เมื่อไม่นานนี้ มีโอกาสได้เปิดหูเปิดตา ไปเห็นอะไรใหม่ๆ ต่างบ้านต่างเมืองที่เซินเจิ้น ประเทศจีน เมืองเศรษฐกิจอีกแห่งที่ได้ชื่อว่าเป็นมหานครของก๊อบปี้แบรนด์เนม ก่อนอื่นหากใครที่คิดว่าจะไปเซินเจิ้น สิิ่งแรกที่ต้องรู้ก็คือเรื่องวัฒนธรรมของที่นี่เสียก่อน เพราะถึงแม้ว่าประเทศจีนจะเหมือนเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันก็จริง แต่วัฒนธรรมก็ไม่ได้เหมือนกับประเทศไทยทุกเรื่อง

*พลังเอนไซม์พี่ขาก (ถ่มน้ำลาย) ริมบาทวิถี*
วัยรุ่นที่ย่านถนนคนเดินของเมืองเซินเจิ้น กิตติศัพท์ยามสนทนาที่มีเอกลักษณ์เรื่องของความดังที่เกิน 80 เดซิเบลของชาวจีนนั้น ก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว แต่อีกสิ่งหนึ่งที่จะเห็นบ่อยมากเวลาที่เดินริมฟุตปาทก็คือพลังลมปราณของบรรดาพี่ขาก และน้องถุย ที่รวบรวมขับน้ำลายออกมา ซึ่งสามารถพุ่งกระฉูดได้ไกลเป็นเมตร เกาะตามพื้นฟุตปาทเป็นหย่อมๆ เวลาเดินจึงต้องคอยระวังกันให้ดี อย่าพลาดเชียวล่ะ

วัยรุ่นที่ย่านถนนคนเดินของเมืองเซินเจิ้น
* เมนูประทับจิต กระชากความหิว *
อาจเป็นความโชคร้ายของตัวเองก็ได้ ที่ดันเจออาหารไม่ถูกปากเหมือนเวลาอยู่ที่เมืองไทยมากนัก ซึ่งแน่นอนว่าหากไปประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหนก็ตาม เรื่องของอาหารการกินที่ชาวจีนนิยมนั้นเรียกว่ากินแทบทุกอย่างที่ไม่คิดว่าจะกิน อย่างเช่นเนื้อสุนัข สัตว์แสนรู้ที่คนไทยเห็นเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์มากกว่าอาหารจานโปรด

ซึ่งถ้าใครที่แอนตี้ไม่กินเนื้อสุนัข ก็คงต้องถามกันให้ดีๆ ว่าอาหารที่อยู่ตรงหน้ามันคือเนื้ออะไรกันแน่ ส่วนเมนูอื่นๆ ที่ไม่ใช่เนื้อสุนัข ส่วนใหญ่จะมีรสชาติจืดและมัน ซึ่งที่ประทับใจสุดๆ เห็นทีจะเป็นเมนูข้าวผัดแสนธรรมดา เพราะดันจินตนาการไปว่าหน้าตาและรสชาติน่าจะเหมือนกับข้าวผัดตามงานเลี้ยงโต๊ะจีนบ้านเรา

ข้าวผัดจริงๆ ไม่ใช่ของปลอม
แต่ที่ไหนได้ ที่นี่สั่งข้าวผัดก็คือข้าวผัดจริงๆ เพราะมีแต่ข้าวล้วนๆ โชคดีนิดหน่อยที่ยังมีน้ำใจใส่ไข่มาบ้าง ส่วนเรื่องรสชาติไม่ต้องพูดถึง เพราะมันไม่มี แต่ยอมรับเลยว่ากลิ่นนั้นหอม และชวนให้เอาเข้าปากมาก เพราะของจีนเขาจะใส่น้ำมันงา และพริกไทยไปด้วย และถ้าใครจะฝากความหวังกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็คงต้องคิดหนัก เพราะไหนจะต้องดูให้ดีๆ ว่าเป็นรสหมาหรือไม่ ก็ยังต้องถามคนที่เคยกินให้ดีๆ ว่ารสไหนอร่อย เพราะเท่าที่ลองมาทั้งต้มยำ ต้มจืด ไม่เวิร์กสักอย่าง

รสชาติไหนก็สู้ของไทยไม่ได้

อีก 1 มื้อกับอาหารชุดในร้านฟาสต์ฟู้ด รสชาติเหมือนกินหมูพะโล้ผัดแห้งกับผัดผักน้ำมัน
* ตำนานห้องน้ำ มหาภัย *
ขึ้นชื่อลือชามายาวนาน กับเรื่องห้องน้ำที่จีน แต่ก็ไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเอง กระทั่งได้ไปถึง ตอนแรกในใจก็คิดว่ายุคนี้แล้ว อะไรๆ ก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง แต่ในที่สุดก็ได้สัมผัสกับประสบการณ์ตำนานห้องน้ำที่จีนจนได้ ทั้งที่ห้องน้ำสาธารณะ และในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด เรื่องนี้ขอไม่มีรูปมาให้ดูดีกว่า เพราะถ่ายไม่ไหวจริงๆ มันสยองเกิน

ร้านฟาสต์ฟู้ดที่เกิดเหตุ
* เรื่องของขนมปังเบคอนชีส*
เจออย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะไม่คิดว่าในโรงแรมที่พัก ซึ่งดูแล้วก็น่าจะระดับ 5 ดาวของที่เซินเจิ้น จะทำกันได้ลงคอ หลังจากการเดินทางอันเหน็ดเหนื่อย และหิวโหยมาก กว่าจะถึงโรงแรม เหลือบไปเห็นตู้ขายเบเกอรี่ ที่ดูแล้วท่าทางรสชาติน่าจะโอเค อีกทั้งราคาก็ไม่แพงอะไร จึงตัดสินใจบอกพนักงานซื้อขนมปัง 1 ชิ้น ที่มีป้ายเขียนว่า 'Bacon Cheese' ในราคา 7 หยวน (ประมาณ 35 บาท) แต่ท้ายที่สุดก็ต้องผิดหวังปนโมโหหิวอีกครั้ง เพราะกัดขนมปังไปคำแรก ไม่มีชีสและเบคอนแม้แต่เศษ งานนี้โดนหลอกไปอีก เพราะพนักงานบอกว่าเป็นแค่กลิ่นของเบคอนกับชีสเฉยๆ

ขนมปังเบคอนชีส?
*มหานครแบรนด์เนม ก๊อบปี้แท้ 100%*
ส่วนใหญ่คนที่มาเที่ยวเซินเจิ้น หลักๆ ก็คือมาช็อปปิ้งสินค้าต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่สินค้าแฟชั่นยันสินค้าไอที แต่ที่ขึ้นชื่อสุดๆ ก็คงเป็นพวกสินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง ที่บรรจงทำเลียนแบบให้แนบเนียนตามเกรดและราคา


มาเป็นแคตตาล็อกให้เลือกกันเลย
ใครที่อยากได้ของแบรนด์เนมแต่กระเป๋าไม่หนักพอที่จะซื้อของแท้ เลยหันมาซื้อของก๊อบปี้แท้ๆ กันแทน ซึ่งย่านของก๊อบปี้ชื่อดังที่คนนิยมไปนั้นจะมีอยู่สองแห่ง คือ ห้างหลอหวู่ และห้างตงเหมิน ใครมาช็อปปิ้งที่นี่ไม่ต้องผิดหวังเพราะมีให้เลือกเพียบหลายแบบหลายแบรนด์ แถมแม่ค้ายังพูดภาษาไทยได้ด้วย

ห้างตงเหมิน

เนียนหรือเปล่า ดูไม่ออกเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ ของก๊อบปี้ 100%

กระเป๋าลองชอม ได้ยินแม่ค้าตะโกนลดราคาให้กับลูกค้าที่เดินออกจากร้านว่า " 4 ใบ 100 หยวน เอาไหมๆ"
*รู้ไว้ก่อนออกเดินทาง*
1. แผ่นผ้าเปียกสำหรับเช็ดทำความสะอาดแบบพกพา ควรเตรียมไปอย่างยิ่งเพราะเราคาดเดาไม่ได้เลยว่าจะต้องทำธุระส่วนตัวตอนไหน และจะมีห้องน้ำที่สะอาดพอให้ใช้หรือเปล่า
2. สำหรับคนที่ไม่คุ้นลิ้นกับการทานอาหารรสจืด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสที่ชอบทาน ควรพกติดไปด้วย เพราะไม่เช่นนั้นทริปนี้คงไม่มีความสุขแน่ๆ
3. รองเท้าผ้าใบเป็นอีก 1 อย่างที่ควรใส่เวลาไปจีน เพราะถ้าคุณเป็นคนชอบเดินเที่ยวตามริมฟุตปาท มันจะช่วยได้มากเวลาที่คุณดันไม่ทันระวังไปเหยียบน้ำลายที่พวกเขาพ่นสาดอยู่ทั่วพื้น
4. เรียนรู้ภาษาจีนไปบ้าง หรือควรมีไกด์นำทางไปด้วย เพราะคุณจะไม่รู้เลยว่า อาหารที่คุณกินเข้าไปมันทำมาจากอะไร หรือเป็นเนื้ออะไรกันแน่ เพราะที่นี่เขาอินสุดๆ กับการทานเนื้อสุนัข ใครไม่อยากลิ้มลองก็ต้องดูให้ดีๆ ด้วย
5. การไปเดินที่ห้างหลอหวู่ และตงเหมิน ถ้าคิดว่าไปแล้วไม่ได้ซื้ออะไรก็แล้วไป แต่ถ้าคิดจะซื้อ ก็อย่าเพิ่งรีบร้อน เพราะเมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว จะมีคนคอยเดินตามเอาแคตตาล็อกมาให้ดูตลอด เดินไปไหน ตามไปด้วยตลอด ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงปฏิเสธที่จะไม่ดูไปเลย
นอกจากนี้เวลาต่อของ ควรต่อให้ต่ำกว่า 50% ของราคาที่ร้านตั้ง ถ้าคนขายไม่ให้ ก็เดินออกจากร้านไปเลย ไม่ต้องลังเล เพราะไม่นานเขาก็จะรีบลดแหลกให้ทันที ดังนั้นจำไว้ว่ามาซื้อของที่นี่ อย่าใจร้อน คิดว่าของถูกแล้ว หรือหน้าบางไม่กล้าต่อ ไม่งั้นโดนหลอกเสียเงินซื้อของราคาแพงเปล่าๆ ทั้งๆ ที่เป็นของก๊อบปี้ 100%
จบทริปนี้กลับมาเมืองไทยอย่างสวัสดิภาพ ถึงแม้ว่าการไปจีนครั้งแรกอาจเจอเรื่องเซอร์ไพรส์มากไปหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นอีก 1 ประสบการณ์ที่ทำให้ได้ข้อคิดอย่างหนึ่งว่า ไม่มีที่ไหนที่น่าอยู่เท่าที่ 'บ้าน' อีกแล้ว
Twitter : sriploi_social




















