advertisement

'แพ้โหวต....?' เปิด 2 หัวใจร้องไห้ 'คิดบวกสิปป์' - 'กีตาร์มือเดียว' ไทยแลนด์ ก็อตทาเลนต์

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2554 17:30

ยังเป็นกระแสที่ถกเถียงกันใหญ่ไม่จบ หลังรายการยอดฮิต “ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์” ประกาศผลรางวัลชนะเลิศหลังขับเคี่ยวกันมากว่า 6 เดือนว่า TGT 11 คว้า ก็อตทาเลนต์ คนแรกของเมืองไทย พร้อมกับเงินรางวัลรวมกว่า 10,000,000 บาท ว่าไม่เหมาะสม

จนผู้ชนะเลิศ วัย 13 ปี อย่างน้องไมร่า - มณีภัสสร มอลลอย รับรู้ถึงกระแสและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการแสดงความไม่เห็นด้วยที่ ไมร่า เป็นผู้ชนะเลิศว่าได้ยินจากแม่คือมีคนคอยให้กำลังใจตลอด โดยเฉพาะคนในครอบครัว อย่างไรก็ตาม ไม่คิดว่าจะมาถึงจุดนี้ สำหรับเรื่องครหาที่ว่าเป็นนักร้องในสังกัดโซนี่ มิวสิคอยู่แล้วนั้น ไมร่า ชี้แจงว่า เมื่อหลายปีก่อนเคยเป็นนักร้องฝึกหัดของโซนี่ และมีแผนจะออกอัลบั้มรวมกับนักร้องคนอื่นๆ อีก 4 คน แต่ภายหลังแผนนี้ก็ยกเลิกไป และไม่ได้เป็นนักร้องฝึกหัดของโซนี่ตั้งแต่อายุได้ 10 ปีแล้ว

ไทยรัฐออนไลน์ลองคุยกับตัวเต็งทั้ง 2 ดูว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับกระแสที่ว่า หลังความพ่ายแพ้ของเหล่าตัวเต็ง...?

นายยุทธนา อัมระรงค์ หัวหน้าทีมคิดบวกสิปป์ TGT 12 (มาจากคำว่า “คิดบวก” คือการคิดในทางที่สร้างสรรค์-คิดดี “สิปป์” มาจากคำว่า สิปปะ คือศิลปะวิทยาการ รวมกันแล้วคือการทำศิลปะวิทยาการหลายๆ แขนงมารวมกันมาคิดในทางที่สร้างสรรค์) กล่าวเปิดใจกับไทยรัฐออนไลน์หลังได้ที่ 3 ในรายาการ “ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์” ซีซั่นแรกที่เพิ่งจบไปว่า ไม่เสียใจแต่ภูมิใจและดีใจที่คนไทยทุกคนให้กำลังใจเราจนมายืน ณ จุดนี้

“พอได้ยินเสียงประกาศว่าเราได้ที่ 3 ตอนแรกๆ ก็วูบเหมือนกัน แต่พวกเราก็กลับมาคิดอีกแง่มุมว่ายังมีคนที่เชียร์เรา รักเราให้กำลังใจเรา แล้วที่พวกเราก้มลงกราบบนเวทีหลังพิธีกรประกาศว่าเราได้ที่ 3 คือ “การกราบคนไทยทุกคนที่รักเราและให้การสนับสนุนเรา” รวมถึงทุกๆคนที่ให้โอกาสเราเข้ามาถึงจุดนี้ เราต้องขอบคุณมากจริงๆ”

แต่ถามว่าแอบหวังไว้ไหมว่าจะได้ที่ 1 หัวหน้าทีมเต็ง 1 ที่เป็นขวัญใจประชาชนมากมาย บอกว่า พวกตนตั้งความหวังในการประกวด เนื่องจากเราทำให้งานที่ออกมาจากตัวตนของเราและก็เป็นงานที่ทุกคนเห็นและมีคนชื่นชมเยอะในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าได้อันดับ 1 ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะการแสดงอย่างนี้เหมือนเป็นสิ่งคู่กับชาติไทยเราด้วย

