advertisement

โลกหมุนรอบตัวงู.....”อย่านะ! …. (เดี๋ยวเชื่อ!)”

โดย น้าเน็ก 23 มิ.ย. 2555 05:30

ย้อนกลับไปสมัยเด็กคำพูดติดปากที่แม่ชอบเอ่ยขึ้นเสมอขณะนั่งดูทีวี แล้วถึงช่วงคั่นรายการ… “โฆษณา เชื่อได้ครึ่งเดียวนะลูก!” … ได้ยินบ่อยมากจนเกือบเป็นคติประจำตัว นัยยะสำคัญหมายถึงถ้าเห็นโฆษณานมกล่อง ให้เข้าใจตามนั้นว่ามันเป็นนมกล่อง โฆษณาแชมพู จงรู้ว่ามันคือแชมพู หรือแม้แต่โรลออนก็แค่โรลออน…จบ ส่วนอภินิหารเหนือจริงทั้งหลาย เป็นเพียงองค์ประกอบที่ช่วยเสริมให้เอกลักษณ์ในตัวสินค้าดูเด่นกว่าเดิม เท่านั้น

ลูกชายพยักหน้ารับรู้ง่ายๆ ทั้งที่ไม่ค่อยเข้าใจ ถึงยังงั้นตอนอยู่โรงเรียน ยังพยายามเก็บตกไปสาธยายต่อให้เพื่อนร่วมห้องฟัง อวดอารามภูมิใจนักหนาว่าแม่สอนมา … ไม่คิดเลยว่า อีกหลายสิบปีให้หลัง ประโยคสั้นๆ นี่ จะเป็นจริงและสามารถดัดแปลงใช้ได้กับอีกหลายสถานการณ์ในชีวิต … เมื่อปัจจุบัน สิ่งที่พร้อมจะโน้มน้าว ชักจูง หรือถึงขั้นล้างสมอง ไม่ได้มีแต่ในโฆษณา กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงต่อการคล้อยตาม ขยายวงจากเด็กสู่ผู้ใหญ่ และภูมิคุ้มกันที่มีชื่อว่า “วิจารณญาณ” ของเราทั้งหลาย ยังอ่อนลงจนน่าวิตก …. นานาประการรวมกันแล้วสรุปผลว่า สังคมที่แสนบอบบางของกูมัน … วิกฤติถึงเพียงนี้เชียวรึ?!?!?

“อย่านะ … อย่าพูดนานกว่านี้นะ เดี๋ยวเชื่อ!”

ความคิดนี้จึงเกิดขึ้นบ่อยๆ คล้ายคาถาเตือนสติ ไว้เรียกความหนักแน่นให้จิตใจตัวเอง ก่อนเผลอตัวเคลิ้มไปกับสภาพแวดล้อมที่คอยสะกดจิตใส่ว่า “เชื่อ! เชื่อ! จงเชื่อเดี๋ยวนี้!!”

คำถามต่อมา … แล้วไอ้สภาพแวดล้อมเจ้าปัญหาที่เราไม่รู้วิธีรับมือพอๆ กับที่ไม่รู้ว่ามันเป็นปัญหา ได้แก่อะไรบ้าง คำตอบคือ … ทุกอย่าง!

โฆษณา

สองสามปีก่อน มีโฆษณาน้ำปลายี่ห้อนึงที่ชอบเป็นพิเศษ…อินโทรด้วยซีนของพนักงาน ขับรถส่งน้ำปลาสองคน ขับผ่านมาเจออะไรบางอย่าง ดำๆ ยาวๆ นอนขวางกลางถนน พอจอดรถดู ก็ถูกผู้ร้ายปริศนายำเละนอนก่ายเกยหมดสภาพ และฉากสุดท้ายคือรถบรรทุกคันเดิม ไถลตกเหวจมทะเล ระเบิดบึ้ม ควันโขมง ล้อกระจาย … เซอร์ไพรส์ยิ่งขึ้นเมื่อผู้ร้ายที่ว่า เป็นเพียงแมวน้ำสองตัว ขึ้นบกมาดักรอซัดครีบซัดหางใส่มนุษย์จนอ่วม เพราะโมโหที่เอาปลามาทำน้ำปลาจนหมดทะเล เดือดร้อนประชากรแมวน้ำไม่มีปลาจะกิน!

หลังดูครั้งแรกจบ ถามตัวเองแบบมึนระดับเบื้องต้น … เมื่อกี๊โฆษณาน้ำปลาจริงเหรอวะ?

ตั้งสติวิเคราะห์ต่ออีกหน่อย พระเจ้า! … จะขายน้ำปลาขวดเดียว พี่คิดได้ยังไง!

แค่เพื่อนำเสนอใจความหลักว่า น้ำปลาของเรา คุณภาพคับขวดกว่ายี่ห้ออื่น ควรค่าแก่การซื้อไว้ในครัวเรือนมากนะ เพราะใช้ปลาถึง 75 % … ลงทุนดึงอัตลักษณ์ของแมวน้ำมาใช้ แถมเซตพล็อตออกมาได้ขนาดนี้เลย?!?  

ประสบความสำเร็จด้านการตลาดแค่ไหนไม่รู้ แต่คนดูจำโฆษณาคุณได้ชัวร์!

แถม มีฟีดแบคที่คิดอยู่ว่าจะปลื้มหรือเสียใจแทนครีเอทีฟดี… ประโยคสุดจี๊ดนี้เคยได้ยินกับหู … “แม่ขา อย่าซื้อน้ำปลายี่ห้อนี้นะคะ เดี๋ยวแมวน้ำมาพังบ้านเรา”  ……..(เวรกรรม)

นั่นเป็นตัวอย่างเล็กๆ สำหรับอิทธิพลของโฆษณา ใครจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ก็อันตรายน่าดู หากเกิดบ้าจี้คล้อยตามขึ้นมาอย่างสุดตัว …. ซึ่งอันที่จริง มันก็ไม่ผิดจุดประสงค์เท่าไหร่ เพราะรากศัพท์ของคำว่าโฆษณา ในภาษาลาตินคือ “Advertere” หมายถึง การหันเหจิตใจอยู่แล้ว ในเมื่อต้องการสื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รู้ถึงคุณสมบัติของสินค้าและบริการ แต่ไม่สามารถไปนั่งจับมือ สบตา อธิบายตัวต่อตัวได้ โฆษณาจึงเป็นทางเดียว แค่ยึดโจทย์เอกว่าต้องจำง่ายและเห็นภาพ ส่วนโจทย์รอง … สุดแท้แต่ใครจะรังสรรค์ … ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของผู้บริโภค แยกแยะเอาเองว่าอันไหนเขาอุปมาอุปมัยให้ดู ส่วนอันไหนเป็นเรื่องจริง

สื่อโซเชียล

มนุษย์ส่วนใหญ่มีนิสัยรักการตีความ แม้สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องตีความ ก็ยังอุตส่าห์ตีความว่าเรื่องนี้ไม่ต้องตีความ จัดเป็นจุดอ่อนขั้นเรดโซน หลายครั้งปัญหามางานงอก เพราะเราทะลึ่งจัดสรรสมดุลของการตีความให้ “ผิดที่ผิดทาง”

โซเชียลเน็ตเวิร์ค คือสังคมอีกกลุ่มที่ผู้ใช้สมควรแบ่งส่วนผสมระหว่างตีความและปล่อยผ่านใน ระดับเท่ากันให้ดีๆ เทคโนโลยีล้ำโลกจะได้มีคุณค่า ไม่กลายเป็นตัวบ่อนทำลายความสัมพันธ์ของมนุษย์ในชีวิตจริง (อย่างปัจจุบัน) … ความเชื่อของเราถูกเบี่ยงเบนให้ออกนอกลู่นอกทางได้ง่ายมาก หากจมอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ … บางเรื่องเมื่ออ่านแล้วพึงจบลงแค่นั้น อย่าเป็นลูกอีช่างตีความเกินเหตุ ข่าวเดิมแต่อ่านจากสำนักเดียวไม่พอ ต้องคอยเช็คกระแสว่าคนอื่นคอมเม้นกันยังไง ไปแนวทางไหน ใครวงในกว่ากัน

อ่านไปเถอะ …. เดิมทีไม่อิน ไม่สน ไม่เชื่อ ให้แค่ครึ่งชั่วโมงครับ รับรองโดนล้างสมองหมด
ทางที่ดี … เสพสื่อเพียงเพื่อรู้ว่าตอนนี้สังคมโลกเค้ามีเหตุการณ์อะไรบ้าง อินเทรนด์ประมาณหนึ่ง เห็นข่าวดาราแต่งงานกัน ชาวบ้านอย่างเราฟังแล้วก็ … อ่อ แต่งกันเรียบร้อยสินะ จบ! ไม่จำเป็นเลยที่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์ต่อ (เจาะลึกถึงขั้นด่าทอ) ว่าเขามีสิทธิ์ลอดกระบี่จริงหรือแค่อยากเท่ แต่งด้วยรักหรือโปรโมตเรียกงาน การใส่ใจกับกระแสที่ถูกจุดขึ้นจากมโนส่วนตัว ของผู้ซึ่งไม่เคยรู้สี่รู้แปดใดๆ แค่คนสองคน … ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง

เช่น เดียวกัน การไม่ตีความก็สร้างปัญหา พอบวกรวมกับนิสัยชอบแชร์ เจออะไรเป็นแชร์ ถูกใจอะไรก็แชร์ สองกำลังแพคคู่ จบเห่พอดี … เพื่อไม่ให้ชีวิตยุ่งยาก กรุณาอย่าแชร์ส่งเดชส่งกา หากมันไม่จำเป็น หรือมีแหล่งข่าวคือ “เขาว่ากันว่า” // “มีคนบอกว่า” ยิ่งไม่ควร … เพราะสิ่งที่แชร์ ไม่ได้แปลว่าถูกต้อง! ยังมีคนที่พร้อมรับสื่อแต่ไม่พร้อมจะวิเคราะห์อีกบานทุ่ง อาจก่อความวินาศในวงกว้างได้ไม่รู้เนื้อรู้ตัว …

หลายเดือนก่อน มีคนแชร์ข้อความระวังภัยแผ่นดินไหวส่งถึงผมมากมาย รอบแรกบอกโซนภาคใต้ของไทย 4 ริกเตอร์ ตกใจนิดหน่อย แต่พอรู้อยู่บ้างว่าเกิดจริง โอเค ฟังไว้ไม่เสียหาย เผื่อเป็นข้อมูล ….

ผ่านไปซักพักมาอีก... 7 ริกเตอร์ ตรงนี้ชักเริ่มเครียด …

พอหนักเข้าข่าวจากหลืบไหนไม่รู้บอก 9 ริกเตอร์ และช็อคสุดคือภูเก็ตจะจมภายในเดือนนั้น!
ชิบ หายละ! … จม – ทั้ง – เกาะ! … เกาะใหญ่ๆ ทั้งเกาะเนี่ยนะ แล้วอีเวนท์กูล่ะ รับค่าตัวมาแล้วด้วย เล่นจมหนีดื้อๆ แบบนี้ ไม่ได้การ ยิ่งคิดตามยิ่งฟุ้งซ่าน เดือดร้อนต้องตั้งสติ หาแหล่งข่าวยืนยันให้วุ่นวาย

ปัญหาแปดแสนบานปลาย สุดท้ายก็ไม่จม … ดีนะที่ไม่เผลอเชื่อ

คนรอบข้าง

แรงโน้มน้าวจิตใจจากบุคคลรอบข้างมีหลายแบบ ตามแต่สถานะทางสังคมของเรา เช่นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท คนข้างบ้าน หรือแค่คนรู้จัก ส่วนใหญ่มาในลักษณะความหวังดีทั้งสิ้น ปรารถนาดีใส่จนเกรงใจไม่กล้าแย้ง … ทั้งชักจูงเพราะอยากให้ตาสว่าง อยากให้เห็นทางสงบ อยากให้มีหลักประกันในชีวิต อยากให้มีของถูกคุณภาพดีใช้ อยากให้มีศิริมงคล ฯลฯ       
เรื่องไหนมีน้ำหนักและเหตุผลน่าเชื่อถือก็พิจารณาเอา ถ้าชักเห็นแววไม่ชอบมาพากลเมื่อไหร่ ขยับตัวออกห่างซักหน่อยช่วยให้ปลอดภัยขึ้น … ตรรกะที่อาจดูเหมือนตั้งอยู่บนสมมติฐานการมองโลกในแง่ร้ายเกินเหตุ หากเป็นจริงเสมอคือ “ถ้าดีจริง มันไม่มาแนะนำเราหรอก!” ฉะนั้นอย่าเชื่อใครมากกว่าเชื่อตัวเอง

การ์ตูน ละคร หนัง

ช่วง ที่ซีรีย์ญี่ปุ่นเรื่องโอชินเข้าฉายในเมืองไทยใหม่ๆ กระแสวัฒนธรรมญี่ปุ่นยิ่งหลั่งไหลมาสู่ครัวเรือน หนึ่งในนั้นมีเด็กชายหน้าตี๋คนหนึ่ง วัยกำลังพูดไม่ค่อยรู้ภาษา (แต่พอดูทีวีรู้เรื่อง) ร่ำร้องว่าอยากกินข้าวหุงใส่หัวไชเท้าแบบที่บ้านโอชินกิน จะนั่งกับพื้นปูสื่อทาทามิ จะเอาโต๊ะเตี้ย จะใช้ตะเกียบ เรียกว่าซึมซับรายละเอียดทุกด้านจากละครมาครบถ้วน ไม่มีตกหล่น ถ้าเจ้าของบทละครอย่างฮาชิดะ ซุงาโกะได้รู้เข้าคงน้ำตาไหล … งอแงและดีดดิ้น ไม่ฟังเสียงเตือนจากแม่ ว่าจริงๆ มันไม่อร่อยอย่างที่คิดนะลูก … น่าเสียดายที่โชคดันไม่เข้าข้างแม่ เมื่อพ่อบังเอิญเดินผ่านมาได้ยิน ดันช่วยเสริมอีกราย …“ก็ดีนะ อย่าลืมใส่เผือกกับถั่วแดงด้วย!” …

