ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ยืนเดินนานๆ อาจเป็น "รองช้ำ"

โดย คลินิกโรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี 20 ก.ค. 2555 14:30
33,322 ครั้ง


สาวๆ ที่ชอบเดินช็อปปิ้งนานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเดินบนรองเท้าที่สูงหรือแบนมากๆ นานวันไปอาจทำให้มีอาการปวดบริเวณส้นเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามักปวดตอนหลังตื่นนอน รู้หรือไม่ว่านั่นอาจเป็นอาการของ “โรครองช้ำ”

นายแพทย์เมธี คงเผ่าพงษ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เชี่ยวชาญทางด้านเท้าและข้อเท้า โรงพยาบาลเวชธานี ระบุว่า โรครองช้ำ หรือ Plantar Fasciitis คือ อาการปวดบริเวณส้นเท้า อาจเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (รองช้ำ), เส้นประสาทเท้าถูกกดทับ, ไขมันบริเวณส้นเท้าฝ่อ หรือกระดูกส้นเท้าหัก เป็นต้น


โรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากความเสื่อมบริเวณจุดเกาะเอ็นฝ่าเท้ากับกระดูกส้นเท้า ส่วนใหญ่พบมากในผู้หญิงวัยกลางคน ที่มีน้ำหนักตัวมาก เดินหรือยืนนานๆ เอ็นร้อยหวายตึง มีความผิดปกติของรูปเท้าและการใส่รองเท้าไม่เหมาะสม


อาการที่พบได้บ่อย

หลังจากนั่งหรือนอนสักพัก เมื่อเริ่มเดินลงน้ำหนักจะปวดส้นเท้ามาก แต่พอเดินไปสักพักอาการจะทุเลาลง จึงพบว่ามักมีอาการในตอนเช้าหลังตื่นนอน อาการจะดีขึ้นตอนสายหลังเดินไปสักระยะ โดยจะแตกต่างกับภาวะเส้นประสาทเท้าถูกกดทับ ซึ่งจะปวดมากขึ้นตามลำดับการเดิน พบว่ากระดูกงอกที่ฝ่าเท้า ไม่สัมพันธ์กับอาการปวดส้นเท้า จึงไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพรังสีทุกคน


โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถรักษาให้หายขาดได้ และอาการมักจะหายภายในระยะเวลา 1 ปี หลังจาก 1 ปีผ่านไปถ้ายังมีอาการอยู่ ต้องคำนึงถึงภาวะอื่นๆ เช่น เส้นประสาทเท้าถูกกดทับ, ภาวะไขมันฝ่าเท้าฝ่อ, หรือการรักษาล้มเหลว ซึ่งอาจจะต้องลงเอยด้วยการผ่าตัด


นอกจากนี้ นายแพทย์เมธี ได้แนะนำแนวทางในการดูแลรักษาโรครองช้ำ ดังนี้

- ลดกิจกรรมที่ทำให้ปวด เช่น ลดการยืนหรือเดินนานๆ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ลงฝ่าเท้า
- นวดบริหารบริเวณเส้นฝ่าเท้า, อาจใช้มือหรือเหยียบคลึงลูกเทนนิสบริเวณเส้นเอ็นร้อยหวาย
- ใส่รองเท้าที่ส้นมีพื้นนุ่ม มีแผ่นรองรับส้นเท้า เช่น Heel Patch รองเท้าที่ส้นสูง 1-1.5 นิ้ว และหลีกเลี่ยงการเดินลงส้นหรือเดินเท้าเปล่า
- ถ้าปวดบวมแนะนำให้ประคบเย็นหรือถ้าไม่บวมให้ประคบร้อน
- ลดน้ำหนัก เพราะถ้าน้ำหนักมากจะทำให้เส้นเอ็นฝ่าเท้ารับน้ำหนักมากขึ้น
- รับประทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง
- ฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และไม่ควรฉีดเกิน 3 ครั้ง หรือ 2 ครั้งใน 1 เดือน เพราะอาจทำให้เอ็นฝ่าเท้าเปื่อยหรือขาดได้
- ทำกายภาพบำบัด เช่น อัลตราซาวนด์, ยืดเอ็นร้อยหวาย, การใช้ Shockwave
- การผ่าตัดจะทำก็ต่อเมื่ออาการปวดไม่ดีขึ้น หลังการรักษาอย่างถูกต้องเต็มที่และต่อเนื่องอย่างน้อย 6-9 เดือน หรือสาเหตุเกิดจากภาวะอื่นๆ เช่น เส้นประสาทบริเวณข้อเท้าถูกกดทับ

คลินิกโรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement