advertisement

โอ๊ย!!! ปวดไหล่…..ทำไงดี

โดย ผศ.นพ.บัญชา ชื่นชูจิตต์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิคส์ โรงพยาบาลเวชธานี 16 ก.พ. 2554 15:30

ข้อไหล่ (shoulder joint) เป็นข้อที่เกิดจากการรวมกันของข้อต่อย่อยหลายข้อบริเวณหัวไหล่ร่วมกับเส้นเอ็นหุ้มข้อไหล่ (rotator cuff), ถุงหุ้มเส้นเอ็น (bursa) และกล้ามเนื้อหลายมัด (muscle) ทำให้มีพิสัยการเคลื่อนไหวที่กว้างมาก สามารถทำงานได้ตั้งแต่การเกาหลังจนกระทั่งสามารถขว้างลูกบอลได้ แต่การเคลื่อนไหวอย่างอิสระนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาของข้อไหล่ เช่น การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ, การอักเสบของเส้นเอ็นหรือถุงหุ้มเส้นเอ็น, การฉีกขาดของเส้นเอ็นหุ้มข้อไหล่ หรือภาวะข้อไหล่เสื่อมเป็นต้น อาการที่เป็นปัญหาที่พบบ่อยของข้อไหล่ได้แก่ อาการปวด, บวม, ขยับข้อไหล่ในน้อยลง, ข้อไหล่ไม่มั่นคง หรือกล้ามเนื้อข้อไหล่อ่อนแรง โดยที่อาการเหล่านี้อาจเป็นอาการชั่วคราวและหายไปได้เองโดยที่ไม่ต้องรักษา หรือเป็นต่อเนื่องหรือมากขึ้นและจำเป็นต้องมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษา บทความนี้จะกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดไหล่ที่พบบ่อย, หลักการวินิจฉัย และการรักษาโดยรวม เพื่อเป็นพื้นฐานแก่ประชาชนทั่วไป เพื่อให้เกิดความรู้และเข้าใจในการดูแลตนเอง การป้องกันตนเองจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง และสามารถมาพบแพทย์เมื่อมีปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาได้

สาเหตุ (Causes)

อาการปวดไหล่เป็นปํญหาที่พบได้บ่อยมากที่สุดปัญหาหนึ่งในทางเวชปฏิบัติ และเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุของอาการปวดไหล่อาจเกิดจากปัญหาของโครงสร้างในข้อไหล่เอง (กระดูก, กระดูกอ่อน, เนื้อเยื่อต่างๆ เช่น เยื่อหุ้มข้อ เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ หรือถุงหุ้มเส้นเอ็น), จากภาวะข้อไหล่ไม่มั่นคง (Instability pain) หรือจากอาการปวดต่างที่ (referred pain) เช่นจากกระดูกต้นคอ, ทรวงอกหรือในช่องท้อง ซึ่งอาการปวดในแต่ละโรคอาจมีลักษณะเหมือนกันหรือแตกต่างกันก็ได้ แต่สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดไหล่ได้แก่ ภาวะเส้นเอ็นอักเสบ (tendinitis), ถุงหุ้มเส้นเอ็นอักเสบ (bursitis), ข้อไหล่ติด (frozen shoulder), ข้อไหล่ไม่มั่นคง (instability) และข้ออักเสบ (arthritis)

ภาวะเส้นเอ็นอักเสบ (tendinitis) และถุงหุ้มเส้นเอ็นอักเสบ (bursitis) : โดยปกติเส้นเอ็นจะเชื่อมระหว่างกล้ามเนื้อและกระดูก เพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของข้อ โดยจะมีถุงหุ้มเส้นเอ็นทำหน้าที่ลดการเสียดสีระหว่างเส้นเอ็นและปุ่มกระดูก เส้นเอ็นที่สำคัญของข้อไหล่ประกอบด้วยเส้นเอ็นหุ้มข้อไหล่ (rotator cuff) และเส้นเอ็นกล้ามเนื้อ Biceps เมื่อการอักเสบของเส้นเอ็นและถุงหุ้มเส้นเอ็นจะทำให้เกิดอาการปวดเวลาขยับข้อ, บวม และกดเจ็บที่ตำแหน่งอักเสบได้ โดยแบ่งเป็นการอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมักเกิดจากการใช้งานหนักหรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ และการอักเสบแบบเรื้อรังซึ่งมักเกิดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ ซึ่งถ้ามีการอักเสบเหล่านี้บ่อยครั้งจะทำให้คุณภาพเส้นเอ็นลดลง ทำให้เกิดการฉีกขาด, การอ่อนแรง หรือเกิดภาวะข้อไหล่ติดตามมาได้

ข้อไหล่ติด (adhesive capsulitis of shoulder, Frozen shoulder) : สาเหตุเกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อไหล่ แล้วเกิดพังผืดในข้อไหล่ ทำให้ข้อไหล่ขยับได้น้อยลง จะพบบ่อยในกรณีที่กระดูกหักบริเวณแขน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยขยับแขนลดลง หรือพบบ่อยกับโรคบางอย่างเช่น โรคเบาหวานเป็นต้น ในช่วงแรกของการดำเนินโรคจะมีอาการปวดไหล่ แล้วตามมาด้วยข้อไหล่เริ่มติดและอาการปวดค่อยๆลดลง แต่ข้อไหล่จะติดมากขึ้น

ข้อไหล่อักเสบ (arthritis) : สาเหตุเกิดจากการอักเสบภายในข้อไหล่ ส่วนใหญ่เกิดจากการเสื่อมตามอายุ (degenerative), ตามหลังการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ (post-traumatic) หรือจากโรคข้อรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) จะทำให้เกิดอาการปวด, บวม  และอาจมีข้อไหล่ติดตามมาได้เช่นเดียวกัน

ข้อไหล่ไม่มั่นคง : ในผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะข้อไหล่หลวม ทำให้กระดูกต้นแขนเคลื่อนที่ออกจากเบ้าได้ง่าย ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บหรือเสียวเหมือนข้อไหล่จะหลุดเวลาที่หมุนไหล่ไปในทิศทางเฉพาะเช่น ทำท่าขว้างบอลเป็นต้น ในกรณีที่ไหล่หลุดแล้วผู้ป่วยจะมีอาการปวดมาก และขยับไหล่เองไม่ได้

อาการที่ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์

1. มีข้อไหล่บวม

2. มีอาการปวดมานานกว่า 2 สัปดาห์

3. มีอาการปวดร่วมกับการเคลื่อนไหวข้อไหล่ได้ไม่เต็มที่

4. มีอาการชาของแขน หรือมีอาการเย็นหรือเปลี่ยนสีของผิวหนังบริเวณแขนร่วมด้วย

5. มีอาการอื่น เช่น ไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่วมด้วย เป็นต้น

การวินิจฉัย (Diagnosis)

การวินิจฉัยอาการปวดไหล่นั้นเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุของโรค และแยกโรคที่เกิดจากสาหตุที่ไม่ได้อยู่บริเวณข้อไหล่ การเอกซเรย์จะทำในรายที่สงสัยว่ามีภาวะของกระดูกและข้อที่ผิดปกติร่วมด้วยเนื่องจากไม่สามารถเห็นเนื้อเยื่อหรือเส้นเอ็นจากการเอกซเรย์โดยตรงได้ ในบางโรคแพทย์สามารถฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณที่สงสัยว่าเป็นสาเหตุของโรคเพื่อยืนยันการวินิจฉัยได้ และในรายที่ข้อมูลเบื้องต้นไม่เพียงพอ หรือจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอาจส่งทำ ultrasound, CT หรือ MRI ต่อไป

การรักษา (Treatment)

การรรักษาอาการปวดไหล่ประกอบด้วย การรักษาอาการทั่วไป, การรักษาด้วยกายภาพบำบัด และการผ่าตัด