ผลคือ เช้ารุ่งขึ้น บนโต๊ะอาหาร ในชามข้าวของทุกคน มีชิ้นเผือก ชิ้นหัวไชเท้าสุมกันอยู่จนมองแทบไม่เห็นข้าว แถมถั่วแดงเม็ดเป้งแสนระคายคอเวลากิน …. ไอ้เด็กเปรตคนเดิมก็นั่งมองชามข้าวตัวเองเหมือนเห็นสัตว์ประหลาด … ทำตัวไม่ถูก โดยมีแม่สังเกตอาการอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ พร้อมสีหน้าที่ดูแล้วแปลความได้ทันทีว่า “ชั้นบอกแกแล้วไง!”

มารู้เอาตอน โตว่าไอ้ข้าวหุงหัวไชเท้าบวกสารพัดถั่ว แม่งแพงกว่าข้าวปกติอีก … จำไม่ค่อยได้ว่าสรุปวันนั้นเราเอาไงต่อ แต่ที่แน่ๆ คือมันเป็นข้าวอุตริหม้อแรกและหม้อสุดท้ายของบ้านเรา

ในเวลาต่อมา …. (ยัง! กูยังไม่เข็ด!!!)

เด็ก ชายคนเดิมเลิกเห่อโอชิน หันมาบ้าการ์ตูนญี่ปุ่นแทน … และอีหรอบเดิม มันจะกินข้าวราดไข่!.... (ข้าวราดไข่ดิบ เหยาะโชยุแบบที่คนญี่ปุ่นเรียกทามาโกะคาเคโกฮัง) … ลำพังดูแล้วอิน อยากแปลงร่างตามยังไม่สาแก่ใจ อุตส่ามีหน้าอยากเลียนแบบเรื่องปากท้องให้ชวนเสียของอีก … แม่ผู้ซึ่งมีประสบการณ์จากเคสก่อน ว่าคงป่วยการถ้าคิดจะอธิบายให้เด็กฟัง สู้ทำให้เห็นกับตาเลยดีกว่า …

มื้อเที่ยงวันนั้นเอง ข้าวหนึ่งชาม ไข่อีกฟอง แม็กกี้อีกขวด ตอกเสร็จก็ราดให้ดูต่อหน้า … รูปพรรณสัณฐานสวยมาก เหมือนในการ์ตูนเป๊ะ น่ากินที่สุด แต่ปัญหาเกิดตอนตักใส่ปาก … เด็กชาย ณ เวลานั้นไม่สามารถอธิบายได้ว่ารสชาติเหมือนอะไร แต่ตอนนี้ระบุชัดเจนเลยว่าเหมือนอ้วกหมา …

อารามเสียดายจัด แม่เอาข้าวราดไข่ไปนึ่ง (ก็ยังกินไม่ลง) … โยนลงกะทะ แปลรูปเป็นข้าวผัด ลูกก็ยังทำหน้าตูบใส่ กระทั่งสุดท้าย … ดับอนาถในกระบะข้าวหมา!

มาย้อน วิเคราะห์เอาทีหลังตอนโตว่า ความผิดพลาดครั้งนั้น คงเกิดจากสามสาเหตุ หนึ่ง… กูไม่ได้เกิดเป็นญี่ปุ่น สอง… ไข่ไม่เหมือนของญี่ปุ่น และสาม … ดูการ์ตูนแล้วเสือกไม่แยกแยะ (จริงๆ น่าจะเหตุผลสุดท้ายมากกว่า)

ขณะที่ลูกนั่งยองๆ มองหมากินอดีตข้าวราดไข่ในกระบะ แม่ก็เอ่ยเสียงเรียบ

“แม่บอกแล้ว ว่าอย่าดูมาก … เดี๋ยวเชื่อ!”

…. มีวิจารณญาณในทุกขณะของชีวิตกันไว้มากๆ นะครับ …


น้าเน็ก

 

โหวตข่าวนี้