advertisement

ลองตัวเจ็บ BMW NEW SERIES-3 F30 320d (ตอนที่1)

โดย อาคม รวมสุวรรณ 11 ก.ค. 2555 13:20

ทดสอบรถยนต์สปอร์ตซีดานรุ่นล่าสุดจากค่ายใบพัดสีฟ้า-ขาว All New BMW Series-3 F30 320d ตอนแรกกับการรีวิวรูปลักษณ์ภายนอก ภายใน เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบส่งกำลัง อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ระบบความปลอดภัย บนเรือนร่างใหม่ล่าสุดของ New Series-3...

New 3-Series ของ BMW ในลำดับที่ 6 เปิดผ้าคลุมไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภายในงาน Detroit Motor Show และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากแฟนคลับและลูกค้าเก่า จากรูปลักษณ์ที่ใหม่หมดจดทั้งคัน โดยมี DNA ของ Series-5 F10 อยู่แทบจะทุกจุด นี่คือยนตรกรรมซีดานขนาดเล็ก ที่ทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับค่าย BMW Group มันคือวิวัฒนาการของสายพันธุ์รถ Series-3 ที่เดินทางมาถึงรุ่นที่ 6 หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งการพัฒนาอย่างเข้มข้นมานานกว่า 40 ปี จากรุ่นแรกสุดในรหัส E21 มาถึงสายพันธุ์รถสปอร์ตอย่าง E30 และการเพิ่มเติมความหรูหราของอุปกรณ์ในรุ่น E36 รูปทรงที่ทันสมัยขึ้นในรุ่น E46 และความเป็น Dynamic ในรุ่น E90 จนเวลาเดินทางมาถึงในรุ่นปัจจุบันที่กำลังทำตลาดรถเล็กสี่ประตูระดับ พรีเมียม บนรหัสตัวถัง F30 นับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากลำบาก สำหรับการปฏิบัติงานของเหล่าบรรดาวิศวกรและนักออกแบบจากบริษัท BMW Group ซึ่งต้องรับโครงการรถ Series-3 ตัวใหม่ ในขณะที่ Series-3 รุ่นเก่าทำได้ดีมากอยู่แล้ว พวกช่างชาวเยอรมันจะต้องทำให้รถรุ่นใหม่คันนี้ ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกระดับ

ดีไซน์ ของ Series-3 ในรุ่นแรกสุดรหัส E21 นั้น มุ่งเน้นไปที่เรือนร่างอันเล็กกะทัดรัดแบบสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู มีจุดเด่นที่กระจกมองข้างอัลลอยฝั่งคนขับ กันชนเหล็กชุบโครเมี่ยมเงาวาว และสมรรถนะของการขับขี่ที่ไม่เป็นรองคู่แข่ง เมื่อเปรียบเทียบกันแบบหมัดต่อหมัดกับรถเล็กขับหลังในยุคนั้น เครื่องยนต์มีให้เลือกมากมายหลายรุ่นเช่น 316 / 318 / 320 / 323 ผลิตออกมาในปี 1975-1983 จำนวน 1,364,039 คัน

รุ่นที่ 2 ของ 3-Series รหัส E30 มีตัวถังให้เลือกทั้ง 2 และ 4 ประตู รวมถึงแบบเปิดหลังคาในรุ่น Convertible กับ Station Wagon 5 ประตู แปะท้ายด้วยคำว่า Touring อุปกรณ์ภายในถูกปรับให้มีรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น แต่ยังคงขนาดของตัวถังให้กะทัดรัดเหมือนเดิม เพื่อสมรรถนะและประสิทธิภาพของการใช้งาน เครื่องยนต์มีทั้งแบบแถวเรียง 4 สูบในรุ่น 316 / 318i / 320i และเครื่องยนต์แถวเรียง 6 สูบ ในรุ่น 323i-325i ตัวแรงประจำรุ่นซึ่งใช้รหัส M3 นับเป็นครั้งแรกของโมเดล Series-3 ที่มีระบบตรวจสอบการเซอร์วิส พร้อมกันนั้นช่างในแผนกมอเตอร์สปอร์ตของ BMW ได้ให้กำเนิดรถสปอร์ตพลังสูง ตัวแรงประจำรุ่นโดยใช้รหัส M3 ในห้วงเวลาต่อมา รถ M3 ได้สร้างชื่อเสียงอันโด่งดังในวงการมอเตอร์สปอร์ต ด้วยการคว้าชัยชนะในสนามแข่งขันนับครั้งไม่ถ้วน BMW Series-3 E30 ผลิตขึ้นในปี 1982-1994 ในจำนวนทั้งสิ้น 2,339,251 คัน จากความนิยมในเรือนร่างและประสิทธิภาพ ยังทำให้ M3 E30 กลายเป็นรถที่นักสะสมรถเก่าในปัจจุบันตามหาอีกด้วย

มันใหญ่ขึ้น สวยขึ้นและเริ่มเต็มไปด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นี่คือ Series-3 รหัส E36 หรือที่นักเลงรถในเมืองไทยเรียกกันติดปากว่ารุ่นนกแก้ว เจ้า E36 มาพร้อมกับทรวดทรงของตัวถังที่โตขึ้นในทุกมิติ และมีตัวถังให้เลือกมากมายคล้ายกับรุ่น E30 เครื่องยนต์มากมายหลากหลายขนาดทั้ง 4 และ 6 กระบอกสูบ ตั้งแต่รุ่น 318i ไปจนถึง 328i ส่วนรุ่นแรงสุดรหัส M3 E36 มีทั้งแบบ 2 ประตูคูเป้และซีดาน 4 ประตู รถ BMW Series-3 E36 เริ่มออกขายในปี 1990-2000 มีการผลิตขึ้นมาทั้งสิ้น 2,745,773 คัน

รูปลักษณ์ที่เคยเป็นเหลี่ยมมุมในรุ่นที่แล้ว ถูกขัดเกลาให้มีความโค้งมนมากยิ่งในสำหรับ Series-3 โมเดลที่ 4 รหัส E46 พร้อมด้วยการประดังเทคโนโลยีพวกระบบช่วยการทรงตัว ช่วงล่างปีกนกอัลลอยส่งถ่ายสัมผัสของกการยึดเกาะได้เป็นอย่างดี พวงมาลัยติดตั้งสวิตช์มัลติฟังก์ชั่น กับจอคอมมาน ส่วนตัวถังที่มีให้เลือกยังคงเหมือนกับ E36 ทั้งแบบ 2 ประตูหลังคาแข็งและหลังคาผ้าใบเปิดประทุน แบบ 4 - 5 ประตู เครื่องยนต์เริ่มจากรุ่น 318i 4 สูบ 115 แรงม้า ไปจนถึง 330i 6 สูบ 218 แรงม้า ในยุโรปและอเมริกามีเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือกใช้อีกด้วย นับเป็นครั้งแรกของรถซีดานในตระกูล Series-3 ที่วางเครื่องยนต์ดีเซล รุ่นแรงสุดรหัส M3 E46 ยังมีรุ่นแยกย่อยพิเศษตามระดับของความแรงเช่น M3 CS-M3 CSL สปอร์ตน้ำหนักเบาพลังสูงที่มีกำลังมากถึง 350 แรงม้าจากโรงงาน รถ Series-3 E46 คันแรกออกสู่ท้องถนนในปี 1998 จนถึงปี 2006 จำนวนรถที่ถูกผลิตออกมาทั้งหมดรวม 2,745,773 คัน

Series-3 E90 ถือกำเนิดขึ้นในปี 2005 จากปลายปากกาของผู้อำนวยการแผนกออกแบบที่ชื่อ Chris Bangle ซึ่งเข้ามาปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ๆ ให้กับ BMW Group จนค่ายรถอื่นๆ นำไปลอกเลียนแบบในเวลาต่อมา สัดส่วนด้านบั้นท้ายที่ไม่ค่อยลงตัว ทำให้มันได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากจากลูกค้าเก่าแก่ แต่หลังจากรุ่น E90 Minor Change ซึ่งคลอดตามออกมาสำหรับกระตุ้นตลาด ทำให้ส่วนท้ายของรถรุ่นนี้ดูลงตัวขึ้นจากการปรับแก้ไฟท้ายใหม่หมด รถ Series-3 E90 มีรูปแบบตัวถังให้เลือกมากมายตามความต้องการของลูกค้า และวัตถุประสงค์ของการใช้งานที่หลากหลาย เครื่องยนต์มีให้เลือกตั้งแต่เล็กสุดเริ่มจาก 318i ไปจนถึง 330i และมีเครื่องยนต์ดีเซลเสริมเข้ามาในรุ่น 320d - 325d 330d ส่วนรหัสร้อนในรุ่น M3 E90 ถือเป็นการกลับเข้ามาอีกครั้งสำหรับโมเดล M3 4 ประตู เครื่องยนต์ของ M3 E90 4 ประตู /E92 2 ประตูคูเป้ /E93 เปิดประทุนหลังคาโลหะพับเก็บได้ เป็นเครื่องแบบ V8 414 แรงม้า ตามด้วย M3 รุ่นพิเศษอีกหลายรุ่นที่มีราคาทะลุไปถึงหลัก 1 แสนปอนด์ รถ Series-3 E90 คันแรกวางจำหน่ายในปี 2005 จนถึงช่วงกลางปี 2011 ก่อนที่จะยุติสายการผผลิต จากจำนวนการประกอบทั้งสิ้น 2,623,966 คัน แสดงให้เห็นถึงความนิยมชมชอบบนตัวรถรุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี

ดีไซน์ ในโมเดลที่ 6 ของ New Series-3 รหัส F30 ถูกผู้อำนวยการแผนกออกแบบของ BMW Mr. Adrian Van Hooydonk ลูกศิษย์ของปรมจารย์ Chris Bangle ปรับเปลี่ยนเส้นสายทั้งคันให้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้น โดยนำเอาดีไซน์ของ Series-5 รหัส F10 มาใส่ไว้แทบจะทุกจุด โดยเฉพาะด้านหน้าเช่น กระจังหน้า แนวของเสาหน้า เส้นข้างตัวถังรวมถึงไฟท้ายที่คล้ายกับรุ่น F10 ย่อส่วน ตัวรถนั้นมีความยาวมากกว่ารุ่น E90 อยู่ถึง 93 มิลลิเมตร ไฟหน้าซีนอนมีขนาดเล็กลง แต่ยังคงเอกลักษณ์ของไฟหน้าจากค่าย BMW ไว้อย่างเหนียวแน่น สปอยเลอร์หน้าขนาดใหญ่ห่อหุ้มส่วนหน้าของตัวรถเอาไว้ทั้งหมด ชายล่างของชุดสปอยเลอร์ด้านหน้ามีไฟตัดหมอกทรงกลม วางตัวอยู่บนชิ้นงานพลาสติกสีดำเพื่อเน้นความเข้ม กระจังหน้าโครเมี่ยมมีขนาดที่พอดีสอดรับกับชุดไฟหน้าได้อย่างลงตัว


ด้านข้างถึงแม้จะยาวกว่า E90 ถึง 93 มิลลิเมตร แต่มุมมองยังคงคล้ายคลึงกันจนแยกแทบไม่ออก ฐานล้อด้านหน้าและด้านหลังยาวขึ้นอีก 50 มิลลิเมตร โดยมีเส้นนำสายตาคาดจากซุ้มโป่งของล้อหน้าไล่ไปจนจดกับไฟท้าย ฝากระโปรงหน้า บานประตู และฝาท้ายผลิตขึ้นจากอะลูมินัมอัลลอยเพื่อการลดทอนน้ำหนักที่ดี ทำให้มันเบากว่า E90 อยู่ประมาณ 40 กิโลกรัม ในรุ่น 320d Sport คันทดสอบใส่ล้ออัลลอยลาย 5 ก้านห่อหุ้มด้วยยาง Runflat คุณภาพสูงของ Bridgestone Potenza รุ่น S001 Runflat ขนาด 225/50/R17 ทั้งสี่ล้อ


บั้นท้าย ดูดีขึ้นด้วยไฟท้ายทรงเดียวกับ Series-5 F10 แต่มีขนาดที่ย่อมกว่าเล็กน้อย ฝาท้ายเน้นทรงเหลี่ยมเพื่อให้เข้ากับดีไซน์ของไฟท้ายแบบใหม่ สัดส่วนพื้นที่ในการเก็บสัมภาระที่ฝากระโปรงท้ายมีขนาดเพิ่มขึ้น วิศวกรของ BMW วางระบบเปิดฝาท้ายแบบใหม่ด้วยการสอดขาไปที่ใต้ท้องรถ ในส่วนบริเวณกึ่งกลางของฝาท้าย เพิ่มเติมความสะดวกสบาย หากเจ้าของรถถือสิ่งของโดยไม่ต้องวางลงแล้วใช้มือเปิด (เซ็นเซอร์เปิดฝาท้าย จะทำงานเมื่อมีกุญแจรีโมทอยู่ใกล้ๆ เท่านั้น) ระบบเซ็นเซอร์ควบคุมการเปิดฝากระโปรงท้ายแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้มือเปิด เป็นระบบมาตรฐานที่ทำงานร่วมกันกับระบบ Comfort Access สำหรับ 320d เพียงแค่ผู้ขับขี่ยืนอยู่ที่ด้านท้ายรถ พร้อมกับเตะเท้าไปข้างใต้กันชนหลังแล้วดึงออก ฝากระโปรงท้ายก็จะเปิดขึ้นมาได้เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งระบบนี้ ทำงานผ่านเซ็นเซอร์ควบคุม สามารถจับระยะของเจ้าของรถที่ยืนอยู่ท้ายรถได้ และตรวจจับการเคลื่อนไหวของเท้า เพื่อสั่งการปลดล็อกฝากระโปรงท้ายและเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย ระบบเซ็นเซอร์จะทำงานก็ต่อเมื่อเจ้าของรถมีกุญแจอยู่กับตัวเอง เมื่อทำการเปิดฝากระโปรงโดยไม่ใช้มือดังที่กล่าวมานี้ ช่วยสร้างความมั่นใจ ในด้านความปลอดภัยให้แก่เจ้าของรถยนต์ ไฟท้ายทรง Series-5 ยังคงใช้หลอดไฟแบบผสม LED กับหลอดแบบธรรมดา ส่วนกระโดงปลาฉลามซึ่งเป็นเสาอากาศของระบบโทรศัพท์ ยังคงติดตั้งอยู่กึ่งกลางของกระจกบานหลังเหมือนเดิม ใกล้เคียงกับตำแหน่งของไฟเบรคดวงที่สามซึ่งอยู่ต่ำลงมาเล็กน้อย สปอยเลอร์หลังมีแผ่นพลาสติกสะท้อนแสงสีแดง ติดไว้ยังบริเวณมุมชายล่างของสปอยเลอร์ทั้งสองฝั่ง ช่วยเพิ่มมุมมองของรถคันที่ตามหลังสำหรับการขับขี่ตอนกลางคืนได้ดี


สิ่งที่ยึดเหนี่ยวลูกค้าเก่า ไม่ให้เปลี่ยนใจไปเลือกรถแบรนด์อื่น นอกเหนือไปจากการขับขี่ที่ดี จากระบบรองรับและพละกำลังที่ได้รับจากเครื่องยนต์แล้ว ห้องโดยสารอันสวยงามของ Series-3 จากอดีตจวบจนปัจจุบัน คืองานค็อกพิตสไตล์ BMW ที่มีความโดดเด่นด้านการจัดวางอุปกรณ์ และการเลือกใช้วัสดุชั้นดีมาตกแต่งภายใน ให้มีความแปลกแยกแตกต่างไปจากรถทั่วๆ ไปในด้านของดีไซน์และการเลือกใช้โทนสี ภายในของ F30 เวอร์ชั่น Sport มีความสมดุลและลงตัวอย่างสูงสุด โดยมีคนขับเป็นจุดศูนย์กลาง ทั้งในด้านความรู้สึกขณะควบคุมกับการเชื่อมโยงตำแหน่งของอุปกรณ์ พวงมาลัยที่ปรับตั้งได้สี่ทิศทาง ครอบคลุมทุกสรีระของผู้ขับขี่ ปุ่ม สวิตช์ และจอมัลติฟังก์ชั่น 8 นิ้ว อยู่ในตำแหน่งที่มีความเหมาะสมสำหรับการใช้งาน และทำให้ห้องโดยสารของ F30 320d Sport ดูดีขึ้นมากเลยทีเดียว


BMW เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่นำเอาระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ของ ZF มาติดตั้งไว้ในรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมขนาด Mid-Size คันนี้ หากพิจารณาเปรียบเทียบในเรื่องของขนาดและน้ำหนักกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดในรุ่นก่อนหน้าที่มีขนาดใหญ่และหนักกว่า ถือว่าไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใดทั้งสิ้น เทคโนโลยีใหม่ที่มาพร้อมระบบเกียร์ 8 สปีด ทำให้ประหยัดและสร้างอัตราเร่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ซึ่งมุ่งเน้นสมรรถนะในทุกองค์ประกอบของตัวรถ โดยเฉพาะสำหรับการขับขี่ที่ผู้ขับ สามารถเลือกโหมดในการขับขี่เป็นแบบแมนนวล ช่วยรีดสมรรถนะของสปอร์ตซีดาน ในรถยนต์รุ่นนี้ได้ออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เทคโนโลยีในการคอนโทรลที่ปรับให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่ออัตราเร่งได้ดี ระบบควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ปรับเปลี่ยนเกียร์เพื่อรองรับการขับขี่ ทั้งแบบสปอร์ตและการขับขี่ที่ผ่อนคลาย เพื่อเน้นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง อัตราทดเกียร์ที่มีถึง 8 ตำแหน่ง ยังส่งผลให้ช่วงเวลาระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ในแต่ละช่วงสั้นลง ทำให้ได้อัตราเร่งที่ดีและนิ่มนวลขึ้น ประหยัดน้ำมันได้ดีขึ้นแม้ในช่วงรอบเครื่องต่ำ


เบาะแบบสปอร์ตหุ้มหนังแท้สีแดงในรุ่นพิเศษนี้ยังส่งให้ภายในของ F30 มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น เบาะคู่หน้าปรับตั้งด้วยไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำสามตำแหน่ง พนักพิงศีรษะมีขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยลดอาการบาดเจ็บบริเวณต้นคอหากโดนชนท้าย โทนสีแดงแสบตาตัดกับหนังสีดำที่ใช้บุแผงประตู เน้นบรรยากาศของรถแข่งด้วยชิ้นงานอัลลอยสีแดงที่คาดกลางคอนโซลในรุ่นนี้ ห้องโดยสารของรุ่น Sport ไม่มีความปรานีกับมุมมองแต่อย่างใดทั้งสิ้น มันร้อนแรง ให้สีสันภายในที่ไม่เหมือนรถยี่ห้ออื่นๆ โดยใช้รูปแบบสไตล์ BMW มาดึงดูดความสนใจ และทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ


ระบบควบคุมการขับขี่แบบเลือกโหมดได้ ช่วยเพิ่มสมรรถนะของการขับขี่ได้ทั้งแบบสปอร์ตหรือหรือในแบบผ่อนคลายเพื่อ การเดินทางที่เน้นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ปรับเปลี่ยนได้ด้วยการสัมผัส ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของการขับขี่ได้ตามแต่สถานการณ์และความพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นในแบบสปอร์ตหรือในแบบผ่อนคลายที่มุ่งเน้นการประหยัดน้ำมันเชื้อ เพลิงได้เพิ่มขึ้นด้วยตัวเลือกระบบ ECO PRO ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับรถยนต์ BMW 320d ด้วยการควบคุมผ่านระบบที่เลือกโหมดการขับขี่ ทำให้สามารถปรับเลือกให้ตัวรถตอบสนองต่อการอัตราเร่งและกำลังของเครื่องยนต์ รวมทั้งน้ำหนักของพวงมาลัยและการควบคุมระบบเสถียรภาพแบบไดนามิกส์ โดยสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของการขับขี่ด้วยการสัมผัสไปที่ปุ่มควบคุม เพื่อเลือกเข้าสู่โหมด ECO PRO, COMFORT หรือ SPORT สำหรับรุ่น 320d Sport คันทดสอบ สามารถเลือกโหมด SPORT + เพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งกำลังของเครื่องยนต์พร้อมๆ กับการตอบสนองต่ออัตราเร่ง ในตัวเลือกโหมด SPORT การตอบสนองต่ออัตราเร่งจะรวดเร็วมากขึ้น และให้ความรู้สึกถึงน้ำหนักพวงมาลัยที่กระชับ หน้าจอดิจิตอลที่คอนโซลด้านหน้าจะแสดงมาตรวัดของกำลังเครื่องและแรงบิดในขณะที่ขับขี่ให้เห็นตลอดเวลา


โหมดการขับขี่ใน รุ่น 320d Sport สามารถปรับตั้งได้ถึง 4 รูปแบบ ตั้งแต่ขับจ่ายกับข้าวไปจนถึงการซิ่งบนสนามแข่ง โดยเริ่มจากโหมด ECO PRO สนับสนุนการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน เซ็นเซอร์จะปรับเปลี่ยนโดยควบคุมการส่งกำลังของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมเพียงพอ กับอัตราเร่งมากที่สุด การปรับเปลี่ยนเกียร์ในแต่ละช่วงจังหวะจะเน้นที่การปรับเกียร์สูงให้เร็วขึ้นและลดเกียร์ต่ำให้ช้าลง ในขณะที่ระบบการจ่ายพลังงานไปยังส่วนต่างๆ ของรถยนต์จะทำการลดการใช้งานในบางส่วนลง เช่นการให้ความร้อนบนกระจกเพื่อลดฝ้า หรือแม้แต่การควบคุมอุณหภูมิของระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสาร แต่อัตราการประหยัดพลังงานโดยส่วนใหญ่แล้ว จะขึ้นอยู่กับวิธีการและพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ขับขี่เอง โหมด ECO PRO แจ้งข้อมูลแก่ผู้ขับขี่ตลอดระยะทางที่ใช้โหมดนี้ โดยระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบว่าความเร็วที่ใช้อยู่นั้นสูงเกินกว่า ระดับที่ควรจะขับขี่เพื่อการประหยัดน้ำมันสูงสุด ในโหมดนี้ระบบยังสามารถแสดงผลข้อมูลระยะทางที่ได้เพิ่มขึ้นอันเป็นผลจาก อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงนี้ รวมทั้งสถิติการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในแต่ละช่วงเวลาจากการใช้โหมดต่างๆ ฝ่ายเทคนิคของ BMW เคลมว่า มันจะลดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึง 20% และเพิ่มระยะทางการขับขี่ได้มากกว่าการใช้โหมดอื่น


BMW 320d Sport ใส่ระบบอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อหรือ BMW Apps ที่เชื่อมโลกแห่งการสื่อสารออนไลน์ได้ทุกที่ ระบบนี้จะทำงานโดยรับสัญญาณผ่าน GPRS / 3G ของ iPhone 4 ที่ดาวน์โหลดโปรแกรม BMW Connected ไว้แล้ว เพื่อดึงข้อมูลของแอพพลิเคชั่น ต่างๆ ผ่านขึ้นหน้าจอแสดงผล ได้แก่ Facebook, Twitter, Wiki Local, Last Mile, Calender นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถรับฟังข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้ผ่าน RSS Feeds และ Web Radio เพื่อการรับฟังเพลงและข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้แล้ว ผู้ขับขี่ยังสามารถเชื่อมต่อระบบอีเมล์ในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนบางรุ่นผ่านการ เชื่อมต่อบลูทูธเพื่อให้แสดงข้อความบนหน้าจอของรถยนต์ได้ รวมทั้งระบบสามารถอ่านให้ฟังได้โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนนเบื้องหน้า และสำหรับการโทรเข้าเมื่อเชื่อมต่อกับบลูทูธแล้วนั้น หน้าจอสามารถแสดงผลทั้งในส่วนของเบอร์โทร. เข้า, ชื่อผู้โทร. เข้า และแม้แต่รูปของผู้โทร. เข้าที่เก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือก็สามารถแสดงผลขึ้น หน้าจอได้เช่นกัน


ขุมกำลังของ 320D F30 Sport วางเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลไดเร็คอินเจ็คชั่นพร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo เป็นเครื่องยนต์แบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ ปริมาตรความจุ 1,995 ซีซี ออกแบบให้มีการลดระดับ CO2 ลงโดยไม่สูญเสียพละกำลังของเครื่องยนต์ มีเรี่ยวแรงสูงสุดที่ 135 กิโลวัตต์ หรือ184 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร ระหว่าง 1,750-2,750 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 320d ใหม่คันนี้ มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 22.7 กิโลเมตรต่อลิตร และระดับการปล่อย CO2 117 กรัมต่อกิโลเมตร ตามมาตรฐานการวัดค่าเฉลี่ย EU เครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี TwinPower Turbo พ่วงกลไกในระบบการทำงานของเครื่องยนต์ Auto Start/Stop function (สามารถปิดหรือเปิดการทำงานได้ด้วยสวิชท์ใกล้พวงมาลัย) เครื่องยนต์จะหยุดการทำงานแบบอัตโนมัติเมื่อจอดอยู่กับที่เพื่อลดการใช้ เชื้อเพลิง ระบบปรับอากาศและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ยังคงทำงานต่อไป และจะสตาร์ตตัวเองอย่างรวดเร็วอีกครั้งเมื่อผู้ขับแตะคันเร่ง นอกจากจะลดการใช้เชื้อพลิงแล้ว ระบบนี้ยังช่วยลดการปล่อยมลพิษได้อีกด้วย พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Electro Hydraulic Servo Valve แปรผันน้ำหนักไปตามความเร็ว ระบบรองรับ ด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท สปริง โช้คอัพ เหล็กกันโครงกับปีกนกอัลลอย ด้านหลังเป็นแบบมัลติลิ้งค์ สปริง โช้คอัพ เหล็กกันโคลง ระบบส่งกำลัง ZF 8 สปีด พร้อมโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ

ติดตามบทความทดสอบ BMW Series-3 320d Sport ได้ในตอนต่อไป.


BMW 320d Sport F30 Specifications
Engine manufacturer..........................BMW
Engine code........................................Diesel l4
Number of cylindersStraight ........ 4Capacity2 litre 1995 cc(121.742 cu in)
Bore × Stroke.....................................84 × 90 mm 3.31 × 3.54 in
Bore/stroke ratio.................................0.93
Valve gear
..........................................DOHC 4 valves per cylinder16 Total valves
max power.........................................184 PS (181 bhp) (135 kW) at 4000 rpm
Specific output....................................90.7 bhp/litre 1.49 bhp/cu in
max torque
.........................................380 Nm (280 ft·lb) (38.8 kgm) at 1750-2750 rpm
Specific torque....................................190.48 Nm/litre
Engine construction.............................na
sump...................................................Wet sumped
compression ratio...............................16.5:1
Fuel system.........................................common rail direct diesel injection turbocharger with variable intake geometry
brake mean effective pressure............2393.6 kPa (347.2 psi)
Maximum RPM...................................na
0-100km/h...........................................7.6
Topspeed.............................................230 km/h
Fuel consumption...............................5.8/3.8/4.5 l/100km urban/extra-urban/combined
Carbon dioxide emissions..................119 g/km
Carfolio Calculated CO2....................121.50 g/km

Number of crankshaft bearings
Engine coolant....................................Water
Cylinder volume.................................498.75
Aspiration...........................................Turbo
Engine positionfront
longitudinalDrive wheels...................Rear Wheel Drive
Steering..............................................Rack & Pinion Electro Hydraulic Servo Valve
Turning circle
Front suspension................................Macpherson strut
Rear suspension.................................Multi link
Wheel size front .............................8.0J x 17
Wheel size rear ...............................8.0J x 17
Tyres front ......................................225/50/ R 17 Bridgestone Potenza S001 Runflat
Tyres rear.........................................225/50/ R 17 Bridgestone Potenza S001 Runflat
Brakes ............................................Single-piston swing-calliper disc brakes / vented
Rear brake.......................................Single-piston swing-calliper disc brakes / vented
Gearbox ..........................................ZF 8 speed Auto/manual
Wheelbase......................................2,810 mm
Front track......................................1,543 mm
Rear track.......................................1,583 mm
Length...........................................4,624 mm
Width..............................................1,811 mm
Height.............................................1,429 mm
Ground clearance............................140 mm
Kerb weight....................................1,495 kg
Fuel tank capacity...........................57 litres

 

 


Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

โหวตข่าวนี้