การรักษาทั่วไป : เมื่อมีอาการปวดไหล่ระยะเฉียบพลัน ควรงดการเคลื่อนไหวของไหล่ข้างที่มีอาการ อาจใช้ผ้าคล้องแขนแนบชิดลำตัว งอข้อศอกประมาณ 90 องศา รับประทานยาแก้ปวดเช่น พาราเซตามอล, ยาลดอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และยาคลายกล้ามเนื้อ

การกายภาพบำบัด : เลือกใช้ความเย็นหรือความร้อนประคบ โดยใช้ความเย็นในกรณีที่มีอาการปวดรุนแรง ปวดเฉียบพลันเพื่อบรรเทาอาการปวด และใช้ความร้อนในกรณีที่อาการปวดไม่รุนแรง หรือมีข้อไหล่ติดเพื่อช่วยในการไหลเวียนของเลือด ร่วมกับการบริหารด้วยการเคลื่อนไหวแบบไม่ใช้แรงในช่วงแรกเพื่อป้องกันข้อไหล่ติด นอกจากนี้อาจให้นักกายภาพบำบัดช่วยได้ เช่น การนวด, การดัดข้อ และการใช้คลื่นเสียงอัลตรา (ultrasound) เป็นต้น

การผ่าตัด : จะใช้ในกรณีที่รักษาด้วยการกายภาพบำบัดแล้วไม่ดีขึ้นเป็นเวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน โดยวิธีการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับโรคที่ผู้ป่วยเป็น และแพทย์ผ่าตัด ในปัจจุบันมีทั้งการผ่าตัดส่องกล้อง และการผ่าตัดแบบเปิด

ข้อควรปฏิบัติ

ถ้าปวดมากและทันที ควรพักการใช้ข้อไหล่ และใช้ผ้าพยุงแขนและไหล่ไว้ชั่วคราว 1-2 วัน เวลาลุกนั่งหรือเดิน

ประคบไหล่ด้วยถุงน้ำแข็ง วันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15-30 นาที

อย่าบีบ นวด หรือดัดข้อไหล่ที่กำลังปวด ควรใช้ยาแก้ปวดทาบริเวณนั้นเบาๆ 2-3 ครั้ง และกินยาแก้ปวด

พอทุเลา อย่าใช้แขนข้างที่ปวดยกหรือหิ้วของหนักๆ

อย่ากางแขน โหนหรือเหนี่ยวนานเกินควร

ถ้าปวดทันที และไม่ทุเลาใน 24 ชั่วโมง ควรพบแพทย์ ถ้าทุเลาพอทน ก็เริ่มบริหารและสามารถใช้ยาแก้ปวดรับประทานได้

อาการปวดไหล่ที่สำคัญ และต้องพบแพทย์เฉพาะทาง คือ อาการปวดโดยเฉพาะเวลากลางคืนหรือนอนตะแคงทับไหล่ด้านที่ปวดไม่ได้

การป้องกันการบาดเจ็บของข้อไหล่

ถ้าผู้ป่วยเคยมีปัญหาปวดไหล่ในอดีต แนะนำให้ยืดกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่อย่างถูกต้อง

หลังจากออกกำลังกายหรือถ้ามีอาการปวดไหล่อีก ให้ใช้ความเย็นประคบ และอาจรับประทานยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หลังจากออกกำลังกายได้ ถ้าไม่มีข้อห้ามในการใช้เช่น มีอาการแพ้ยา, โรคตับอักเสบ, โรคไตทำงานบกพร่องเป็นต้น

ในกรณีที่มีอาการของเส้นเอ็นอักเสบให้ทำการออกกำลังกายเพื่อขยับข้อไหล่เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะข้อไหล่ติด

ในรายที่เล่นกีฬา ควรเรียนรู้เทคนิคการเล่นกีฬาอย่างถูกต้อง เพื่อลดโอกาสการเกิดการบาดเจ็บรุนแรงจากการเล่นกีฬาแบบผิดวิธี

ผศ.นพ. บัญชา ชื่นชูจิตต์
ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิคส์ โรงพยาบาลเวชธานี

โหวตข่าวนี้