advertisement

เจาะลึก บินขับไล่ F16 ร่วงคู่ที่ชัยภูมิ

โดย อาคม รวมสุวรรณ 15 ก.พ. 2554 16:00

อุบัติเหตุทางอากาศครั้งร้ายแรง ที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินรบที่ได้ชื่อว่า ทันสมัยที่สุดในกองทัพอากาศไทย....

14 กุมภาพันธ์ 2554 เครื่องบินขับไล่โจมตี F16 ADF หนึ่งฝูงบินจำนวนสี่ลำ ซึ่งเป็นเครื่องขับไล่ของฝูงบิน 102 กองบิน 1 กองบัญชาการยุทธการทางอากาศ ได้ขึ้นทำการบินเพื่อการฝึกผสมร่วม Cobra Gold กับกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างการบินเกาะหมู่อยู่เหนือพื้นที่ป่าโปร่งของจังหวัดชัยภูมิเกิดสภาพอากาศปิดกระทันหันจากสภาพอากาศที่มีหมอกลงจัดตามหุบเขา เครื่องบิน F16 สองในสี่ลำหายไปจากจอเรดาร์ โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หลังจากนั้นหน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่นิรภัยการบินได้ตรวจพบตำแหน่งที่เครื่องบินรบทั้งสองลำตกกระแทกพื้น พร้อมกับพบนักบินทั้งคู่อยู่ในบริเวณใกล้กับจุดที่เครื่องตก โดยนักบินทั้งสองนายไม่สามารถควบคุมเครื่องบินให้บินต่อไปได้และตัดสินใจสละเครื่องดีดตัวออกจากเครื่อง จนลงสู่พื้นอย่างปลอดภัยทั้งสองนาย

บริเวณที่พบซากเครื่อง F16 ลำแรกอยู่ในพื้นที่บ้านวังโพน อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร สภาพเครื่องแหลกยับทั้งลำรวมถึงมีเพลิงไหม้อยู่ตลอดเวลาเมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยเดินทางไปถึง ใกล้ที่เกิดเหตุยังพบฝาครอบห้องนักบินตกอยู่ไม่ไกลจากซากเครื่องมากนัก ส่วนเครื่องบิน F16 อีกลำตกห่างจากลำแรกประมาณ 4-5 กิโลเมตร อยู่ในสภาพแหลกยับเช่นกัน นักบินทั้งสองนายคือ นาวาอากาศตรี กฤษฎา สุขจันทร์ และเรืออากาศเอก ชัชชานนท์ พรหมเดช ใช้เก้าอี้ดีดตัวช่วยชีวิตของ Mcdonnell Douglas รุ่น ACES II ที่มีติดตั้งอยู่ในอากาศยานรบชั้นนำของกองทัพสหรัฐ อาทิ เอฟ-15 ซี/ดี/อี อีเกิ้ล, เอฟ-16 ซี/ดี/อี/เอฟ ไฟท์ต้ิงฟอลคอน และ เอฟ-22 เอ แร็พเตอร์ ดีดตัวออกจากเครื่องบินขับไล่สกัดกั้น F-16 ADF

ประเด็นการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่นิรภัยการบินของกองทัพอากาศ โดยเร็วเกินไปที่จะสรุปได้ว่า อะไร คือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เครื่องบินรบที่มีความทันสมัยที่สุดของ ทอ.ไทย (ขณะที่ยังไม่ได้รับมือเครื่องกริพเพน) และเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุยังมีอายุการใช้งาน หรือ ชั่วโมงบินไม่มากนัก แต่เกิดอุบัติเหตุตกพร้อมกันถึงสองลำในช่วงเวลา และในบริเวณที่ใกล้เคียงกัน กรณีเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน หรือ ระบบควบคุมการบินล้มเหลว (เครื่อง F16 บินด้วยระบบสมองกลอิเล็คทรอนิกส์ทั้งหมด หรือ Fly By Wire) ก็ไม่น่าที่จะเกิดขึ้นพร้อมๆกันทั้งสองลำในเวลาเดียวกัน ขณะที่ปัจจัยในเรื่องของสภาพอากาศก็อาจเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

จากการได้รับรายงานว่า ในบริเวณบ้านวังโพนที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าวเป็นป่าโปร่งสลับภูเขา ในช่วงปลายฤดูหนาวจะมีกลุ่มหมอกขาวปกคลุม ซึ่งในวันที่เครื่อง F-16 ของฝูงบิน 102 กองบิน 1 ขึ้นบินก็ได้รับแจ้งสภาพอากาศในบริเวณดังกล่าวว่า มีกลุ่มเมฆหมอกปกคลุมหนาทึบ จากลักษณะของอากาศที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่า บริเวณบ้านคลองโพนจังหวัดชัยภูมิช่วงสายของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2554 มีอุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียส ลม 050/3.7 กม./ชม. มีเมฆเต็มท้องฟ้า ความชื้นสัมพัทธ์ 66% ความกดอากาศ 1015.8 hPa และมีทัศนวิสัยในการมองเห็นระยะไกลเพียงแค่ 4-6 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งในบริเวณหุบเขาที่เครื่องบิน F16 ทำการบินเกาะหมู่จำนวน 4 ลำ เมฆหมอกที่พัดปกคลุมอาจก่อปัญหาร้ายแรงจากการมองเห็นจนทำให้เกิดการเฉี่ยวชนก็อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เมื่อบินด้วยความเร็วสูงในลักษณะเกาะหมู่บินไปพร้อมๆกัน หรือในประเดนสุดท้ายอาจเกิดจากสภาพลมหมุนวนที่เกิดขึ้นจากเครื่องบินลำที่บินนำหน้า อากาศบริเวณท้ายเครื่องจะมีความผันแปรสูงมาก เครื่องบินที่บินเกาะหมู่ตามมาในระยะใกล้ อาจเกิดอาการเสียการทรงตัวถึงขั้นเฉี่ยวชนกันกลางอากาศได้ ซึ่งก็ยากที่จะทำการคาดเดา และทำได้แต่เพียงรอผลสรุปการพิสูจน์ทราบสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้จากทางกองทัพอากาศต่อไป

ที่มาที่ไปของเครื่องบิน เอฟ-16 กองทัพอากาศไทย ได้เริ่มขึ้นจากโครงการจัดหาเครื่องบินแบบใหม่ เพื่อทดแทนเครื่องบินรบแบบเก่า (F-5) จำนวน 1 ฝูงบิน โดยมีบริษัทที่เสนอแบบแผนอากาศยานขับไล่-โจมตีทุกกาลอากาศ ให้พิจารณา 2 แบบ คือ F-16 A/B Block 15 OCU ของบริษัทเจเนอรัล ไดนามิกส์ ที่ปัจจุบันคือ ล็อคฮีท และ F-20 ไทเกอร์ชาร์ค ของบริษัทนอร์ทรอป ที่กลายมาเป็น นอร์ทรอป กรัมแมน โดยกองทัพอากาศได้เลือกแบบผู้ชนะเป็น F-16A/B Block 15 OCU แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ขณะนั้น ต้องการให้ไทยจัดหา F-16/79 ที่เป็นเอฟ-16 รุ่นส่งออกที่ลดทอนประสิทธิภาพ และกำลังเครื่องยนต์ ตามนโยบายในการขายอาวุธให้กับมิตรประเทศ

รัฐบาลไทยจึงอ้างถึงความจำเป็น ในการที่จะต้องมีเครื่องบินที่ทันสมัยไว้ป้องกันน่านฟ้าของตนเอง กับการวางกำลังของ เครื่องบินขับไล่ MiG-23 ในเวียดนาม (ในขณะนั้น) จึงยืนยันความต้องการจัดหา F-16 A/B Block 15OCU ต่อรัฐบาลสหรัฐซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากบริษัทผู้ผลิตที่มองว่า F-16A/B จะมีอนาคตมากกว่า F-16/79 ที่แม้แต่ประเทศผู้ผลิตก็ยังไม่จัดหาเข้าประจำการหลังจากการกดดันอย่างหนักจากทั้งบริษัทผู้ผลิต และรัฐบาลไทยในที่สุดรัฐบาลสหรัฐก็อนุมัติขาย F-16A/B Block 15 OCU ให้กับประเทศไทยในปี พ.ศ. 2528

กองทัพอากาศไทย ได้ทำการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ที่ได้ชื่อว่าทันสมัยที่สุดในยุคนั้นแล้วนำเข้าไปประจำการอยู่ในฝูงบินต่างๆคือ

-จัดหา F-16A Block 15 OCU จำนวน 8 ลำ และ F-16B Block 15 OCU จำนวน 4 ลำในปี 2528 ได้รับมอบเครื่องบินเข้าประจำการในปี 2531 ปัจจุบันประจำการอยู่ที่ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช

-จัดหา F-16 เพิ่มเติมอีก 6 ลำ เป็น F-16A Block 15OCU ทั้งหมดได้รับมอบเครื่องบินเข้าประจำการในปี 2534 ปัจจุบันประจำการอยู่ที่ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช

-ช่วงปี 2537 กองทัพอากาศไทยทำการประชุมและพิจารณาเครื่องบินขับไล่โจมตีฝูงใหม่ โดยมีตัวเลือกคือF-16A/B Block 15OCU, A-10, และ F-7M ซึ่งทางทอ.ได้เลือก 16A/B Block15 OCU เช่นเดิม โดยเป็น F-16A Block 15 OCU จำนวน 12 ลำ และ F-16B Block15 OCU จำนวน 6 ลำ เครื่องบินรบ F-16 ฝูงนี้ได้รับการออกแบบให้ทำภารกิจขับไล่โจมตีในเวลากลางคืนโดยเฉพาะ ตัวเครื่องติดตั้งกระเปาะช่วยเดินอากาศยามค่ำคืนหรือ Navigation Pod แบบ Rubis และกระเปาะชี้เป้า Targeting Pod ATLIS II โดยในรุ่นสองที่นั่ง หรือ รุ่น F16 B ห้องนักบินด้านหลังถูกปรับปรุงเป็นที่นั่งของนายทหารอาวุธ Weapon SystemOfficer ทำหน้าที่โปรแกรม และสั่งงานระบบอาวุธและเรดาร์ในการโจมตีภาคพื้นดินปัจจุบัน เข้าประจำการอยู่ที่ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี

-จัดหา F/A-18C/D จำนวน 8ลำ เพื่อมาเป็นเครื่องบินขับไล่แบบใหม่ของกองทัพอากาศไทย แต่จากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนั้นมีผลทำให้ประเทศไทยประสบกับภาวะขาดงบประมาณอย่างรุนแรง ไม่สามารถดำเนินโครงการจัดซื้อต่อไปได้กองทัพอากาศและรัฐบาลไทยจึงเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ซื้อสัญญา F/A-18C/D ทั้ง 8 ลำกลับไป ปัจจุบัน F/A-18C/D ทั้ง 8 ลำประจำการอยู่ในหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐ หลังจากนั้นในปี 2542 กองทัพอากาศจึงจัดหา F-16ADF ที่เป็นเครื่องบินที่ปรับปรุงให้มีความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศ มือสองจำนวน 16 ลำ แบ่งเป็น F-16ADF ที่นั่งเดียว 15 ลำ และ F-16 ADF สองที่นั่ง 1 ลำ ทั้งหมดเป็นเครื่องบินที่เกินความต้องการของสหรัฐฯ ถูกเก็บไว้ที่ฐานทัพอากาศเดวิส -มอนธาน โดยใช้เงินที่เคยจ่ายไปในโครงการจัดหา F/A-18C/D และเงินที่กองทัพอากาศฝากไว้กับรัฐบาลสหรัฐ เพื่อดำรงความพร้อมรบของเครื่องบินที่ประจำการในกองทัพอากาศไทย นำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟู และปรับปรุงเครื่องบินเอฟ-16 เอดีเอฟ Block10 ให้กลับมาบินได้อีกครัั้ง โดยมีการปรับปรุงระดับ FalconUp ที่เป็นการยืดอายุโครงสร้างของเครื่องบิน และปรับปรุงระบบเรดาร์ ระบบพิสูจน์ฝ่ายเชิงรุก และเปลี่ยนเครื่องยนต์เดิม F-100-PW-200 เป็น F-100-PW-220E แบบเดียวกับเอฟ-16 ซี Block42 ของ ทอ.สหรัฐฯ

F-16ADF นับเป็นเครื่องบินแบบแรกของลูกทัพฟ้าไทย ที่มีความสามารถในการใช้อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศระยะกลางนำวิถีด้วยระบบเรดาร์ มีความสามารถในการโจมตีข้าศึกตั้งแต่ระยะเกินสายตา Beyond Visual Range ด้วยการมีระบบตรวจจับข้าศึกรุ่นก้าวหน้า โดยกองทัพอากาศจัดหาจรวดอากาศสู่อากาศ AIM-120 C-5 AMRAAM มาติดตั้งใช้งานกับเครื่อง F-16ADF ในปัจจุบันนี้ เครื่องบินรบอันทันสมัยและทรงประสิทธิภาพ F-16ADF ประจำการอยู่ที่ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราช (ฝูงเดียวกันกับที่เกิดอุบัติเหตุจากการขึ้นทำการฝึกบินโจมตีในการฝึกผสมร่วม Cobra Gold กับกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2554)

อุบัติเหตุที่เกิดกับอากาศยานความเร็วสูงอย่างเครื่องขับไล่-โจมตี F-16ADF เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และรุนแรงเนื่องจากความเร็วที่ใช้ในการบิน โชคยังดีที่นักบินหนุ่มทั้งสองนายซึ่งเป็นบุคลากรชั้นเยี่ยมของกองทัพปลอดภัย เครื่องบินรบที่ได้รับความเสียหายจนถึงขั้นจำหน่ายทั้งสองลำนั้น เรายังสามารถหาซื้อมาเพิ่มเติมใหม่ได้ แต่ชีวิตของนักบินนั้น กว่าจะก้าวขึ้นมาบินกับเครื่องบินรบสมรรถนะสูงต้องใช้เวลาและความทุ่มเท บวกกับเงินงบประมาณของกองทัพในการฝึกฝน อบรมให้กลายสภาพจากชายหนุ่มธรรมดามาเป็นนักบินรบที่แข็งแกร่งนั้น ยากมากที่จะใช้เงินแล้วหามาทดแทนได้อย่างเครื่องจักรกลอากาศยาน.

F-16 A Fighting Falcon  Royal Thai Air Force Specifications
ประเภท......................................เครื่องบินขับไล่-สกัดกั้น โจมตีและลาดตระเวณทุกกาลอากาศ
ผู้ผลิต.........................................บริษัท เจเนอรัล ไดนามิกส์ สหรัฐอเมริกา
เครื่องยนต์.................................F-100-PW-220 Turbofan 1 เครื่อง
กางปีก.......................................32 ฟุต 9.45 นิ้ว
ความยาว...................................49 ฟุต 5.9 นิ้ว
สูง..............................................16 ฟุต 9.5 นิ้ว
น้ำหนักตัวเปล่า..........................14567 ปอนด์
น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด....................35400 ปอนด์
ความเร็วสูงสุด........................... 2.02 มัค 1333 ไมล์ต่อชั่วโมง ที่ระดับความสูง 40,000 ฟุต
เพดานบิน...................................60,000 ฟุต
พิสัยบิน(บินไกล)........................2100 ไมล์ เมื่อติดตั้งกระเปาะเชื้อเพลิงสำรอง
รัศมีปฎิบัติการรบ.......................500 ไมล์
อาวุธ..........................................ปืนใหญ่อากาศ M61A1 ขนาด 20 มิลลิเมตร 6 ลำกล้อง 1 กระบอก  กระสุนกระบอกละ 500 นัด
: ระบบอาวุธอากาศ-สู่-อากาศ
: จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ พิสัยใกล้ AIM-9
: จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ พิสัยปานกลาง AIM 120 C-5 F16 A-B ADF
: ระบบอาวุธอากาศ-สู่-พื้นระเบิด และจรวดขนาดต่าง ๆ ระเบิด CBU,อาวุธปล่อยนำวิถี AGM-65 ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ขนาดต่างๆ
น้ำหนักบรรทุกอาวุธ....................5443 กิโลกรัม
เข้าประจำการในกองทัพอากาศไทย....ปีพศ 2546-ปัจจุบัน

ข้อมูลอ้างอิงบทความบางส่วนจาก
www.crma42.com

Photo By
www.airliners.net
Mr. Chor : www.bmwsociety.com

 

 

Arcom Roumsuwan
E-Mail : chang.arcom@thairath.co.th
Facebook : www.facebook.com/chang.arcom

โหวตข่าวนี้