วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สงครามครั้งสุดท้าย ลูกรัก ควักร้อยล้าน…คุ้ยหมดชีวิต 'ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์'

หน้าไม่เหมือน “นินจา” แต่ระยะหลายปีที่ผ่านมา เขาค่อนข้างจะผลุบๆ โผล่ๆ ทำนองเหยียบเมฆไร้ร่องรอย ไม่ปรากฏกายง่ายๆ บนหน้าสื่อมากมายดังแต่ก่อ

หรือพ่ายจนถอดใจ และทนไม่ได้กับเงินมหาศาลกับการพิสูจน์ความเชื่อเรื่องการ “ทำการเมือง”

“ขอบคุณที่เป็นห่วง ผมไม่ท้อ และกำลังซุ่มคิดจะทำการใหญ่อยู่...!” โปรดอย่าสงสัย “การใหญ่” ที่ว่าคือการตั้งพรรคการเมืองที่ชื่อฟังแล้ว “จั๊กกะจี้” รูหู (เพราะระยะหลังการตั้งชื่อพรรคใหม่ๆ มักจะใช้ชุดคำฮึกเหิมประมาณนี้) “พรรครักประเทศไทย” ของตัวเองขึ้นมา กับการต่อสู้ที่เรียกว่า “สงครามครั้งสุดท้าย”

ในวันที่การเมืองร้อนราวกับเตาเผา เดวิส กมล ชื่อที่ฝรั่งเรียกเขาตอนอยู่อเมริกา จะเปิดใจกับไทยรัฐออนไลน์ ตั้งแต่เรื่องการเมือง เรื่องที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหน เรื่องนายเนวิน ชิดชอบ ต่อสายให้คุยกับทักษิณ ชินวัตร เรื่องพลเอกชวลิตย้ายพรรค เรื่องลับๆ ของเฉลิม อยู่บำรุง

และที่ขาดไม่ได้คือ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขา และบรรหาร ศิลปอาชา...!!

ไปจนถึงเรื่องครอบครัว หลังจากนี้คือทัศนะของคนวัยผ่านร้อน-หนาวมา 50 ปี ที่ ตรง แรง และเสียดสี เสมอต้นเสมอปลาย

นักการเมือง เหมือน นักแสดง

นักการเมืองก็ไม่แตกต่างอะไรกับ “เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์” หรือ“ณเดชน์ คูกิมิยะ” ดูแววตา ฟังวาจา กึ่ง “สัพยอก” กึ่ง “ตั้งคำถาม” ของเขา ขณะกำลังหย่อนก้นลงบนโซฟา เพื่อเผชิญหน้ากันยาวๆ เรียกความสนใจตามสไตล์ชูวิทย์เช่นเคย

“ผมถามว่าทำไม แกนนำเสื้อแดงอย่าง ตู่-จตุพร พรหมพันธุ์ ทำไมต้องขึงขัง ทั้งหน้าตา วิธีการพูด ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต้องพูดแบบติดตลกเหมือนกับสภาโจ๊ก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ต้องเสียงดัง...ผมคิดว่าการเป็นคนสาธารณะต้องหาตัวตน-บุคลิกตัวเองให้เจอ และขับให้เด่น ให้คนจำออกมาให้ได้ นักการเมืองกับนักแสดง จึงไม่แตกต่างกัน” เจ้าของโลโก้หนวดงาม วาจาเสียดสี แววตาถมึงทึง ขึงขัง ระคนปนอารมณ์กรุ้มกริ่ม เป็น “จุดขาย” กล่าวและบอกว่า พูดเรื่องเสื้อแดงตนก็สงสัยว่าเขาไปเลือก จตุพร-ณัฐวุฒิ ได้อย่างไร

“ที่จริงต้องเลือกผม เพราะว่าไอ้พวกแกนนำใหญ่ๆ ไม่ว่าเหลือง-แดง พอคุณเลือก เขาก็ได้เป็นรัฐบาล แล้วใครจะมาประท้วงกับคุณ ดังนั้นต้องเลือกผม ครั้งนี้ผมเสนอตัวขอเป็นฝ่ายค้านชัดเจน เพราะผมไม่เพียงจะมาตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น ชนิดกัดไม่ปล่อยสไตล์ชูวิทย์แล้ว ผมจะกัดและเอาผิดคนที่มีส่วนร่วมในการกระทำผิดด้วย” ขึ้นต้นประชดประชัน ลงท้ายดุเดือดเช่นเคย

ชีวิตพักผ่อน ชีวิตเริ่มพรรคผ่อน…!

ในช่วงเวลาระยะใหญ่ๆ ที่ผ่านมา หลายคนสงสัยว่าเจ้าของวลี “ผมเห็นปัญหา…!” หายหน้า-ตาไปไหน หน้าสื่อ และถนนการเมือง เขาบอกว่าไม่ได้หายไปไหน กระทั่งไม่ได้ยอมแพ้หรือถอดใจ แค่หันหลังสู่ชัยภูมิที่ตั้ง กลับมาดูแลธุรกิจ โรงแรมในเครือเดวิส กรุ๊ป รอวันกลับมารุกใหม่อีกครั้ง

“ช่วงที่หยุดเพื่อมาตั้งหลักนั้น มันมีเหตุการณ์เผาเมืองเกิดขึ้น ผมทำงานธุรกิจโรงแรมอยู่ ก็ได้รับผลกระทบเยอะ วันที่ “บ่อนไก่” ถูกเผา “ทูตแคนาดา” มาพักอยู่โรงแรมผม การ์ดเขาพกปืน 4 กระบอก (หัวเราะ) ตกใจกันใหญ่ แต่ผมบอกไม่ต้องห่วง เพราะผมไปดูทุกวัน ซ้อนมอเตอร์ไซค์วิน พกบุหรี่ 2 คอตตัน ผมไปได้ทุกที่ เพราะมีบุหรี่เป็นใบเบิกทาง มุดเข้าที่ไหนได้หมด”

“เจอทหารก็ให้ซองหนึ่ง เจอการ์ดแดงก็ให้” เขาหัวเราะความฉลาดเป็นกรดของตัวเอง

“มีบุหรี่ผมเข้าไปได้ทุกที่ หลังเวทีก็เข้าได้หมด เจอเสื้อแดงผมก็บอกผมเป็นเสื้อแดง ไปถึงเสื้อเหลืองก็บอกเป็นเหลือง (หัวเราะ) แต่พอเขาเรียกผมขึ้นเวที ผมบอกขึ้นไม่ได้ ขาเจ็บ บางทีก็อ้างว่าไม่สบาย ขอไม่ขึ้น ปีนบันไดไม่ได้จริงๆ ผมไม่มีสีอะไร”

และด้วยความตั้งใจไม่แบ่งขั้ว มีแนวทางชัดเจน พรรคการเมืองชื่อผ่องใส นาม “พรรครักประเทศไทย” จึงเกิดขึ้นมา จุดประสงค์หลักก็ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ชูวิทย์ให้เหตุผลว่า สันดานตนอาจจะดีกว่านักการเมืองที่มีอยู่เลยตัดสินใจออกมาตั้งพรรคเอง

“อีกอย่างผมไปอยู่พรรคอื่น เขาก็ไม่รับ เพราะกลัวจะควบคุมไม่ได้ เพราะไม่มีวินัย ไม่สนับสนุนระบอบพรรค เขาว่าแบบอย่างนั้น อยู่กับพรรคบรรหาร ก็คุมผมไม่ได้ นี่คือที่มาของพรรค มีคนถามว่า พรรคผมมีใครบ้าง ผมถามว่า “มีผมคนเดียวไม่มากพอหรือ...ถ้ามี ส.ส.ร้อยคนมันก็เป็น “ควายสนตะพาย” พรรคเพื่อไทยก็มีทักษิณคนเดียว อย่างพวกบ้านเลขที่ 111 ก็หน้าม้ามากมาย แต่ที่พูดไม่ใช่ว่าพรรคนี้จะมีชื่อผมคนเดียว เพราะพรรคผมก็ส่งผู้สมัครครบตามที่ กกต.กำหนด แบบไม่ขาดตกบกพร่อง”

นักการเมืองฝาแฝดผ้าอ้อม...?

สำหรับแผนการนับจากนี้ ชูวิทย์บอกว่า หลังจากประกาศ “ยุบสภา” เขาจะจัดโต๊ะจีนระดมทุน เลียนแบบพรรคใหญ่ แต่ไม่เลี้ยงอาหารฝรั่ง แต่อาหารจะเป็นส้มตำในราคาโต๊ะละร้อยเดียว ไม่ใช้ขายโต๊ะละเป็นล้านเหมือนพรรคใหญ่ พร้อมกับขึ้นป้ายหาเสียงว่า “นักการเมืองเหมือนผ้าอ้อม เปลี่ยนยิ่งบ่อยยิ่งดี”

“ถามว่าคนอย่างชูวิทย์จะไม่มีพรรคไหนชวนไปอยู่ด้วย เขากลัวผม เพื่อไทยก็มั่วๆ ใครต่อใครโผล่มาเพียบ แต่ท้ายสุดก็ไม่พ้นทักษิณ” ผมเคยคุยกับคุณเนวินตอนเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งล่าสุด บอกว่า “ชูวิทย์ คุณเดินตามคุณบรรหาร เดินตามผมดีกว่า แล้วแกก็ยกโทรศัพท์ (ช่วงพรรคพลังประชาชน)” ทักษิณก็พูดกลับมาว่า “ชูวิทย์ ผมไม่ยอมแพ้…! เหมือนกัน ตอนสู้คดีกับบรรหาร ผมบอกกับศาลว่า ผมเคารพเขา แต่ไม่นับถือนะ “ศาลฟังก็งง” คำว่าเคารพใช้กับบุคคลมีอาวุโสกว่า แต่ความนับถือมันมากจากใจ ที่พูดไม่ได้โกรธเคืองอะไรแกเพียงแต่ไม่ศรัทธา เพราะแกใช้เรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานเป็นเรื่องเดียวกัน ใครสะกิดไม่ได้ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ อภิสิทธิ์ไม่ชอบให้คนขัด ประสบการณ์ทั้งหมด มันทำให้ผมเข้าใจวงการนี้ โดยเฉพาะคำว่า ยิ่งทำการเมืองนานยิ่งใจแคบ”

สงครามครั้งสุดท้าย - หมดร้อยล้านเพื่อซื้อคำว่าอักษรซ้ำ 1 ตัว ส.ส.

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ กรณีเบื้องหลัง ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ที่เขาเคยประกาศว่า จะมาแจมด้วย แต่ถึงวันนี้เขายอมรับว่า เวลา-สถานการณ์เปลี่ยนไป

“บ้านของชูวิทย์เป็นบ้านเช่า ผิดกับพรรคเพื่อไทย มีครบทุกอย่าง คำถามก็คือ ใครจะมาอยู่ ยิ่งกับคนจน ยิ่งประกาศนโยบายเป็นฝ่ายค้านด้วย แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ ฝ่ายค้านถึงจะมีคนเดียว แต่ถ้าพูดเก่ง มีข้อมูลดีๆ ในสภา ก็ทำให้สั่นคลอนได้ แต่ถ้าครั้งนี้ผมสอบตกอีก สมัยหน้าผมไม่ลงเลือกตั้งแล้ว ผมยอมแพ้ เอาเงินไปให้ลูกดีกว่า เล่นการเมืองแต่ละทีหมดเงินทีละ 20 ล้าน เรียกได้ว่าตั้งแต่ลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ จนถึงวันนี้ เงินเกือบ 100 ล้านแล้วที่ละลายไปกับการตามหาฝันด้วยการเป็น ส.ส. ผมก็พร้อมจะกลับมาเป็นคนดู”

ทั้งๆ ที่ผิดหวังไปแล้วมากมาย เงินก็หมดไปไม่ใช่น้อย “ชุดความเชื่อ” แบบไหนที่ทำให้สู้อยู่-เราสงสัย

“นั่นน่ะซิ...?” ชูวิทย์หัวเราะดัง ญาติๆ ก็คอยถามอยู่ตลอดว่าเล่นไปทำไม แม้กระทั่งลูกกับหลานคอยพูดว่าทำไมต้องมาเสียตังค์เล่นการเมือง แล้วไปประหยัดอย่างอื่น

“หลานผมคนหนึ่งที่ชอบค้านเรื่องเล่นการเมืองเสมอๆ เล่าว่า วันหนึ่งเขาได้ถูกเลือกเป็นกรรมการคอนโด คืนนั้นมันเล่าว่านอนไม่หลับ (หัวเราะ) ตอนเช้าโทรมาบอกผมว่า เข้าใจแล้วว่าทำไมผมเสียเงินไปร้อยล้าน ไม่อยากเป็น ส.ส.ก็บ้าแล้ว แต่ผมแปลกหน่อยคือ ผมอยากเป็นฝ่ายค้าน ประกาศชัดๆ เลือกผมเพื่อเป็นฝ่ายค้านทำงานเพื่อประชาชน” ชูวิทย์ย้ำนโยบายเด่นของพรรครักประเทศไทย

ครอบครัว ลูกรัก เบื้องหลังความโหด แต่น่ารักชะมัดยาด...?

ขณะคุยเรื่องซีเรียสกันอยู่ น.ส.ตระการตา กมลวิศิษฎ์ หรือ “ต๊ะ” และนายต้นตระกูล กมลวิศิษฎ์ หรือต้น นั่งฟังคุณพ่อคุยอยู่ไม่ไกล บางจังหวะเขาและเธอส่งยิ้มให้ บางช่วงก็หัวเราะสดใส เพราะสนุกกับความน่ารักของคุณพ่อ ได้จังหวะจึงชวนเขาคุยเรื่องครอบครัว

“สไตล์การเลี้ยงลูกของผม บุฟเฟต์…!” เขากล่าวแบบผ่อนคลาย เคล็ดลับก็ไม่มีอะไรมาก คือให้เขาใช้ชีวิตแบบปกติ แบบไม่มีเส้นขีดขวางกั้น อยากจะ ทำ-คิด-พูด อะไรก็ได้ แล้วผมก็ให้เขาเห็นทุกมุมของผมเท่าที่เขาต้องการเห็น

“เมื่อก่อนผมเกเรมาก ผมกับลูกว่าใน 100 % เขาทำให้ผมสัก 30 % ก็พอแล้ว ที่เหลือ 70 % ให้เขาไปคิดเอาเอง ไม่มีทางที่จะกำหนดเขาได้หมด อย่างน้องต๊ะ อายุ 17 ไปเรียนเมืองนอก จะไม่อยู่ในหอพักเอง ผมก็บอกว่าไม่ห้าม แต่ลองคิดดูว่าจะดูแลตัวเองได้ไหม ผมจะสอนให้คิดต่อ ไม่ห้าม เพราะเด็กสมัยนี้มีโลกส่วนตัวอยู่โรคหนึ่งคือ ห้ามแล้วยิ่งทำ ต้องให้เขาได้คิดเอง เรื่องเรียนก็เหมือนกัน”

เห็นหน้าโหดๆ พูดจาประชดประชัน ช่างเปรียบเปรยแบบนี้ น้องต๊ะลูกสาวสุดสวย อายุเพียง 17 ปี บอกว่า นิสัยจริงๆ ดุบ้าง แต่ส่วนมากไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร คุณพ่อคือหมีน้อยสำหรับเราเสมอ

“มีคนบอกพ่อดุ แต่เราคิดว่าคุณพ่อคือหมี เพราะพ่อตัวอ้วนๆ มีครั้งหนึ่งโทรศัพท์มาบอกว่า “พ่อกำลังติดคุก (เสียงตกใจ) ให้มาหาด่วนเลยที่โรงแรม” ต๊ะก็รีบมา พอมาถึง พ่อก็โผล่หน้ามาจากเสา เลยวิ่งไปหา พ่อก็วิ่งหนีต๊ะเหมือนหมีวิ่ง (หัวเราะ) น่ารักดี นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไร จะเป็นห่วงเรื่องเรียน และย้ำเสมอว่า ทำหรือเลือกเรียนอะไรก็ได้นะ แต่ห้ามทำผิดกฎหมายและศีลธรรม”

10 วัฏจักรการเมืองจากพ่อสู่ลูกๆ

เห็นคุณพ่อเล่นการเมืองอย่างนี้ชอบไหม...? ต๊ะ-ต้น ตอบตรงกันว่า ชอบ เพราะท่านเป็นคนมีอุดมการณ์ชัดเจนดี

“คุณพ่อสอนเราเรื่องการเมืองเสมอๆ ว่า ไม่มีอะไรแน่นอน มันเป็นวัฏจักรสำหรับนักเมือง 10 ข้อ 1.ฉกฉวยแย่งชิง 2.ผูกขาดตัดตอน 3.ลิดรอนสิทธิ์เพื่อน 4.แทงหน้าแทงหลัง 5.หน้าด้านหน้าทน 6.มือยาวสาวได้สาวเอา 7.ได้เอาไปฝากเมีย เสียเอาไปฝากเพื่อน 8.เลื่อนเวลา 9.อ้างฟ้าดิน 10.สิ้นศรัทธา ดังนั้นอย่ายึดติด เราบอกท่านว่า ถึงครั้งนี้จะเป็นสงคราม แต่เราก็ให้กำลังใจท่าน และเชื่อว่าท่านจะได้เป็น ส.ส. แล้วประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะว่าท่านพูดจริง-ทำได้จริง”

ความฝันอันสูงสุดทางด้านการเมืองของชูวิทย์

“ผมฝันอยากจะเป็น ส.ส.” เขาตอบเร็ว ผมไม่ต้องการการเมืองข้างถนน นี่คือนโยบายของผม ฉะนั้นผมจึงไม่ไปร่วมประท้วงกับใคร มีทั้งเหลืองทั้งแดงที่มาชวน แต่ผมไม่ไป เพราะคิดว่าการเมืองของผมคือ “ในสภา”

“ถามว่าคุ้มค่าไหมกับเงินที่เสียไป ผมคิดว่าคุ้ม เพราะว่าประสบการณ์ต่างๆ ไม่สามารถใช้เงินซื้อได้ แล้วคนที่มาเลือกผมเป็นแสนๆ คน ครั้งลงผู้ว่าฯ ผมก็คิดและยกย่องเขานะ อุตส่าห์เดินออกจากบ้านแล้วเข้าคูหากาให้ผม ผมเชื่อว่าเขาต้องมีศรัทธาอะไรสักอย่าง ซึ่งวันนี้ผมก็ยังมีศรัทธาต่อคนที่เลือกผมอยู่ วันใดวันหนึ่งถ้าหากศรัทธามันน้อยลงไป ผมก็ไม่อยากจะเอาเงินไปทิ้ง เพราะผมไม่ใช่คนมีต้นทุนสูง ไม่ได้หวังไกล ถามว่าตกกระไดพลอยโจนใช่ไหม “ใช่” ว่าไปแล้ว ผมไม่ได้อยากเป็นนักการเมือง แต่เมื่อมาแล้วต้องแสดงให้เขาเห็นว่าเราตั้งใจ ผมสัญญาว่า ไม่ว่าจะอย่างไร ผมจะทำให้ดีที่สุด”

สุดท้าย ซักหัวหน้าพรรครักประเทศไทยว่า หากย้อนอดีตได้ อยากจะแก้ไขทางด้านการเมืองมากที่สุด

“ผมอยากให้นักการเมืองมีวันเกษียณ (อายุ 60 ปี) เพราะทุกอาชีพมีเกษียณหมด แต่นักการเมืองไม่มี แล้วนักการเมืองขอให้เป็นแค่ภารกิจ อย่าเป็นอาชีพถาวร ตนคิดว่านักการเมืองมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกันเป็นอย่างมาก การกำหนดให้อาชีพนี้มีวันเกษียณอายุ น่าจะทำให้วงการการเมืองเดินหน้า และถึงวันนั้น โฉมหน้าประเทศไทยและการคอรัปชันจะเปลี่ยนไป”

****************************************************************************



จับเข่าคุย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

Q : รู้สึกอย่างไรกับ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากพรรคเพื่อไทย

A : ดีแล้ว ผมคุยกับท่านชวลิตมากกว่าคุณทักษิณเยอะ แกชอบเล่าสัจธรรมให้ฟัง ถ้าอยู่ต่อไปก็ไม่สบายใจก็ลาออกเถอะ เรื่องเงียบก็เข้าพรรคใหม่ได้ไม่เห็นแปลก เพราะบ้านเราก็ไม่ได้มีอุดมการณ์อะไรที่แน่นอน จะออก-เข้า หรือจะย้ายไป-มายังไงเมื่อไหร่ก็ดี ตอนนี้ออกก่อน แล้วอีกสักเดือนสองเดือนเข้าไปใหม่ ก็ไม่ได้มีกติกาห้าม เพราะตอนนี้ออกก็ถูกแล้ว วันหลังเข้าไปใหม่ก็ถูกอีก

Q : มองอย่างไรที่บรรหาร ศิลปอาชา จับมือ เนวิน ชิดชอบ

A : ยิ่งฉลาดใหญ่ เหมือนการซื้อหนึ่งได้สอง คุณไปซื้อร้านเซเว่น เขาขายชิ้นเดียว 20 บาท คุณไปซื้อที่แม็คโคร 2 ชิ้นได้ 30 บาท นี่คือประโยชน์ของการแพ็กคู่ ส่วนที่คนคิดว่าเป็นการจับมือเพื่อต่อรองผลประโยชน์ส่วนตน ผมถามว่าประชาชนไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเขาไม่ต้องการเสียงจากคนกรุงเทพฯ แต่หวังคะแนนจากระบบอุปถัมภ์ จากคนที่เราสนับสนุนมา อย่างเวลาไปหาเสียงสมัยก่อน ผมบอกว่าพี่น้องเคยไปสุพรรณฯไหม ถ้าไม่เคยไป พี่น้องหลับตาให้คนขับ แล้วเอาโอเลี้ยงวางไว้ แล้วไม่ต้องกลัวหก เพราะถนนทั้งใหญ่ ทั้งเรียบ คนทำเขาดี แต่ถึงสิงห์บุรี โอเลี้ยงหกหมด เพราะถนนมันห่วย พี่น้องก็รู้ทันทีว่าจะต้องเลือกใคร

อีกอย่างคน กทม. เป็นคนไม่เอาพวก ไม่ได้สนใจนักการเมืองว่าจะมางานศพ ทำบุญบ้าน งานแต่งเราหรือเปล่า แต่คนต่างจังหวัดสนใจสิ่งเหล่านี้ เขาชอบแบบสุพรรณฯ บุรีรัมย์ แบบระบบอุปถัมภ์ มันอยู่กันคนละพื้นฐาน ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยกับบรรหารมารวมกันได้ ก็เป็นประโยชน์ต่อตัวเขา

 

Q : ระบบอุปถัมภ์สามารถเปลี่ยนได้ไหม

เปลี่ยนได้ แต่ว่าการเปลี่ยน มันคงต้องใช้เวลา ให้ประชาชนฉลาดอย่างที่ผมเรียนให้ทราบ ถ้าประชาชนยังไม่ฉลาด ประชาชนก็จะไปเลือกพวกนักการเมืองเ-ี้ยๆ พวกนี้ทั้งหลายมา พวกนี้พอเข้ามาก็ถือโอกาสเก็บจากช่วงที่เสียค่าใช้จ่ายเที่ยวที่แล้ว โดยการหางบเข้าใหม่ และอีกส่วนกันไว้เป็นค่าเลือกตั้ง คุณเคยเห็นบางบ้านไหม เขามีคนใช้ไว้ตบแมลงสาบอย่างเดียว เพราะกลัวจะไปกัดเงินที่เขาเก็บไว้ใต้ดิน บางบ้านไม่ได้เดินทางบ่อย แต่กระเป๋าเดินทางไกล 40-50ใบ ใบหนึ่งใส่เงินได้ 50 มัด (50 ล้าน) แล้วตอนใกล้เลือกตั้ง แบงก์ 500 แบงก์ใหญ่อาละวาด

ดังนั้นถ้าจะเปลี่ยนระบบ ต้องทำให้ประชาชนจำได้ว่านักการเมืองคนไหนทำอะไรไว้ แล้วคุณก็ต้องให้บทเรียนแก่นักการเมืองบ้าง เพราะการที่คุณไปเลือกนักการเมือง แล้วมานั่งด่าเขา หรือบอกว่าเบื่อแล้ว คุยกับเมียก็เข้านอน ผมไม่เข้าใจว่า ดังนั้นจะมีพรรคการเมืองตามที่ กกต.กำหนดไว้ทำไม เขาบอกว่าจะทำให้ระบบรัฐธรรมนูญเข้มแข็ง แต่ความจริงรัฐธรรมนูญมันต้องเข้มแข็งจากประชาชน ซึ่งจริงๆ แล้วทั่วโลกเหลือเพียง 2 ประเทศ คือไทยกับปากีสถาน ที่จำเป็นต้องมีพรรคการเมือง

Q : มองปัญหาของเสื้อเหลือง-เสื้อแดงอย่างไร คิดว่าเมื่อไหร่จะจบ

A : ไม่ต้องจบหรอกครับ จะจบไปทำไม มันเป็นรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ในสมัยที่พรรคเพื่อไทยหรือพลังประชาชนเป็นรัฐบาล คุณก็จะเห็นได้ว่าฝ่ายค้านคือเสื้อเหลืองเข้มแข็งมาก ดังนั้นกลับมาตอนนี้ เพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ด้านพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาล ปรากฏว่าเสื้อแดงก็เข้มแข็ง ถ้าสมมติต่อไป เพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล เสื้อเหลืองก็ต้องเข้มแข็ง ไม่ใช่เรื่องแปลก ถามผมว่าวันนี้จะจบไหม ผมตอบได้เลยว่า ไม่ต้องจบ มองให้มันเป็นพัฒนาการทางการเมืองอย่างหนึ่ง ซึ่งในอนาคต มันก็จะเป็นไปตามรูปแบบที่สถานการณ์พาไป

Q : ตอนเด็กๆ เคยคิดอยากเป็นนักการเมืองไหม

อย่าถามถึงตอนเด็กๆ เลย ถามว่า 7-8 ปีที่แล้ว ผมก็ไม่เคยคิด คนถามว่าตกกระไดพลอยโจนใช่ไหม ผมบอกใช่ ตอนแรกไม่ได้อยากมาเป็น แต่เมื่อมาเป็นแล้ว ก็ต้องแสดงให้เห็น ซึ่งตอนนี้ก็ยังรอว่า จะได้รับเลือกตั้งหรือเปล่า.

 

 

twitter : raydo_thairath