advertisement

เรื่องเล่าหลังสงคราม กำแพง ชีวิต และกรุงเบอร์ลิน

โดย โอ๋ หทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ 22 เม.ย. 2555 05:30

เรื่องเล่าจากเพื่อนที่รู้จักกันที่กรุงเบอร์ลิน กับความทรงจำในอดีตของชีวิตหลังกำแพงเบอร์ลินฝั่งตะวันออกของ 'หลุยเซ่' ที่มองว่าชีวิตหลังเสรีภาพมีเพียงแค่ในความฝัน และความสุขในตอนนั้นกับกางเกงยีนส์ รวมทั้งเหตุผลลึกๆ ในใจของเขาว่าทำไม ถึงไม่มีเฟซบุ๊ก...

“Luise หลุยเซ่” แขกคนปัจจุบันที่มาพักบ้านดิฉันช่วงร้อนระบมของคนไทย เรารู้จักกันตอนที่ดิฉันได้ไปเล่นคอนเสิร์ตกับวง Futon เมื่อ 5 ปีก่อน ที่เมืองหลวงของประเทศเยอรมนี “กรุงเบอร์ลิน”

เมื่อคืนเรานั่งดื่มน้ำผึ้งมะนาวเย็นจัด เพื่อหวังจะลดอุณหภูมิรอบตัวลงได้บ้าง แล้วบทสนทนาก็เริ่มต้นขึ้น


“ชั้นเกิดและโตที่เมืองเบอร์ลินฝั่งตะวันออก ช่วงที่ยังมีกำแพงกั้นระหว่างความฝันและเสรีภาพออกจากตัวชั้นและครอบครัว”

หลุยเซ่จิบน้ำมะนาว แล้วนึกย้อนกลับไปตอนประถม

“ชั้นมีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ เพราะบ้านเราและทุกคนในครอบครัวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อนๆ ที่โรงเรียน ไม่มีใครยอมคุยกับชั้นเลย เพราะทุกคนยึดมั่นในระบอบคอมมิวนิสต์ที่โซเวียดหยิบยื่นให้ โชคยังดี ที่ยังมีเด็กอีกสองคนในห้อง ที่ครอบครัวไม่เห็นด้วยกับระบอบนี้เช่นกัน เราก็เลยอยู่ด้วยกันตลอดเวลา”


ดิฉันถามว่า แล้วที่โรงเรียนสอนอะไรบ้าง คำตอบที่ได้

“พวกเด็กๆ โดนล้างสมองด้วยหนังสือทุกเล่ม และคุณครูทุกคน ว่าประชาธิปไตยคือความล่มสลาย อเมริกาเป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้าย”

เรื่องราวเยอรมนีช่วงปี ค.ศ. 1961-1989 ที่กำแพงเบอร์ลินทำหน้าที่แบ่งประเทศออกเป็นสองส่วน ส่วนตะวันตกที่ปกครองโดยประเทศเสรี อเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ออกจากส่วนตะวันออกโดยสหภาพโซเวียด กำแพงถูกก่อขึ้น ณ ใจกลางกรุงเบอร์ลิน

อดีตพร่างพรูจากความทรงจำวัยเด็กของหลุยเซ่

“ตอนที่ชั้นเกิดกำแพงก็อยู่ตรงนั้นของมันอยู่แล้ว แม่เคยเล่าให้ฟังว่า ตื่นเช้ามาวันหนึ่ง ถนนที่ใช้สัญจรอยู่ทุกวันก็มีรั้วลวดหนามมากั้นอย่างไร้คำเตือน ทุกคนได้แต่ตกตะลึงสับสนและไม่เข้าใจ ว่าเกิดอะไรขึ้น….หลังจากนั้น แม่ก็ไม่ได้เจอน้องชายอีกเลย…….

คุณย่าของชั้นเป็นนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ท่านไม่ยอมเข้ากับฝ่ายตะวันออกโดยเด็ดขาด เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้กันดี โดยเฉพาะรัฐบาล….

เมื่อตอนที่ท่านเป็นมะเร็ง ต้องเข้าไปผ่าตัดในโรงพยาบาล รัฐส่งคนจากหน่วย Stasi (ชตา-ซี่) มาที่โรงพยาบาลแล้วบอกกับท่านว่า ถ้าท่านไม่ทำงานให้หน่วย Stasi รัฐบาลจะยึดบ้านและปล่อยให้ท่านตายโดยไม่ยินยอมรักษา ท่านพูดแต่เพียงว่า ครอบครัวเราจะไม่มีใครทำงานให้ Stasi โดยเด็ดขาด….ท่านจากไปจริงๆ แต่เราก็ไม่ได้โดนยึดบ้านอย่างคำขู่”

ดิฉันนั่งฟังเรื่องด้วยความเศร้าอย่างจับจิต ด้วยเกิดมาในโลกแห่งเสรี ไม่แม้แต่จะมีความคิดของการถูกข่มเหงแบบไร้เหตุผล

เมื่อเห็นน้ำตาของดิฉัน หลุยเซ่ก็ตบไหล่ดิฉันเบาๆ แล้วหัวเราะน้อยๆ พร้อมพูดขึ้นมาว่า

“เอาน่าโอ๋….เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว....เออ...โอ๋รู้มั้ย ความสุขของชั้นตอนนั้นน่ะคืออะไร?” โดยไม่รอคำตอบ หลุยเซ่บอกว่า

“ชั้นมีความสุขมาก เพราะทุกปีจะมีของขวัญวันเกิดส่งมาให้จากฝั่งตะวันตก เช่น กางเกงยีนส์ที่ไม่เคยมีใครมี จากน้าชายผู้พลัดพราก…..เห็นมั้ยล่ะ ความยากลำบากและไร้โอกาส ทำให้เราได้เห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ และมีความสุขกับมันได้ง่ายดายกว่านัก”

ดิฉันถามว่า แล้วเธอรู้สึกยังไงตอนที่กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย คำถามนี้ ทำเอาเธอนิ่งไปสักครู่ ก่อนตอบว่า

“พวกเราดีใจเกินกว่าจะมีคำบรรยาย ในที่สุด เสรีภาพที่เฝ้ารอมาตลอดก็มาเยือนเราซักที แต่ในที่สุด เราก็ค้นพบว่า ความฝันก็คือความฝันอยู่วันยังค่ำ……              

หลังจากฝั่งตะวันตกเข้ามา สิ่งที่พวกเค้านำมาสู่ ไม่ใช่มิตรภาพ แต่กลับเป็นเสรีภาพแห่งการกอบโกย พวกเค้าหากำไรกับทุกซอกมุม เอารัดเอาเปรียบผู้คนที่ด้อยกว่าซึ่งความรู้…..ชั้นรู้สึกดีใจนะ ที่คุณย่าจากเราไปก่อนหน้าแล้ว….นี่แหละคือความเป็นจริง ”



หลุยเซ่เป็นคนมีบุคลิกจริงจัง และที่สำคัญ เธอเป็นคนจริงใจและมองเห็นคุณค่าของชีวิตโดยละเอียด

ปัจจุบัน เธอทำงานในองค์กรพัฒนาและช่วยเหลือเด็กขาดโอกาส ที่เมืองเบอร์ลิน ชีวิตเธออุทิศให้กับเด็กๆ ที่เกิดมาด้วยโชคไม่เข้าข้าง ไร้ญาติมิตรเร่ร่อน รวมไปถึงเด็กติดยา


บทสนทนาเรายังไม่จบ ดิฉันยังติดอยู่เรื่องหนึ่ง เลยถามเธอว่า หน่วย Stasi (ชตา-ซี่) คือ หน่วยอะไร

เธอบอกว่า เป็นหน่วยงานสอดแนมจากรัฐบาล มีไว้ล้วงความลับไม่ใช่กับศัตรู แต่กับประชาชนของตนเอง เหตุผลของหน่วยงานคือ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของรัฐบาลและประชาชน (หรือพูดง่ายๆ คือกลัวประชาชนจะตั้งกลุ่มเพื่อต่อต้านกับระบบรัฐนั่นเอง)

แล้วเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ในสถานที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง คนที่ทำงานให้หน่วยนี้ มีอยู่เกือบ 3 แสนคน มากกว่า 70% เป็นประชาชนบนถนน มีทั้งคนข้างบ้าน ร้านค้า คนเก็บขยะ ครู หรือแม้กระทั่งคนที่เราคิดว่าเป็นเพื่อนแท้

ไม่มีใครรู้ว่าใครทำงานให้กับ Stasi บ้าง แล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ภัยจะมาถึงตัว ดังนั้น เราจึงไม่สามารถไว้ใจใครได้อีกเลย…

ตอนที่กำแพงล่มสลาย หน่วยสอดแนมพยายามทำลายหลักฐานทั้งหมดที่พวกเค้าเก็บไว้นานกว่ายี่สิบปี แต่ด้วยจำนวนที่มากมายมหาศาล จึงทำลายไม่ทัน แฟ้มข้อมูลและเรื่องราวส่วนตัวรวมไปถึงการดักฟังโทรศัพท์ต่างๆ จึงยังถูกเก็บไว้อยู่ ดังนั้น ใครที่อยากเข้าไปอ่านเรื่องราวส่วนตัวของตนที่โดนสอดแนมไว้ก่อนหน้า ก็สามารถขอเข้าไปอ่านได้ แม่และพี่ชายของเธอเข้าไปอ่าน แต่หลุยเซ่ตัดสินใจที่จะโยนอดีตทิ้งไว้เบื้องหลัง

ก่อนนอน เธอเล่าให้ฟังเป็นเรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับหน่วย Stasi ให้ฟังว่าเมื่อปีก่อน มีรายการทีวียักษ์ใหญ่ของเยอรมนี ได้สัมภาษณ์อดีตพนักงานระดับสูงของหน่วย Stasi ถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับ Facebook (เป็นรายการที่ชอบถามคำถามเพี้ยนๆ แต่ว่าจริงจัง) แล้วคำตอบที่ได้รับจากชายสูงวัยที่เคยทำงานเก็บข้อมูลในหน่วย คือ

“Facebook เป็นความใฝ่ฝันขั้นสูงสุดของหน่วยงาน Stasi ข้อมูลส่วนตัวที่เราพยายามกันอย่างสุดความสามารถที่จะสอดแนมให้ได้มา มันถูกรวบรวมโดยความสมัครใจ แถมถือกรรมสิทธิ์โดยชอบธรรมอีกด้วย เสียดาย...ที่ตอนนั้นเรายังไม่มี Facebook”

“ทีนี้ YOU ก็เข้าใจแล้วใช่มั้ยโอ๋ ว่าทำไมพวกเราถึงไม่เล่น Facebook”

หลุยเซ่ยิ้มขยิบตาให้ 1 ที ก่อนแยกย้ายกันไปเข้านอน

โอ๋ หทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ
OH+ Futon
http://www.facebook.com/pages/Oh-Futon/142440795781278

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement