advertisement

'ไปอังกฤษตามหาแฟชั่น แต่ดันเจอจลาจล...!' เรื่องเฉียดๆ กุณฑีรา ปัจฉิมสวัสดิ์

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ส.ค. 2554 06:00

“ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องแฟชั่นกับการประท้วงจะโคจรมาเจอกันได้...” ใช่ ไม่น่าเชื่อ

หลังจากที่หายหน้าหายตาไปจากวงการสื่อมวลชน (ลาออกจากรายการข่าว 3 มิติ) และวงการสังคมระยะใหญ่ ทันทีที่เืท้าเธอสัมผัสแผ่นดินเกิด ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้เจอคนคุ้นเคย มายด์-กุณฑีรา ปัจฉิมสวัสดิ์ แฟชั่นนิสต้าสาว  มาบอกเล่าประสบการณ์ตื่นเต้นๆ และสิ่งที่ไปร่ำเรียนมา


เมื่อแฟชั่นนิสต้า ไทยไปตามหา “หมวก” ที่อังกฤษ!!!


ถ้ายังจำกันได้ ภาพงานพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลี่ยม และ เคท มิดเดิลตัน ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นงานแต่งงานยิ่งใหญ่แห่งปีแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นและเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ก็คือเหล่าแฟชั่นของหมวกที่บรรดาหญิงสาวได้สวมใส่มาร่วมงานกัน

“นอกจากพิธีเสกสมรสที่ถือว่าเป็นแรงกระตุ้นเล็กๆ ที่ทำให้มายด์ตัดสินใจไปเรียนทำ “หมวก” (หรือ Millinery แปลว่า ช่างทำหมวกผู้หญิง ศาสตร์นี้กำเนิดขึ้นในประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี 1700 ต่อมาเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรป และหมวกจะถูกเปลี่ยนไปตามเสื้อผ้าและโอกาสในการสวมใส่) ที่ประเทศอังกฤษเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว แรงบันดาลใจหลักในการมาเรียนทำหมวกครั้งนี้ก็มาจากหนังเก่าที่ชอบดูตอนเด็กๆ โดยเฉพาะ Breakfast at Tiffany's (ปี 1961)

 


“ส่วนตัวมายด์ชอบ “ออเดรย์ เฮปเบิร์น” มากๆ” เธอยิ้มกว้างสดใส ซึ่งส่วนใหญ่ผู้หญิงสมัยก่อนจะใส่หมวก เพราะหมวกถือเป็นแอคเซสเซอรี่ของผู้หญิงทำให้ดูสง่าได้ มายด์ก็กลับมานั่งคิดว่าเมืองไทยอากาศร้อนมาก เหมาะกับการใส่หมวก พอได้จังหวะเลยคิดต่อว่าถ้าจะไปทำหมวก ก็ไม่มีที่ไหนเหมาะเท่ากับอังกฤษ ก็เลยตัดสินใจไป”


มายด์เลือกเรียนที่ London College of Fashion ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีที่ครูที่สอนการทำหมวกในคอร์สนี้คือ Phillip Tracy เจ้าของคำคมที่ว่า “หมวก คือสิ่งที่เหมาะกับทุกคน และสามารถสวมได้อย่างมีความสุขได้เท่าๆ กัน เขายังถือเป็นหนึ่งในทีมงานที่ทำหมวกอันลือลั่นให้แก่ “เคท มิดเดิลตัน” ดัชเชส ออฟเคมบริดจ์ ที่สร้างสรรค์หมวกให้กับเซเลปชื่อดังมาแล้วทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์อังกฤษ อย่างเจ้าหญิงไดอาน่า และเจ้าหญิงเคทเธอลีน


ฟังดูเหมือนเรื่องราว เรื่องเล่าจะสุขสวยงามและสนุกสนาน เมื่อได้ไปทำในสิ่งที่รักยังต้นกำเนิด “เหมือนจะสนุกอะใช่ แต่ถ้าไม่บังเอิญไปเจอเกิดเหตุจลาจลที่ลอนดอนซะอย่างนั้น” มายด์บ่นเสียงเซ็งๆ

อุตสาห์หนีม็อบไทย แต่ดันไปเจอจลาจลอังกฤษ!

มายด์ เล่าประสบการณ์วันเกิดเหตุที่ต้องเผชิญตั้งแต่วันแรกๆ ว่า เป็นวันที่ตื่นมาเสียงหวอเต็มเมือง


“เราก็เฮ้ย... นี่มันที่ไหน เมืองไทยหรือลอนดอน (หัวเราะ) ตอนนั้นเราอยู่ในอพาร์ทเม้นท์กลางเมืองลอนดอน (ใกล้ห้างหรูชื่อดัง Selfridges) โดยเหตุการณ์มันเริ่มจากลอนดอนทางเหนือก่อนแล้วก็บานปลายเข้ามาที่ลอนดอน วันแรกๆ ก็ไม่มีอะไร วันที่ 2 เริ่มหนักแล้ว เรื่องของเรื่องมันเกิดจากคนกลุ่มหนึ่งไม่พอใจ หลังจากที่ตำรวจเข้าไปขอตรวจยาเสพติดคนผิวดำ ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วตำรวจก็ดันไปยิงคนผิวดำตาย กลุ่มคนก็เลยประท้วงว่า ทำไมต้องทำเกินกว่าเหตุ แล้วก็บานปลายไปเรื่อย มีการปล้นเผาร้านค้าและทำร้ายร่างกายกัน”


มายด์บอกว่า เหตุการณ์ความวุ่นวายตรงหน้า มันทำให้เปลี่ยนความคิดที่เชื่อกันว่า อังกฤษเป็น “เมืองผู้ดี” นั้น ไม่จริงซะทีเดียว เพราะมันมีความหลากหลายทางชนชั้นอยู่ในลอนดอนมาก

“หลายคนไม่รู้ว่าที่ลอนดอนมีปัญหา เพราะมีเด็กที่ไม่ค่อยได้รับการศึกษามากเท่าไหร่ แล้วตอนนี้พวกเขาว่างงานมาก รัฐบาลก็สัญญาว่าจะให้งานเขา แต่ก็ไม่มี ก็เลยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คนกลุ่มนี้เขาให้ช่องทาง Social Network ในการก่อสร้างกลุ่มแล้วก็ออกมาก่อการจลาจล จึงกลายเป็นวุ่นวายไปหมด ตอนเช้าก็ออกไปเรียน ตกเย็นตำรวจยืนกันเต็ม เห็นว่ามาเกือบ 2 หมื่นนาย ตามท้องถนน ก็ไล่ให้เรารีบกลับ เขาบอกพวกจลาจลเข้ามาในลอนดอนแล้ว พอเข้าไปก็เอาของที่ตุนเอาไว้มาทำกับข้าวกินกัน”

 

 


มายด์บอกว่า ตกกลางคืน วิญญาณนักข่าว 3 มิติเข้าสิง ชวนน้องออกไปถ่ายวีดิโอการจลาจล แต่น่าเสียดายที่น้องห้ามเอาไว้ก่อน

“ทุกๆ เช้าที่เดินทางไปเรียน เราต้องพบกับสภาพหดหู่มาก อย่างตอนตื่นไปเรียน ร้านอาหารที่ไฟไหม้หรือโดนยิง เมืองโดนทุบกระจายเต็มไปหมด หลายร้านเมื่อเช้ายังอยู่ดีเลย ตกเย็นโดนทุบขโมยของไปแล้ว สภาวะจิตใจคนไทยที่นั่นก็รู้สึกไม่ปลอดภัย จึงได้ตั้งกลุ่มเฟซบุ๊กขึ้นมาอัพเดตเหตุการณ์เป็นภาษาไทยให้คนไทยที่นั่นโลก รวมทั้งสื่อมวลชนได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มายด์ก็คือหนึ่งในนั้น แล้วร้านรวงต่างๆ จะเปิดเร็วมากเช่น ปกติปิดเวลา 3 ทุ่ม นี่ 5 โมงก็จะปิดสนิทแล้ว พอใกล้มืดลอนดอนกลางเป็นเมืองร้างเหมือนกับในหนังที่พอพระอาทิตย์ตกเราต้องหนีแวมไพร์ ตลอดระยะเวลามายด์ใช้ชีวิตอยู่ในอพาพาทเมนท์ซะส่วนใหญ่เป็นอาทิตย์” บางคืนมายด์บอกว่าตัวเองแง้มหน้าตาออกไปดูก็เห็นตำรวจ เห็นรถหวอวิ่งกันขวักไขว่”

 

 

แต่ที่สุดแล้วเหตุการณ์มันก็สงบลงได้ พอดีกับมายด์เรียนจบอคอร์สการทำหมวก จึงกลับมาประเทศไทย

“อย่างที่บอก ประสบการณ์ในการไปอังกฤษครั้งนี้ นอกจากได้ประทับใจในการประดิษฐ์หมวกด้วยมือแล้ว มันยังทำให้เรารู้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อยู่ส่วนใดของโลก ข่าวสารก็ยังวิ่งอยู่รอบๆ ตัวเราเสมอ” กุณฑีรา กล่าวทิ้งท้าย

สุดท้าย แว่วๆ มาว่า อีกไม่นาน นอกจากเธอจะกลับมาให้เราๆ ท่านๆ เห็นกันบนหน้าจอทีวีในบทบาทสื่อมวลชนเช่นเคยแล้ว อีกไม่นาน แฟชั่นนิสต้าคนนี้ก็จะเปิดร้านเก๋ๆ อีกด้วย

 

Twitter: raydo_thairath

Photographer : กุณฑีรา ปัจฉิมสวัสดิ์

 

โหวตข่าวนี้