หลังจากนี้ “คิดบวกสิปป์” วางอนาคตเอาไว้ว่่าจะทำงานในด้านนี้ต่อไป และตอนนี้เราทำกันในรูปแบบบริษัทด้วย ชื่อ “บริษัทคิดบวกสิปป์” จะมีน้องๆ ที่จบทางด้านนี้และเรียนทางด้านนี้อยู่มาทำงานเกี่ยวกับด้านศิลปะร่วมกันต่อไป และส่งเสริมให้วัฒนธรรมไทยอยู่คู่กับประเทศไทยเราต่อไป จุดเริ่มต้นที่จะมาประกวดรายการนี้เพราะคิดว่ามันเป็นแบรนด์ที่เป็นระดับโลก ถ้าเราได้ก้าวมาถึงจุดนี้คนทั่วโลกจะสามารถมองเห็นเราได้ มันเป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดให้คนอื่นได้มองเห็นเราได้ ก็เลยคิดว่าเราอยากจะเอาสิ่งที่เรามีและเป็นสิ่งที่เรารักอีกทั้งยังเป็นสมบัติของคนไทยทุกคนจริงๆ ขึ้นมาอยู่บนเวทีนี้เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าเมืองไทยของเรามีอะไรอีกบ้าง นี่เป็นเพียงความคิดเริ่มต้นแต่ก็ไม่ได้คิดถึงขนาดจะผ่านเข้ามาจนถึงรอบสุดท้าย แต่ด้วยความรักของคนไทยทุกคนและส่วนตัวเราเรียนนาฏศิลป์มีบางครั้งที่รู้สึกเสียใจเวลาที่แสดงโขนและคนดูน้อยมาก อาจจะด้วยสังคมและกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ความสนใจที่จะมาชมมหรสพมันก็น้อยลงไปเรื่อยๆ

จนนึกห่วงว่าวันหนึ่งมันจะหายไปไหม แต่เมื่อได้มาประกวดและเห็นการตอบรับว่าคุณคือสุดยอดของคนไทยและอีกหลายความคิดเห็นที่เราได้รับ แสดงให้เห็นว่าคนไทยไม่ได้ทิ้งเราและศิลปะเหล่านี้ยังอยู่ในหัวใจของคนไทยทุกคน จึงรู้สึกภูมิใจนี่คือสิ่งที่เราได้

“ส่วนเสียอะไรจากการแข่งขันนี้ ต้องยอมรับว่าพวกเราเสียใจนิดหน่อย (เสียงเศร้า) บางคนก็ร้องไห้ แต่มันไม่ใช่ความเสียใจอย่างเดียว มันคือระยะทางที่เราก้าวเดินมาเพราะที่ผ่านมา พวกเราทำงานเป็นทีม ต้องทุ่มเททั้งเวลา ทั้งใจ คนทั้ง 12 คนต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งในชีวิตของแต่ละคนก็ต่างมีภาระหน้าที่ แต่เราต้องซ้อมๆๆ (เน้นเสียง) และทำออกมาให้ได้ อย่างชุดการแสดงในรอบสุดท้ายมีการซ้อมหลายอย่างมากๆ ตั้งแต่เริ่มคิดเนื้อเรื่องวางความเชื่อมโยงเรื่อง และซ้อมเป็นรายบุคคลก่อนนอกจอ และไปเข้าจอให้ปรับกับแสงและเงา ที่ทุกคนเห็นเงาออกมาอย่างนั้น ด้านหลังจะไม่เป็นแบบที่ด้านหน้าเห็น มันต้องทำและซ้อมไปเรื่อยๆ น้องๆ ที่เสียน้ำตาจึงเกิดจากการที่เราทุกคนเดินทางร่วมกันมาและมีทั้งดีใจ ภูมิใจ เสียใจ ผสมกันไป แต่เราก็รู้สึกดีที่ได้รางวัลที่ยิ่งใหญ่จากประชาชนชาวไทยจริงๆ”

สุดท้าย เมื่อถามถึงเสียวิพากษ์วิจารณ์ถึงผู้ชนะ คิดบวกสิปป์ คิดอย่างไรในฐานะที่คนคิดว่าจะเป็นแชมป์เปี้ยนในรายการนี้...?

ก็เข้าใจว่าคนที่รักเราก็ต้องเสียดายเป็นธรรมดา แต่สิ่งหนึ่งก็คือผู้ชนะมันเป็นคะแนนโหวตเพียวๆ เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่มีคำพูดหนึ่งที่ “พี่เบนซ์ พรชิตา ณ สงขลาพูด คือ คนไทยก็จะได้รู้ว่าคะแนนโหวตเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่คะแนนโหวต มันคือคะแนนโหวต” ถามว่าติดใจอะไรไหม ในส่วนตัวไม่ได้คิดเรื่องรางวัล แต่ที่ผ่านมาเราได้อะไรหลายอย่างจากเวทีนี้ จริงๆ ความสุขและสิ่งต่างๆ ที่คนไทยและคนที่ชื่นชมชื่นชอบให้เรากลับมา เรามีความรู้สึกว่าได้รางวัลมากกว่าสิบล้าน และได้รักษาสิ่งที่เรารักและเป็นสมบัติของคนไทยทุกคนเอาไว้ได้ และคนไทยทุกคนยินดีกับสมบัติชิ้นนี้ เรารู้สึกว่าได้รางวัลที่ยิ่งใหญ่มากๆ แต่ถ้าวันนี้เราเป็นผู้ชนะ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปกว่านี้เหมือนกัน” ทีมเต็ง 1 ขวัญใจประชาชนกล่าวในที่สุด

เปิดหัวใจร้องไห้ สมศักดิ์ กีตาร์มือเดียว

ขณะที่ สมศักดิ์ เหมรัญ TGT 10 เปิดใจด้วยน้ำเสียงเข้มแข็งผ่่านไทยรัฐออนไลน์ ว่า แม้จะเสียดายที่ไม่ได้รับชัยชนะเลิศ แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าเพราะตอนนี้มันล้ำเส้นชัยที่ตนตั้งใจเอาไว้เรียบร้อยแล้ว


“เส้นชัยของผมคือผมคิดว่าจะเข้ามารอบลึกสุดแค่รอบ Final แค่นั้น หลังจากนั้นผมบอกตัวเองว่าผมจะทำให้ดีที่สุดและเข้ารอบให้ลึกที่สุด แต่ที่สุดแล้วผมก็ไม่ชนะกับอะไรบางอย่าง แต่อย่างไรผมก็ถือว่าประสบความสำเร็จเพราะว่าทุกคนให้กำลังใจและคอยเชียร์ผม อยู่ ผลจะออกมาอย่างไรเราก็จะทำใจได้ ผมถือว่าชนะใจตัวเอง ชนะใจคนดู ก็รู้สึกมีความสุขมาก ส่วนตัวก็รู้สึกช็อกเหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรได้ ทุกคนช่วยผมเต็มที่แล้ว แม้ผมจะไม่ชนะ ผมก็เป็นนักกีฬาจึงต้องมีน้ำใจเป็นนักกีฬา เราแพ้กำลังหรือแพ้อะไรก็แล้วแต่ ผมก็ยินดี”

เมื่อถามว่า วางแผนชีวิตหลังจากนี้วางแผนอย่างไร... สมศักดิ์บอกว่า ตั้งใจจะเอาปริญญาตรีสักใบ เพราะตอนนี้กำลังขึ้นปี 4 เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยสงขลา บริหารธุรกิจ สาขาการจัดการทั่วไป จบออกมาก็อยากจะเป็นครูสอนพละเพราะใจรักตะกร้อ ส่วนเรื่องวงการบันเทิงก็มีสัญญากับโซนี่มิวสิกอยู่แต่ยังไม่ได้คุยราย ละเอียดหรือคุยว่าจะมีงานอะไรเข้ามาบ้าง

“ได้อันดับ 2 ไม่ได้อะไรครับ เดอะวินเนอร์ (ผู้ชนะเลิศ) ได้คนเดียว ตอนนี้ก็ต้องเดินสายขอบคุณสื่อ ถามว่ารู้สึกอย่างไรกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าผู้ชนะไม่เหมาะสมกับรางวัล ผมก็เข้าใจคนที่เชียร์เพราะผลลัพธ์อาจจะออกมาแล้วเขารับไม่ได้ เราอยากให้ทุกคนคิดว่าเราไม่ชนะก็ต้องยอมรับ แต่ก็ยอมรับในคำตัดสินและกติกา”

สุดท้าย สมศักดิ์ ย้ำถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายระหว่างตัวเขาเอง ทีมคิดบวกสิปป์ กับผู้ชนะอย่าง ไมร่า-มณีภัสสร มอลลอย ว่าขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจให้มาตลอด ตนเข้าใจความรู้สึกที่อยากให้ตนเป็น เดอะวินเนอร์ แต่ผลมันออกมาแล้วก็ขอให้ทุกคนยอมรับ และมีน้ำใจเป็นนักกีฬา ถึงแม้มันจะขัดกับความรู้สึกคนดู

“กติกาได้ตั้งมาแล้วว่าผู้ชนะต้องอยู่ที่เสียงโหวตไม่ใช่สิ่งที่ทุกๆ คนเห็น”กีตาร์มือเดียวกล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ดี ที่สุดแล้วสิ่งที่นักวิพากษ์วิจารณ์คำนึงให้มากๆ ก็คือคำว่า “กติกา” เป็นสิ่งที่ผู้เข้าแข่งขัน ทุกๆ คน ทุกๆ สนาม ทุกๆ เวที ต้องเคารพ...!

Twitter : raydo_thairath

โหวตข่าวนี้