advertisement

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ "พระแม่แห่งแผ่นดิน" ร้อยรักดวงใจปวงชนชาวไทยให้เป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 12 ส.ค. 2553 09:00

ตลอดช่วงเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯติดตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปเยี่ยมเยือนราษฎรทั่วทุกหนแห่งในผืนแผ่นดินไทย เพื่อ พระราชทานความช่วยเหลือและกำลังใจแก่ประชาชนของพระองค์ ทรงริเริ่มโครงการในพระราชดำริสำคัญๆไว้มากมายนับไม่ถ้วน ก็เพื่อให้ประชาชนของพระองค์ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมิเคยแบ่งแยกว่าเป็นชายหรือหญิง จะยากดีมีจน หรือว่านับถือศาสนาใด ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินผู้เปี่ยมล้นด้วยน้ำพระราชหฤทัย ทรงเข้าถึงและเข้าใจในความทุกข์ร้อนของลูกๆอย่างแท้จริง


เมื่อทรงทราบถึงความทุกข์และสุขของพสกนิกร ก็มิเคยลังเลพระราชหฤทัยที่จะทรงนำเรื่องราวที่พบเห็นมาถ่ายทอดให้คนในแผ่นดินได้เข้าถึงและเข้าใจเพื่อนร่วมชาติ ร่วมแผ่นดินเฉกเช่นเดียวกับพระองค์ เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นอีกหนึ่งความทุกข์ร้อนสาหัสของราษฎรชาวไทย ที่มักจะทรงนำมาเล่าด้วยความห่วงใยในหลายๆโอกาส เพื่อกระตุ้นเตือนคนไทยทั้งชาติให้หันมาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นำความสงบร่มเย็นดังเดิมกลับคืนสู่ผืนแผ่นดินไทย

คงไม่เป็นการกล่าวเกินเลยไป หากจะบอกว่า ไม่มีพื้นแผ่นดินใดในประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะมิได้เสด็จฯไปทรงเยี่ยมเยือนพสกนิกรของพระองค์ โดยนับตั้งแต่ทรงอภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปในทุกถิ่นทุกที่ ไม่ว่าเส้นทางการเสด็จจะยากลำบาก หรือทุรกันดาร ค่ำมืดเพียงใด จนกล่าว ได้ว่า ไม่เคยมีพระเจ้าแผ่นดินและพระราชินีในประเทศใด ที่จะทรงงานหนักเพื่อประชาชนเทียบเท่ากับล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์


การเสด็จฯเยี่ยมเยือนประชาชนแบบรอนแรม เริ่มต้นขึ้นที่ภาคกลางเป็นจุดหมายปลายทางแรก เมื่อปี 2498 แล้วจึงเสด็จฯไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคเหนือ และภาคใต้ จุดหมายปลายทางละเกือบ 20 วัน และจากการตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปเยือนพื้นที่ต่างๆอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ทรงพบเห็นปัญหาของประเทศชาติอย่าง ลึกซึ้ง จึงทรงมีพระราชดำริให้จัด

ตั้งหน่วยงานต่างๆขึ้น เพื่อสานต่อพระราชดำริให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อราษฎร อีกทั้งยังทรงริเริ่ม โครงการในพระราชดำริสำคัญๆหลายโครงการ รวมถึงการพระราช ทานโครงการศิลปาชีพ เพื่อสร้างงาน และส่งเสริมอาชีพแก่ราษฎรไทยในทั่วทุกภูมิภาค

การเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคใต้นั้น เริ่มต้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จนกลายเป็นธรรมเนียม ปฏิบัติต่อเนื่องปีละครั้ง หลังมีการ สร้างพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2515 ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยในการเสด็จฯแต่ละครั้ง ทั้งสองพระองค์ จะเริ่มต้นเสด็จฯออกจากพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ด้วยกัน จากนั้นจึงทรงแยกกันปฏิบัติพระราชภารกิจ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงออกสำรวจประเทศ และความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างละเอียด เพื่อคิดค้นหาทางช่วยเหลือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ด้านสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ ก็ทรงทุ่มเทพระวิริยะ อุตสาหะในการส่งเสริมงานหัตถกรรมแก่ราษฎร เพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวเกษตรกร ที่ประสบปัญหาในการเพาะปลูก รวมถึงเกษตรกรที่ว่างจากฤดูทำนาให้มีงานทำอยู่กับบ้าน โดยอาศัยวัสดุในท้องถิ่น นอกจากจะเป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน แต่ละท้องถิ่น ที่สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษแล้ว ยังช่วยให้ ประชาชนไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานของตนไปรับจ้างทำงานในเมืองใหญ่ด้วย


"การที่ข้าพเจ้าเริ่มงานศิลปาชีพขึ้นนั้น ข้าพเจ้าตั้งใจจะสรรหาอาชีพให้ ชาวนาที่ยากจนเลี้ยงตนเองได้เป็นเบื้องต้น ทั้งนี้เนื่องจากข้าพ-เจ้าได้มีโอกาสตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปเยี่ยมราษฎรตามชนบทมาหลายสิบปี ได้พบว่าราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ที่ต้องทำงานหนัก และต้องเผชิญอุปสรรคจากภัยธรรมชาติมากมาย เช่น ฝนแล้ง น้ำท่วม ศัตรูพืชระบาด เป็นต้น ทำให้ชาวนาชาวไร่มักยากจน..." พระราชดำรัสดังกล่าวของสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งพระราชทานไว้ เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2535 สะท้อนได้ดีถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการริเริ่มโครงการศิลปาชีพ

สำหรับจุดกำเนิดของโครงการศิลปาชีพภาคใต้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ ทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาสในเดือนกันยายน พ.ศ.2517 เพื่อทรงเยี่ยมราษฎร ขณะนั้นพื้นที่ภาคใต้ ของไทยกำลังประสบปัญหาราคายางตกต่ำอย่างหนัก ราษฎรที่มีอาชีพรับจ้างกรีดยางเดือดร้อนกันทั่วหน้า ร้อนถึงสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ ต้องเร่งพระ ราชทานความช่วยเหลือแก่ครอบครัวเกษตรกร โดยโปรดเกล้าฯให้ราษฎร เข้าอบรมเทคนิคการทอผ้าฝ้ายลายดอกพิกุล ซึ่งเป็นลายที่มีลักษณะเฉพาะของภาคใต้ ที่บริเวณวัดเชิงเขา อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส จากนั้นจึงเปิดอบรมที่วัดโคกเคียน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง และวัดพระพุทธ ตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อราษฎรมีความชำนาญดีแล้ว ก็โปรดเกล้าฯให้ทอผ้าไหมเพิ่มเติม


ในช่วงเวลาเดียวกัน พ.ศ.2517 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังได้ทรงส่งเสริมอาชีพการจักสานย่านลิเภา ที่อำเภอยี่งอ อำเภอระแงะ อำเภอบาเจาะ และอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาสด้วย เพื่อรื้อฟื้นภูมิปัญญาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจักสานของชาวไทยมุสลิมทางภาคใต้ โดยประยุกต์ ให้มีรูปทรงใหม่ๆ ด้วยการนำนาก ทอง และเครื่องถมทอง มาประดับตกแต่ง จนผลิตภัณฑ์ย่านลิเภาดูสวยงามล้ำค่าขึ้น และโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล่าถึงความสำคัญของย่านลิเภา พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าฯ ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2524 ความตอนหนึ่งว่า

"...ย่านลิเภานี้เป็นศิลปะเก่าแก่ของบรรพบุรุษเรา แล้วก็วัตถุดิบก็เกิดขึ้นเองภายในประเทศ คือ ทางภาคใต้ที่ฝนมาก ตัวย่านลิเภานั่นก็คือ เป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง ที่ขึ้นเองรกโดยธรรมชาติใต้ต้นยาง ใต้สวนยาง ปิดดินให้ชุ่มชื่น และที่ภาคใต้ใช้ได้ดี เพราะว่าฝนตกมาก ทำให้เกิดความเหนียว ทำให้เส้นเหนียว แล้วก็อยู่ได้เป็นร้อยปี...ถ้าแม้นว่าทิ้งให้แก่กับต้นแล้วใยของเขาจะเหนียวอยู่ได้ เป็นร้อยปี โดยที่ไม่มีตัวแมลงมากัดกินเลย เพราะฉะนั้นเรียกได้ว่า เป็นพืชเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเมืองไทย..."

ในฐานะล่ามภาษามลายูประจำพระองค์ และผู้ดูแลสมาชิกศิลปาชีพภาคใต้ ซึ่งถวายงานรับใช้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อย่างใกล้ชิดมาเกือบ 4 ทศวรรษ "ลุงดิลก ศิริวัลลภ" วัย 69 ปี ย้อนรำลึกถึงน้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมล้นของพระองค์ท่าน ที่ทรงมีต่อราษฎรชาวไทยมุสลิมว่า

"สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีน้ำพระทัยอย่างเหลือล้นต่อประชาชนชาวไทยมุสลิม โดยไม่เคยแบ่งแยกว่ายากดีมีจน พิการหรือไม่พิการ และนับถือศาสนาไหน พระองค์ท่านพระราชทาน ความช่วยเหลือ และพระราชทานโอกาสให้ชาวไทยมุสลิมได้มีชีวิตสุขสบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ไหนแต่ไรมา คนไทยมุสลิมในนราธิวาสอย่างพวกผม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากจนข้นแค้นกว่าคนไทยในภูมิภาคอื่นๆ ขาดโอกาสทางการศึกษา และต้องต่อสู้กับโรคระบาดแปลกๆ คนที่นี่จึงมักหนีความจนไปรับจ้างกรีดยางในมาเลเซีย รับจ้างเป็นแม่บ้านในมาเลเซีย เพราะไม่รู้จะทำมาหากินอะไร เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่เป็น "พรุ" คือดินเปรี้ยว จนไม่สามารถทำประโยชน์ทางการเกษตรได้ และมักประสบปัญหาน้ำท่วม ทำลายเรือกสวนไร่นา แต่พอมีโครงการพัฒนาด้านต่างๆ อันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงโครงการศิลปาชีพ และโครงการฟาร์มตัวอย่างของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทำให้ประชาชนชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ รู้สึกอุ่นใจมากขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และครอบครัวอบอุ่นขึ้น เพราะได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ทำให้พวกเรารู้ว่า ถ้าขยันซะอย่าง มีฝีมือดีซะอย่าง ยังไงชีวิตนี้ก็ไม่อดตาย


...ในฐานะคนไทยด้วยกัน ผมอยากให้ทุกคนกลับมารักใคร่ ปรองดองเหมือนเดิม เป็นเสมือนเลือดเนื้อก้อนเดียวกันเหมือนเดิม!! พระองค์ท่านทรงทุ่มเทชีวิตจิตใจมาก ทรงมีความมุ่งมั่นอยากช่วยเหลือพวกเราทุกคนให้มีความสุขสบาย ทรงเสียสละชีวิต เสียสละพระวรกายเพื่อประชาชนของพระองค์อย่างแท้จริง พระองค์ ท่านช่วยเหลือทุกคนที่เดือดร้อนและทุกข์ยาก โดยไม่ได้เลือกว่า จะต้องนับถือศาสนาอะไร ขอแค่เป็นคนไทย เป็นประชาชนของพระองค์ ก็จะทรงช่วยเหลือ ทำให้ทั้งคนไทยมุสลิมและคนไทยพุทธ รู้สึกซาบซึ้งใจมาก พระองค์ท่านไม่เคยแบ่งชั้นวรรณะ พูดไทยไม่ได้ก็คนไทย ถึงจะยากจน ก็คนไทย พระองค์ท่านไม่เคยแบ่งสี จะชั้นสูงชั้นต่ำ ไม่เคยใส่พระทัยแม้แต่น้อย ขอให้ลำบากยากจน พระองค์ท่านพร้อมจะพระราชทานความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกัน พวกเราชาวไทยมุสลิมขอยกย่องให้ทรงเป็น "ปะไหม-สุหรี กีตอ" คือ พระราชินีของพวกเราตลอดไป"
ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคมนี้ ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงเป็นมิ่งขวัญ และร่มเกล้าของปวงชนชาวไทยตราบชั่วกาลนาน.

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมฯขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า ทีมข่าวหน้าสตรี ไทยรัฐ

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement