advertisement

ยืนเดินนานๆ อาจเป็น "รองช้ำ"

โดย คลินิกโรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี 20 ก.ค. 2555 14:30

สาวๆ ที่ชอบเดินช็อปปิ้งนานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเดินบนรองเท้าที่สูงหรือแบนมากๆ นานวันไปอาจทำให้มีอาการปวดบริเวณส้นเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามักปวดตอนหลังตื่นนอน รู้หรือไม่ว่านั่นอาจเป็นอาการของ “โรครองช้ำ”

นายแพทย์เมธี คงเผ่าพงษ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เชี่ยวชาญทางด้านเท้าและข้อเท้า โรงพยาบาลเวชธานี ระบุว่า โรครองช้ำ หรือ Plantar Fasciitis คือ อาการปวดบริเวณส้นเท้า อาจเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (รองช้ำ), เส้นประสาทเท้าถูกกดทับ, ไขมันบริเวณส้นเท้าฝ่อ หรือกระดูกส้นเท้าหัก เป็นต้น


โรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากความเสื่อมบริเวณจุดเกาะเอ็นฝ่าเท้ากับกระดูกส้นเท้า ส่วนใหญ่พบมากในผู้หญิงวัยกลางคน ที่มีน้ำหนักตัวมาก เดินหรือยืนนานๆ เอ็นร้อยหวายตึง มีความผิดปกติของรูปเท้าและการใส่รองเท้าไม่เหมาะสม


อาการที่พบได้บ่อย

หลังจากนั่งหรือนอนสักพัก เมื่อเริ่มเดินลงน้ำหนักจะปวดส้นเท้ามาก แต่พอเดินไปสักพักอาการจะทุเลาลง จึงพบว่ามักมีอาการในตอนเช้าหลังตื่นนอน อาการจะดีขึ้นตอนสายหลังเดินไปสักระยะ โดยจะแตกต่างกับภาวะเส้นประสาทเท้าถูกกดทับ ซึ่งจะปวดมากขึ้นตามลำดับการเดิน พบว่ากระดูกงอกที่ฝ่าเท้า ไม่สัมพันธ์กับอาการปวดส้นเท้า จึงไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพรังสีทุกคน


โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถรักษาให้หายขาดได้ และอาการมักจะหายภายในระยะเวลา 1 ปี หลังจาก 1 ปีผ่านไปถ้ายังมีอาการอยู่ ต้องคำนึงถึงภาวะอื่นๆ เช่น เส้นประสาทเท้าถูกกดทับ, ภาวะไขมันฝ่าเท้าฝ่อ, หรือการรักษาล้มเหลว ซึ่งอาจจะต้องลงเอยด้วยการผ่าตัด


นอกจากนี้ นายแพทย์เมธี ได้แนะนำแนวทางในการดูแลรักษาโรครองช้ำ ดังนี้

- ลดกิจกรรมที่ทำให้ปวด เช่น ลดการยืนหรือเดินนานๆ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ลงฝ่าเท้า
- นวดบริหารบริเวณเส้นฝ่าเท้า, อาจใช้มือหรือเหยียบคลึงลูกเทนนิสบริเวณเส้นเอ็นร้อยหวาย
- ใส่รองเท้าที่ส้นมีพื้นนุ่ม มีแผ่นรองรับส้นเท้า เช่น Heel Patch รองเท้าที่ส้นสูง 1-1.5 นิ้ว และหลีกเลี่ยงการเดินลงส้นหรือเดินเท้าเปล่า
- ถ้าปวดบวมแนะนำให้ประคบเย็นหรือถ้าไม่บวมให้ประคบร้อน
- ลดน้ำหนัก เพราะถ้าน้ำหนักมากจะทำให้เส้นเอ็นฝ่าเท้ารับน้ำหนักมากขึ้น
- รับประทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง
- ฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และไม่ควรฉีดเกิน 3 ครั้ง หรือ 2 ครั้งใน 1 เดือน เพราะอาจทำให้เอ็นฝ่าเท้าเปื่อยหรือขาดได้
- ทำกายภาพบำบัด เช่น อัลตราซาวนด์, ยืดเอ็นร้อยหวาย, การใช้ Shockwave
- การผ่าตัดจะทำก็ต่อเมื่ออาการปวดไม่ดีขึ้น หลังการรักษาอย่างถูกต้องเต็มที่และต่อเนื่องอย่างน้อย 6-9 เดือน หรือสาเหตุเกิดจากภาวะอื่นๆ เช่น เส้นประสาทบริเวณข้อเท้าถูกกดทับ

คลินิกโรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement