advertisement

เทคนิคแก้ฝ้า…เอาหน้ารอดขั้นเทพ

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 23 มิ.ย. 2555 05:30

ปัญหา“ฝ้า” และรอยกระดำกระด่างบนใบหน้า เป็นสุดยอดปัญหาโลกแตก ที่รักษาให้หายขาดได้ยาก บ่อยครั้งที่อุตส่าห์ประคบประหงมรักษาฝ้าจนจางหาย   แต่พอเจอแดดเปรี้ยงแค่แป๊บเดียว ใบหน้าก็กลับมาดำหมองคล้ำ

ฝันร้ายจากรอยฝ้าจะไม่กลับมาหลอกหลอนอีก โดย “ดร.ฐานิสร ธรรมลิขิตกุล”  แนะนำว่าผู้หญิงเราควรจะหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสีผิว ทันทีที่รู้สึกว่าสีผิวไม่สม่ำเสมอ  หน้าเหมือนมีรอยสีเทาหรือน้ำตาลบริเวณโหนกแก้ม ต้องรีบปรึกษาแพทย์ เพราะฝ้าก็เหมือนกับโรคอื่นๆ ถ้าได้รับการรักษาเนิ่นๆ ก็จะแก้ไขง่ายไม่ยุ่งยาก อาจใช้แค่ยาทาแก้ฝ้าก็เพียงพอ  เพื่อช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งมีหลายชนิดให้เลือก ได้แก่ กรดโคจิก อาร์บูติน ถั่วเหลือง ไนอะซินาไมด์ สารสกัดจากเปลือกสน สารสกัดชะเอมเทศ วิตามินเอ และสารไฮโดรควิโนน ซึ่งชนิดหลังนี้ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่ง คนไข้ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง  เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการระคายเคือง และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

สำหรับกรณีคนที่เป็นฝ้าลึก ฝังแน่นติดหนึบ เพราะเม็ดสีส่วนเกินฝังลึกอยู่ใต้ผิวหนัง การใช้ยาทาฝ้าอย่างเดียวอาจไม่ได้ผล ต้องใช้วิธีรักษาอื่นๆร่วมด้วยช่วยกัน รวมถึงการผลัดลอกรอยดำบนผิวชั้นบนๆออก จากนั้นอาจใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยลดเม็ดสีที่สะสมอยู่ในชั้นผิวลึกลงไป ทำให้เม็ดสีเมลานินใต้ผิวแตกตัวออก และย่อยสลายหมดไปตามธรรมชาติ ก็จะช่วยให้รอยดำจางลงได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับผิวชั้นบน และไม่ต้องหลบแดด

คุณหมอบอกเล่าถึงความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ที่พัฒนาไปไกลว่า ในส่วนของยาทาฝ้าหรือครีมลดเลือนรอยดำ เมื่อปีที่ผ่านมามีครีมทาฝ้าออกมาใหม่ เป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติย่อยสลายโมเลกุลสีน้ำตาลได้ โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่าพืชที่มีสีน้ำตาล และถูกเอนไซม์ชนิดนี้ย่อยสลายจะกลายเป็นสีขาว ล่าสุด วงการแพทย์โลกได้นำสารสกัดเอนไซม์ธรรมชาติดังกล่าวมาเป็นส่วนผสมในครีมทาฝ้า กลายเป็นทางเลือกใหม่ของการรักษาฝ้าอย่างเปี่ยมประสิทธิผล และช่วยลดความจำเป็นในการใช้ยาที่มีส่วนผสมของสารไฮโดรควิโนน  เพราะจะออกฤทธิ์กระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินแตกตัวและย่อยสลายไปเอง

นอกจากนี้ สารแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น วิตามินซีและวิตามินอี ก็ยังช่วยเสริมผลการรักษาฝ้าให้ดียิ่งขึ้น โดยคุณหมอชี้ว่า อาหารเสริมที่สกัดจากพืช ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยต้านปฏิกิริยาของรังสียูวี และช่วยกระตุ้นการซ่อมแซม DNA ของผิวหนังจากการถูกทำลายโดยรังสียูวี  อาจนำมาใช้ควบคู่ไปกับการใช้ยาทาฝ้า เพื่อให้ผลที่ดีในการรักษา อย่างไรก็ตาม การรักษารอยดำฝ้าก็ต้องทำควบคู่ไปกับการป้องกันการเกิดฝ้าใหม่ด้วย โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ โดยเฉพาะแสงแดดจัด ในช่วงเวลา 9 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement