย! เอาล่ะไม่ต้องนึกให้เวียนหัว เดี๋ยวจะโดนค่าหมอค่ายาเพิ่ม เอาเป็นว่า ถ้าใครใคร่อยากขี่ป้ายแดงแล้วไซร้ ก็จงบริหารเงิน 8 ร้อยกว่าๆ ให้มีพอกินพอใช้โดยพลันจงแล้วกัน

พารถเข้าศูนย์ ไม่ศูนย์บาท บอกไว้ก่อน

แล้วก็อย่าเงินลืมเก็บไว้เป็นค่าถ่ายน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ เข้าศูนย์ตามระยะด้วยล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน พาลจะคิดว่าไม่รักกัน ปกติก็ 6 เดือนครั้ง ค่าใช้จ่ายก็สัก 1-2 พันบาท แล้วปลายปีมีประกันชั้น 1 พ.ร.บ.พร้อมต่อภาษีรออยู่ ก็เตรียมสะตุ้งสตางค์ให้ตุงกระเป๋าไว้ได้เลย หลักสองหมื่นสามหมื่นมีให้เห็น

สุดท้ายขอให้ทุกคนโชคดี มีชัยมีสตางค์ใช้เหลือเฟือกันทุกคน...

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement