เปิดใจพ่อมดหนังไทย 'วิสูตร' แห่ง GTH - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

เปิดใจพ่อมดหนังไทย 'วิสูตร' แห่ง GTH

โดย 1 ม.ค. 2553 08:00
8,794 ครั้ง


{ads}

ภาพรวมของภาพยนตร์ไทยปี 2553 ทั้งหมดจากปากคำของ "วิสูตร พูลวรลักษณ์" พ่อมดคนหนึ่งในวงการหนังไทยนั้นคือทำหนังที่โดนใจมากที่สุด เมื่อทำหนังคุณภาพบวกกับสไตล์แบบจีทีเอช เชื่อว่าปี 53 จะมีหนังทำเงินอีกในขณะที่ยังต้องสู้กับหนังฮอลิวู้ดและแผ่นผีกันอยู่และน่ี่คือมุมมองของคนทำหนัง คนหนึ่งที่มีส่วนสร้้างภ.รถไฟฟ้ามาหานะเธอ หนังที่คนไทยชอบมากที่สุดในปี 2552


Q : เป็นยังไงบ้าง กับหนังที่ผ่านมาของจีทีเอชโดยรวม


A: ปีนี้ เราออกหนังทั้งหมด 4 เรื่อง เริ่มจากความจำสั้น แต่รักฉันยาว ก็ได้ไป 50 ล้านบาท เรื่องที่สอง หนีตามกาลิเลโอ ได้ไป 30 ล้านบาท พอมาเรื่องที่สาม ห้าแพร่ง ก็กระโดดขึ้นมาเป็น 113.5 ล้านบาท แล้วก็เรื่องสุดท้าย รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ได้ไป 145.4 ล้านบาท


Q : ปีนี้ หนังที่วางไว้ว่าจะออกฉาย น้อยกว่าที่ตั้งใจไว้ไหมครับ หรือประมาณนี้


A: นิดนึง คือ จริงๆ ปกติ ตอนยุคปีแรก ๆเราเคยบอกไว้ว่า เราพยายามจะฉายให้ได้ 5-6 เรื่องต่อปี แต่จริงๆ มาทำแล้วมันไม่เคยถึง 4 เรื่องบ้าง 5 เรื่องบ้าง มันไม่เคยถึง เต็มที่ก็คือ 5 เรื่อง


Q : ผลกำไรปีนี้ ถือว่าดีกี่เปอร์เซนต์


A: ถ้าเทียบกับปีก่อน ๆ ก็ถือว่าดีกว่าเป็นเท่าตัว


Q : ตอนแรกคนมองว่าครึ่งปีแรกของปีนี้ หนังแย่แน่ๆ เปิดมาเรื่องใหญ่ๆ ก็ไม่ค่อยได้เงินเท่าไหร่ แต่พอครึ่งปีหลัง กลับมีหนังที่ทำเงินเป็นร้อยล้านขึ้นมาพอสมควรเหมือนกัน


A: จริงๆ มันตอบสองอย่าง อย่างที่หนึ่ง คือ หนังเนี่ย เวลามันได้ตังค์ มันไม่ได้เกี่ยวกับเศรษฐกิจเท่าไหร่ มันเกี่ยวกับโปรดักส์ คือหนังเวลาคนดูอยากดู พร้อมที่จะเสียเงินเข้าไปดู แล้วเรื่องแรกที่ทำได้ในปีนี้เลยก็คือ ในเดือนมิถุนายน คือ เรื่องทรานฟอร์เมอร์ส 2 ที่มันปาเข้าไปสองร้อยกว่าล้าน เลย แล้วหลังจากนั้น ก็มีเรียงเข้ามาเป็นแถบเลย ไม่ว่าจะเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นห้าแพร่ง รถไฟฟ้าฯ วงษ์คำเหลา คือ ตอนนี้ ถล่มทลายกันใหญ่เลย ยิ่ง 2012 ก็ปาเข้าไป 200 อีก คือ หกเดือนหลังนี่เรียกได้ว่า พลิกหลังมือเป็นหน้ามือเลยล่ะ คือ หกเดือนแรกนี่ยอมรับว่าเศรษฐกิจมันมีส่วน แต่ว่าต้องยอมรับว่าโปรดักส์ก็มีส่วน คือ โปรดักส์มันไม่แข็งแรงเท่าหกเดือน หลัง ที่ว่าน่าจะแรงๆ จริงๆ หนังฝรั่งไม่มี ไม่มีแรงแบบครึ่งปีหลัง แรงสุดของหนังฝรั่งครึ่งปีแรก คือ หนังเรื่องฟาสต์แอนด์ฟิวเรียส 4 ซึ่งแรงสุดแล้ว แต่พอมาเทียบกับครึ่งปีหลังอย่างทรานฟอร์เมอร์ส อย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์แล้ว มันคนละเรื่อง มันคนละสเกล


Q : จริงๆ ถ้าครึ่งปีแรกมีหนังอย่างที่คุณวิสูตรว่า ก็อาจจะได้ตังค์


A: ใช่ ผมว่าโปรดักส์มีผล อันนี้อันที่หนึ่ง แต่ว่าครึ่งปีแรก เราต้องยอมรับว่ามันผันผวนจริงๆ เพราะว่าไหนจะยึดสนามบิน ไหนจะหวัด 2009 คือ มันมีผลจริงๆ หกเดือนแรก หกเดือนแรกเนี่ย โรงหนังถึงขนาดพูดเลยว่า ปีนี้ฉันหายไป 15-20% แน่ๆ แต่พอหกเดือนหลังพลิกปุ๊บกลับมาเป็นแซงเลย ทีนี้มันกลายเป็นพูดใหม่ มันกลายเป็นดีกว่าปีก่อน 15 % เพราะแค่หกเดือนหลังนี่มันพลิกสถานการณ์ กลับเป็นดีขึ้นมาเลย ซึ่งผมว่าโปรดักส์ล้วนๆ


Q : คนดูหนังก็ยังดูหนังอยู่ ถ้าเกิดมันโอเค


A: ใช่ๆ เพราะผมว่า หนังเนี่ย บางที มันมีความคุ้มค่า มันมีการลงทุนแล้วมันยังเป็นความบันเทิงที่ราคาไม่สูงจนเกินไปนัก สำหรับคนที่จะเข้าไปผ่อนคลายในโรงหนัง ต่อให้โรงหนังตั๋วจะราคา 140 หรือ 160 อะไรก็แล้วแต่ ผมมีความรู้สึกว่า เค้าเข้าไปแล้ว เค้ายังรู้สึกว่าเค้าคุ้ม แต่ มันต้องมีแต่ ตรงที่ว่า เค้าจะรู้สึกว่าเค้าจะเลือกดูมากขึ้น หนังเนี่ย จากที่เราทำการสำรวจ พฤติกรรมของคนดู ตอนนี้ คำนวณความถี่ลดลง แต่ เวลาดู ยังดูเยอะอยู่ หมายถึงว่า ถ้าหนังเรื่องไหนฉันจะดูเนี่ย ฉันจะเทไปที่เรื่องนั้น ซึ่งหมายถึง เรื่องนั้นจะทำรายได้ถล่มทลาย แต่จากที่เคยดูเดือนละ 4 เรื่องอาจจะเหลือสักเดือนละ 2 เรื่อง หรือ 3 เรื่อง


Q : พวกผียังมีส่วนแชร์เยอะอยู่เหมือนเดิมไหม


A: ก็ มีนะฮะ แต่ผีเนี่ยมันเป็นส่วนๆ อยู่ที่คุณภาพด้วย ถ้าคุณภาพมันชัด มันมาดี มันมาแรง ก็มีส่วนกระทบกระเทือน แต่ถ้ามันมาแบบ ภาพไม่ค่อยดี แย่ๆ มันก็อาจจะมีกระทบน้อยหน่อย กับอีกส่วนหนึ่ง คือ ต้องดูว่าผีเนี่ย มันไปโดนกับใคร สมมุติถ้าเป็นหนังวัยรุ่นเนี่ย อาจจะกระเทือนหน่อย เพราะว่า แผ่นผีเนี่ย เวลาออก มันมีการโยนเข้าไปในบิท ทอร์แรนซ์ เข้าไปให้ดาวน์โหลดในเน็ท ซึ่งเด็กวัยรุ่นเนี่ยส่วนใหญ่จะดาวน์โหลด ทีนี้ก็จะไปกระเทือนพวกนักเรียน พวกนักศึกษา


Q : แล้วอย่างที่ผ่านมา หนังค่อนข้างประสบความสำเร็จ ทำให้เราต้องคิดหนักสำหรับโปรเจ็กต์ต่อๆ ไปไหม ว่าคนอาจจะจับตามองว่า เป็นหนังจีทีเอช


A: คือ ของจีทีเอชน่ะ อาจจะไม่มากเท่่าที่อื่น เนื่องจากว่าถ้าจะสังเกตให้ดีนะ หนังจีทีเอชเนี่ย มันเป็นหนังแบบที่เราทำทั้งนั้น เลย เป็นแบบที่เราคุ้นเคย เป็นสไตล์ของเราอยู่แล้ว หนังผีเราก็ทำมา ปีที่แล้ว แบบสี่แพร่ง ห้าแพร่ง เราก็ทำมา หนังอย่างรถไฟฟ้าฯ ก็ใช่ว่าเราไม่เคยทำ เพียงแต่มันเปลี่ยนโจทย์ เปลี่ยนคอนเซปต์ เราเคยทำเพื่อนสนิท เคยทำซีซั่น เชนจ์ คือ หนังมันก็เป็นหนังแนวแบบนี้อยู่แล้ว ฉะนั้น เราเองก็ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรมาก และเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราจะต้องไปเปลี่ยนอะไรมาก เพราะว่ามันเป็นรสนิยมของที่นี่ เป็นทางของที่นี่อยู่แล้ว


Q : ปีหน้ามองว่า จะมีอะไรที่มันแปลกใหม่หรือว่าน่าสนใจสำหรับคนดูไหม


A: คือ ของเรามันคงทำหนังแบบเอาเรื่องความเชื่อบวกกับเรื่องรสนิยมเป็นหลัก แบบที่เราชอบและเราคิดว่าคนดูน่าจะชอบ บวกกับความเชื่อว่า มันจะดีและจะโดน อันนี้คือ โจทย์เรามาจากอันนี้ก่อน แต่ว่าเรื่องแปลกใหม่ก็ดีหรือไม่แปลกใหม่ก็ดี มันมาจากไอเดียที่พอเราจับขึ้นมาแล้ว ตอนแรกเราก็ไม่คิดว่ามันแปลกหรอก แต่พอมันผสมผสานอะไรกันเข้าไปแล้วเนี่ย มันกลายเป็นแปลกเอง


Q : แล้วเรื่องกฎหมายเรตติ้ง คิดว่าจะมีหนังอะไรที่มันชัดเจนมากขึ้นไหม อย่างหนังแรงก็แรง หรือหนังที่มันไม่ก้ำกึ่ง


A: ใน ทางปฏิบัติ กับผู้ชมภาพยนตร์เนี่ย เรตติ้งไม่มีผลเลย แทบจะเรียกว่า ไม่มีผลเลย คือ คนดูเนี่ย ไม่ได้ตื่นตัว คือ เวลาซื้อตั๋ว คนดูไม่ได้เข้ามาถามว่า หนังเรื่องนี้ได้เรตอะไร คนดูไม่สนใจ ถ้าอยากดูหนังเรื่องนี้ คนดูก็เข้าไปซื้อตั๋วเลย คือ คนดูไม่ได้มาสัมพันธ์กับเรื่องของเรตติ้งตรงนี้ แต่เรตติ้งน่ะมีผลกับคนทำมากกว่า ในแง่ของคนทำ คนทำก็หวังว่าตัวเองจะได้เรตใดเรตหนึ่งที่เหมาะสมกับตัว เอง แต่บางเรื่อง ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ บางเรื่อง มีคำสั่งให้ตัด ยังมีการให้เรต แล้วมีการตัด ซึ่งมันมีคำถามว่า ถ้ามีเรต แล้วตัดทำไม ก็ในเมื่อถ้าตัด มันก็กลับไปสู่ระบบเซ็นเซอร์ คือ ถ้าเป็นเซ็นเซอร์ ก็กลับไปเป็นเซ็นเซอร์ ก็อย่าไปตัดหนังเค้า ถ้าคิดว่าหนังเรื่องนี้รุนแรงหรือหนังมีอะไรที่น่าเกลียด ก็อัพเรตขึ้นไป 18 บวกพอไหม ไม่พอก็ให้ 20 บวกก็ได้


Q : ณ วันนี้ จริง ๆแล้ว กฎหมายเรตติ้งออกมาใช้ แต่ในทางปฏิบัติ จริงๆ ยังเหมือนเดิม


A: ในทางปฏิบัติจริงๆ เอาภาพรวมนะ ส่วนใหญ่คณะกรรมการทำได้ดี แต่มันมีบางส่วนน่ะ ที่มันมีคำถาม อย่างเช่น หนังไทยที่ผมพูดถึงมันมีคำถามว่า ตัดทำไม ถ้าในเมื่อคิดว่าหนังเรื่องนี้ไม่เหมาะ หรือดูแรงไป ก็ให้เรตขึ้นไปสูงๆ สิ ใช่ไหม คือ การสั่งตัดเนี่ย บางทีมันคือระบบเซ็นเซอร์


Q : อย่างนี้มันอยู่ที่ว่าเจ้าของหนังยอมด้วยหรือเปล่า


A: เจ้าของ หนังไม่มีทางเลือกสิฮะ ไม่ยอมจะโดนแบน จะถูกแบน คือ เค้าไม่ได้ต่อรอง แล้ว หนังไทย เวลายื่นขอเรต มันมักจะเป็นวันใกล้ๆ หนังฉาย มันไม่มีเวลาไปนั่งอุทธรณ์ ตอนนั้นต่อรองกันได้ รอมชอมกันได้ มันก็ต้องเอา อันนี้อันที่หนึ่ง พอดีผมจำชื่อเรื่องทั้งหมดไม่ได้ แต่ผมอยากให้คุณไปอ่านไบโอสโคปเล่มล่าสุด ที่เค้าเขียนเรื่องนี้ อ่านแล้วงงมาก หนังฝรั่งหลายๆ เรื่องไม่ควรได้เรตนี้ เพราะดูแล้วน่าจะรุนแรง แต่ไปได้เรต ท แล้วหนังบางเรื่องที่น่าจะไม่มีอะไรเลย แต่กลับไปได้เรตสูงๆ มันมีบางส่วนนะ บางส่วนที่มีคำถามว่า เอ๊ะ ทำไม เหมือนไม่ค่อยเป็นสแตนดาร์ด แต่ส่วนใหญ่ทำได้ดี


Q : แล้วคนก็ยังรู้สึกว่าทำไมทีหนังฝรั่ง ฆ่ากันเห็นๆ แต่ก็ยังฉายได้


A: หนังฝรั่งเนี่ยเค้าจะระวังกับ หนังที่มันโหดจนเกินงาม โหดจนเกินพอดี ถ้าไม่โดนแบนไปเลย ก็อาจจะได้เรตสูงๆ ไปเลย แต่ถ้าโหดแบบปกติ เอาปืนยิงกัน อะไรแบบนี้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหา


Q : ทำไมมันยังเป็นเหมือนสองมาตรฐานกับหนังไทย


A: ไม่ๆ ๆ นี่ผมไม่ได้พูดเจาะจงว่า เค้าไม่ทำกับหนังฝรั่งนะ เพียงแต่ว่า ผมเข้าใจว่า คณะกรรมการที่พิจารณาเรตเนี่ย อาจจะยังไม่เคลียร์อะไรบางอย่าง ขอย้ำนะว่า ส่วนใหญ่ทำได้ดี แต่ยังมีบางอย่างที่ผมคิดว่า เป็นคำถาม ซึ่งคณะกรรมการอาจจะต้องถามอีกนิดหนึ่งว่า เอ๊ะ ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้คนดูไม่รู้สึกเลย ผมถามโรงหนังไม่น้อยกว่า 4-5 ครั้งแล้วว่า เรตติ้งมีผลกับคนดูไหม โรงจะตอบเหมือนกันหมดทุกคนว่า ไม่ได้มี เพราะคนดูไม่ได้เดินเข้ามาที่บ็อกออฟฟิศ แล้วเข้ามาถามว่า หนังเรื่องนี้ได้เรตอะไร ลูกชั้นควรดูหรือเปล่า ไม่เคยเลย เค้าก็ยังดูหนังปกติ


Q : เพราะฉะนั้น มันก็จะไม่ได้มีผลอะไรกับคนสร้างมากนัก ในแง่ของเวลาที่หนังฉาย


A: มีดิ มันก็มีผลต่อคนสร้างในแง่ที่ว่า ถ้าคนสร้างโดนเรตแบบแรงๆ โดยที่ตัวเองไม่ได้อยากโดนเรตนั้นน่ะ มันก็จะมีผล แต่ถ้าตัวเองอยากได้อยู่แล้ว ไม่เป็นไร ถ้าตัวเองทำหนังมาเพื่ออยากได้เรต 20 บวกอยู่แล้ว ก็จะมีผลในอีกด้านหนึ่ง เช่น ถ้าผู้สร้างรายนั้นเกิดอยากทำหนังอาร์ อยากทำหนังที่มันแบบโป๊แบบเห็นจริงเห็นจังหน่อย แต่ตัวเองอยากได้ 20 บวกเพื่อให้ผู้ใหญ่มาดู เกิดไปเจอคณะกรรมการบอกว่า ไม่ให้ ฉันไม่ให้ 20 บวก ฉันจะตัด มันกลายเป็นปัญหาที่ว่า ถ้าอย่างนี้เรตมันจะมีเพื่ออะไร มันต้องได้เรตสิ ควรจะกำหนดเรตลงไป


Q : มันมีบางส่วนที่เป็นปัญหาที่ทำไม่เคลียร์


A: จริงๆตัวนี้มันมีคำถามตั้งแต่ตอนที่เขาเอากติกามารยาทมาดูแล้ว คือ กฎระเบียบมีครอบคลุมไว้เยอะ เช่น ข้อที่ว่า ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี ต่อจารีตประเพณีอันดีงาม ข้อนี้ยังอยู่นะฮะ จริงๆ ข้อนี้ข้อเดียวมันเป็นครอบจักรวาลอยู่แล้ว ซึ่งผมก็เคยมีคำถามนะว่า จริงๆ ข้อนี้ ถ้ามันมีมันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว เค้าก็พยายามเถียงกันบอกว่า ไม่ใช่ มันอยู่ที่ดุลยพินิจ มันมีก็จริง แต่มันมีเอาไว้กัน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมาบ้าจี้ เค้าก็จะดูตามความเหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่จะทำได้จริงๆ แต่จะมีบางอันที่เป็นคำถาม ผมยกตัวอย่าง จันดารา ถ้าวันนี้เอามาฉาย สิ่งที่มันจะต้องได้แน่ๆ คือ 20 บวก ถ้าเป็นเวอร์ชั่นเต็มของจันดารานะ ซึ่งก็เป็นความประสงค์ของผู้สร้าง ซึ่งอยากได้ด้วยซ้ำ ก็ฉันอยากทำหนังให้มันได้ 20 บวก เกิดยื่นไปปุ๊บ แล้วคณะกรรมการบอก 20 บวก ฉันไม่ให้ ฉันจะแบนเลย หรือ ต้องตัด อ้าว แล้วอย่างนี้มันจะมีเรต 20 บวก ไปทำไม กติกาจะเขียนไปทำไมว่าอายุ 20 บวกถึงจะได้ดู ก็คนสร้างเค้าทำมาให้คนกลุ่มนี้ดู หรือบางประเด็นอยากจะพูดเรื่องล่อแหลมบางเรื่อง เรื่องฉ้อฉล เรื่องอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่าแรงหน่อย ไม่ใช่เบาๆ อย่างที่เคยทำ แล้วคณะกรรมการบอกไม่ให้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของความมั่นคง คุณทำไปเสียหาย ทำไป ประเทศชาติเดือดร้อน อย่างนี้มันก็งงๆ


ภาพรวมของภาพยนตร์ไทยปี 2553 ทั้งหมดจากปากคำของ วิสูตร พูลวรลักษณ์​ พ่อมดคนหนึ่งในวงการหนังไทยนั้นคือทำหนังที่โดนใจมากที่สุด เมื่อทำหนังคุณภาพบวกกับสไตล์แบบจีทีเอช เชื่อว่าปี 53 จะมีหนังทำเงินอีกในขณะที่ยังต้องสู้กับหนังฮอลิวู้ดและแผ่นผีกันอยู่และน่ี่คือมุมมองของคนทำหนัง คนหนึ่งที่มีส่วนสร้้างภ.รถไฟฟ้ามาหานะเธอ หนังที่คนไทยชอบมากที่สุดในปี52


Q : เป็นยังไงบ้าง กับหนังที่ผ่านมาของจีทีเอชโดยรวม


A: ปีนี้ เราออกหนังทั้งหมด 4 เรื่อง เริ่มจากความจำสั้น แต่รักฉันยาว ก็ได้ไป 50 ล้านบาท เรื่องที่สอง หนีตามกาลิเลโอ ได้ไป 30 ล้านบาท พอมาเรื่องที่สาม ห้าแพร่ง ก็กระโดดขึ้นมาเป็น 113.5 ล้านบาท แล้วก็เรื่องสุดท้าย รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ได้ไป 145.4 ล้านบาท


Q : ปีนี้ หนังที่วางไว้ว่าจะออกฉาย น้อยกว่าที่ตั้งใจไว้ไหมครับ หรือประมาณนี้


A: นิดนึง คือ จริงๆ ปกติ ตอนยุคปีแรก ๆเราเคยบอกไว้ว่า เราพยายามจะฉายให้ได้ 5-6 เรื่องต่อปี แต่จริงๆ มาทำแล้วมันไม่เคยถึง 4 เรื่องบ้าง 5 เรื่องบ้าง มันไม่เคยถึง เต็มที่ก็คือ 5 เรื่อง


Q : ผลกำไรปีนี้ ถือว่าดีกี่เปอร์เซนต์


A: ถ้าเทียบกับปีก่อน ๆ ก็ถือว่าดีกว่าเป็นเท่าตัว


Q : ตอนแรกคนมองว่าครึ่งปีแรกของปีนี้ หนังแย่แน่ๆ เปิดมาเรื่องใหญ่ๆ ก็ไม่ค่อยได้เงินเท่าไหร่ แต่พอครึ่งปีหลัง กลับมีหนังที่ทำเงินเป็นร้อยล้านขึ้นมาพอสมควรเหมือนกัน


A: จริงๆ มันตอบสองอย่าง อย่างที่หนึ่ง คือ หนังเนี่ย เวลามันได้ตังค์ มันไม่ได้เกี่ยวกับเศรษฐกิจเท่าไหร่ มันเกี่ยวกับโปรดักส์ คือหนังเวลาคนดูอยากดู พร้อมที่จะเสียเงินเข้าไปดู แล้วเรื่องแรกที่ทำได้ในปีนี้เลยก็คือ ในเดือนมิถุนายน คือ เรื่องทรานฟอร์เมอร์ส 2 ที่มันปาเข้าไปสองร้อยกว่าล้าน เลย แล้วหลังจากนั้น ก็มีเรียงเข้ามาเป็นแถบเลย ไม่ว่าจะเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นห้าแพร่ง รถไฟฟ้าฯ วงษ์คำเหลา คือ ตอนนี้ ถล่มทลายกันใหญ่เลย ยิ่ง 2012 ก็ปาเข้าไป 200 อีก คือ หกเดือนหลังนี่เรียกได้ว่า พลิกหลังมือเป็นหน้ามือเลยล่ะ คือ หกเดือนแรกนี่ยอมรับว่าเศรษฐกิจมันมีส่วน แต่ว่าต้องยอมรับว่าโปรดักส์ก็มีส่วน คือ โปรดักส์มันไม่แข็งแรงเท่าหกเดือน หลัง ที่ว่าน่าจะแรงๆ จริงๆ หนังฝรั่งไม่มี ไม่มีแรงแบบครึ่งปีหลัง แรงสุดของหนังฝรั่งครึ่งปีแรก คือ หนังเรื่องฟาสต์แอนด์ฟิวเรียส 4 ซึ่งแรงสุดแล้ว แต่พอมาเทียบกับครึ่งปีหลังอย่างทรานฟอร์เมอร์ส อย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์แล้ว มันคนละเรื่อง มันคนละสเกล


Q : จริงๆ ถ้าครึ่งปีแรกมีหนังอย่างที่คุณวิสูตรว่า ก็อาจจะได้ตังค์


A: ใช่ ผมว่าโปรดักส์มีผล อันนี้อันที่หนึ่ง แต่ว่าครึ่งปีแรก เราต้องยอมรับว่ามันผันผวนจริงๆ เพราะว่าไหนจะยึดสนามบิน ไหนจะหวัด 2009 คือ มันมีผลจริงๆ หกเดือนแรก หกเดือนแรกเนี่ย โรงหนังถึงขนาดพูดเลยว่า ปีนี้ฉันหายไป 15-20% แน่ๆ แต่พอหกเดือนหลังพลิกปุ๊บกลับมาเป็นแซงเลย ทีนี้มันกลายเป็นพูดใหม่ มันกลายเป็นดีกว่าปีก่อน 15 % เพราะแค่หกเดือนหลังนี่มันพลิกสถานการณ์ กลับเป็นดีขึ้นมาเลย ซึ่งผมว่าโปรดักส์ล้วนๆ


Q : คนดูหนังก็ยังดูหนังอยู่ ถ้าเกิดมันโอเค


A: ใช่ๆ เพราะผมว่า หนังเนี่ย บางที มันมีความคุ้มค่า มันมีการลงทุนแล้วมันยังเป็นความบันเทิงที่ราคาไม่สูงจนเกินไปนัก สำหรับคนที่จะเข้าไปผ่อนคลายในโรงหนัง ต่อให้โรงหนังตั๋วจะราคา 140 หรือ 160 อะไรก็แล้วแต่ ผมมีความรู้สึกว่า เค้าเข้าไปแล้ว เค้ายังรู้สึกว่าเค้าคุ้ม แต่ มันต้องมีแต่ ตรงที่ว่า เค้าจะรู้สึกว่าเค้าจะเลือกดูมากขึ้น หนังเนี่ย จากที่เราทำการสำรวจ พฤติกรรมของคนดู ตอนนี้ คำนวณความถี่ลดลง แต่ เวลาดู ยังดูเยอะอยู่ หมายถึงว่า ถ้าหนังเรื่องไหนฉันจะดูเนี่ย ฉันจะเทไปที่เรื่องนั้น ซึ่งหมายถึง เรื่องนั้นจะทำรายได้ถล่มทลาย แต่จากที่เคยดูเดือนละ 4 เรื่องอาจจะเหลือสักเดือนละ 2 เรื่อง หรือ 3 เรื่อง


Q : พวกผียังมีส่วนแชร์เยอะอยู่เหมือนเดิมไหม


A: ก็ มีนะฮะ แต่ผีเนี่ยมันเป็นส่วนๆ อยู่ที่คุณภาพด้วย ถ้าคุณภาพมันชัด มันมาดี มันมาแรง ก็มีส่วนกระทบกระเทือน แต่ถ้ามันมาแบบ ภาพไม่ค่อยดี แย่ๆ มันก็อาจจะมีกระทบน้อยหน่อย กับอีกส่วนหนึ่ง คือ ต้องดูว่าผีเนี่ย มันไปโดนกับใคร สมมุติถ้าเป็นหนังวัยรุ่นเนี่ย อาจจะกระเทือนหน่อย เพราะว่า แผ่นผีเนี่ย เวลาออก มันมีการโยนเข้าไปในบิท ทอร์แรนซ์ เข้าไปให้ดาวน์โหลดในเน็ท ซึ่งเด็กวัยรุ่นเนี่ยส่วนใหญ่จะดาวน์โหลด ทีนี้ก็จะไปกระเทือนพวกนักเรียน พวกนักศึกษา


Q : แล้วอย่างที่ผ่านมา หนังค่อนข้างประสบความสำเร็จ ทำให้เราต้องคิดหนักสำหรับโปรเจ็กต์ต่อๆ ไปไหม ว่าคนอาจจะจับตามองว่า เป็นหนังจีทีเอช


A: คือ ของจีทีเอชน่ะ อาจจะไม่มากเท่่าที่อื่น เนื่องจากว่าถ้าจะสังเกตให้ดีนะ หนังจีทีเอชเนี่ย มันเป็นหนังแบบที่เราทำทั้งนั้น เลย เป็นแบบที่เราคุ้นเคย เป็นสไตล์ของเราอยู่แล้ว หนังผีเราก็ทำมา ปีที่แล้ว แบบสี่แพร่ง ห้าแพร่ง เราก็ทำมา หนังอย่างรถไฟฟ้าฯ ก็ใช่ว่าเราไม่เคยทำ เพียงแต่มันเปลี่ยนโจทย์ เปลี่ยนคอนเซปต์ เราเคยทำเพื่อนสนิท เคยทำซีซั่น เชนจ์ คือ หนังมันก็เป็นหนังแนวแบบนี้อยู่แล้ว ฉะนั้น เราเองก็ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรมาก และเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราจะต้องไปเปลี่ยนอะไรมาก เพราะว่ามันเป็นรสนิยมของที่นี่ เป็นทางของที่นี่อยู่แล้ว


Q : ปีหน้ามองว่า จะมีอะไรที่มันแปลกใหม่หรือว่าน่าสนใจสำหรับคนดูไหม


A: คือ ของเรามันคงทำหนังแบบเอาเรื่องความเชื่อบวกกับเรื่องรสนิยมเป็นหลัก แบบที่เราชอบและเราคิดว่าคนดูน่าจะชอบ บวกกับความเชื่อว่า มันจะดีและจะโดน อันนี้คือ โจทย์เรามาจากอันนี้ก่อน แต่ว่าเรื่องแปลกใหม่ก็ดีหรือไม่แปลกใหม่ก็ดี มันมาจากไอเดียที่พอเราจับขึ้นมาแล้ว ตอนแรกเราก็ไม่คิดว่ามันแปลกหรอก แต่พอมันผสมผสานอะไรกันเข้าไปแล้วเนี่ย มันกลายเป็นแปลกเอง


Q : แล้วเรื่องกฎหมายเรตติ้ง คิดว่าจะมีหนังอะไรที่มันชัดเจนมากขึ้นไหม อย่างหนังแรงก็แรง หรือหนังที่มันไม่ก้ำกึ่ง


A: ใน ทางปฏิบัติ กับผู้ชมภาพยนตร์เนี่ย เรตติ้งไม่มีผลเลย แทบจะเรียกว่า ไม่มีผลเลย คือ คนดูเนี่ย ไม่ได้ตื่นตัว คือ เวลาซื้อตั๋ว คนดูไม่ได้เข้ามาถามว่า หนังเรื่องนี้ได้เรตอะไร คนดูไม่สนใจ ถ้าอยากดูหนังเรื่องนี้ คนดูก็เข้าไปซื้อตั๋วเลย คือ คนดูไม่ได้มาสัมพันธ์กับเรื่องของเรตติ้งตรงนี้ แต่เรตติ้งน่ะมีผลกับคนทำมากกว่า ในแง่ของคนทำ คนทำก็หวังว่าตัวเองจะได้เรตใดเรตหนึ่งที่เหมาะสมกับตัว เอง แต่บางเรื่อง ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ บางเรื่อง มีคำสั่งให้ตัด ยังมีการให้เรต แล้วมีการตัด ซึ่งมันมีคำถามว่า ถ้ามีเรต แล้วตัดทำไม ก็ในเมื่อถ้าตัด มันก็กลับไปสู่ระบบเซ็นเซอร์ คือ ถ้าเป็นเซ็นเซอร์ ก็กลับไปเป็นเซ็นเซอร์ ก็อย่าไปตัดหนังเค้า ถ้าคิดว่าหนังเรื่องนี้รุนแรงหรือหนังมีอะไรที่น่าเกลียด ก็อัพเรตขึ้นไป 18 บวกพอไหม ไม่พอก็ให้ 20 บวกก็ได้


Q : ณ วันนี้ จริง ๆแล้ว กฎหมายเรตติ้งออกมาใช้ แต่ในทางปฏิบัติ จริงๆ ยังเหมือนเดิม


A: ในทางปฏิบัติจริงๆ เอาภาพรวมนะ ส่วนใหญ่คณะกรรมการทำได้ดี แต่มันมีบางส่วนน่ะ ที่มันมีคำถาม อย่างเช่น หนังไทยที่ผมพูดถึงมันมีคำถามว่า ตัดทำไม ถ้าในเมื่อคิดว่าหนังเรื่องนี้ไม่เหมาะ หรือดูแรงไป ก็ให้เรตขึ้นไปสูงๆ สิ ใช่ไหม คือ การสั่งตัดเนี่ย บางทีมันคือระบบเซ็นเซอร์


Q : อย่างนี้มันอยู่ที่ว่าเจ้าของหนังยอมด้วยหรือเปล่า


A: เจ้าของ หนังไม่มีทางเลือกสิฮะ ไม่ยอมจะโดนแบน จะถูกแบน คือ เค้าไม่ได้ต่อรอง แล้ว หนังไทย เวลายื่นขอเรต มันมักจะเป็นวันใกล้ๆ หนังฉาย มันไม่มีเวลาไปนั่งอุทธรณ์ ตอนนั้นต่อรองกันได้ รอมชอมกันได้ มันก็ต้องเอา อันนี้อันที่หนึ่ง พอดีผมจำชื่อเรื่องทั้งหมดไม่ได้ แต่ผมอยากให้คุณไปอ่านไบโอสโคปเล่มล่าสุด ที่เค้าเขียนเรื่องนี้ อ่านแล้วงงมาก หนังฝรั่งหลายๆ เรื่องไม่ควรได้เรตนี้ เพราะดูแล้วน่าจะรุนแรง แต่ไปได้เรต ท แล้วหนังบางเรื่องที่น่าจะไม่มีอะไรเลย แต่กลับไปได้เรตสูงๆ มันมีบางส่วนนะ บางส่วนที่มีคำถามว่า เอ๊ะ ทำไม เหมือนไม่ค่อยเป็นสแตนดาร์ด แต่ส่วนใหญ่ทำได้ดี


Q : แล้วคนก็ยังรู้สึกว่าทำไมทีหนังฝรั่ง ฆ่ากันเห็นๆ แต่ก็ยังฉายได้


A: หนังฝรั่งเนี่ยเค้าจะระวังกับ หนังที่มันโหดจนเกินงาม โหดจนเกินพอดี ถ้าไม่โดนแบนไปเลย ก็อาจจะได้เรตสูงๆ ไปเลย แต่ถ้าโหดแบบปกติ เอาปืนยิงกัน อะไรแบบนี้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหา


Q : ทำไมมันยังเป็นเหมือนสองมาตรฐานกับหนังไทย


A: ไม่ๆ ๆ นี่ผมไม่ได้พูดเจาะจงว่า เค้าไม่ทำกับหนังฝรั่งนะ เพียงแต่ว่า ผมเข้าใจว่า คณะกรรมการที่พิจารณาเรตเนี่ย อาจจะยังไม่เคลียร์อะไรบางอย่าง ขอย้ำนะว่า ส่วนใหญ่ทำได้ดี แต่ยังมีบางอย่างที่ผมคิดว่า เป็นคำถาม ซึ่งคณะกรรมการอาจจะต้องถามอีกนิดหนึ่งว่า เอ๊ะ ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้คนดูไม่รู้สึกเลย ผมถามโรงหนังไม่น้อยกว่า 4-5 ครั้งแล้วว่า เรตติ้งมีผลกับคนดูไหม โรงจะตอบเหมือนกันหมดทุกคนว่า ไม่ได้มี เพราะคนดูไม่ได้เดินเข้ามาที่บ็อกออฟฟิศ แล้วเข้ามาถามว่า หนังเรื่องนี้ได้เรตอะไร ลูกชั้นควรดูหรือเปล่า ไม่เคยเลย เค้าก็ยังดูหนังปกติ


Q : เพราะฉะนั้น มันก็จะไม่ได้มีผลอะไรกับคนสร้างมากนัก ในแง่ของเวลาที่หนังฉาย


A: มีดิ มันก็มีผลต่อคนสร้างในแง่ที่ว่า ถ้าคนสร้างโดนเรตแบบแรงๆ โดยที่ตัวเองไม่ได้อยากโดนเรตนั้นน่ะ มันก็จะมีผล แต่ถ้าตัวเองอยากได้อยู่แล้ว ไม่เป็นไร ถ้าตัวเองทำหนังมาเพื่ออยากได้เรต 20 บวกอยู่แล้ว ก็จะมีผลในอีกด้านหนึ่ง เช่น ถ้าผู้สร้างรายนั้นเกิดอยากทำหนังอาร์ อยากทำหนังที่มันแบบโป๊แบบเห็นจริงเห็นจังหน่อย แต่ตัวเองอยากได้ 20 บวกเพื่อให้ผู้ใหญ่มาดู เกิดไปเจอคณะกรรมการบอกว่า ไม่ให้ ฉันไม่ให้ 20 บวก ฉันจะตัด มันกลายเป็นปัญหาที่ว่า ถ้าอย่างนี้เรตมันจะมีเพื่ออะไร มันต้องได้เรตสิ ควรจะกำหนดเรตลงไป


Q : มันมีบางส่วนที่เป็นปัญหาที่ทำไม่เคลียร์


A: จริงๆตัวนี้มันมีคำถามตั้งแต่ตอนที่เขาเอากติกามารยาทมาดูแล้ว คือ กฎระเบียบมีครอบคลุมไว้เยอะ เช่น ข้อที่ว่า ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี ต่อจารีตประเพณีอันดีงาม ข้อนี้ยังอยู่นะฮะ จริงๆ ข้อนี้ข้อเดียวมันเป็นครอบจักรวาลอยู่แล้ว ซึ่งผมก็เคยมีคำถามนะว่า จริงๆ ข้อนี้ ถ้ามันมีมันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว เค้าก็พยายามเถียงกันบอกว่า ไม่ใช่ มันอยู่ที่ดุลยพินิจ มันมีก็จริง แต่มันมีเอาไว้กัน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมาบ้าจี้ เค้าก็จะดูตามความเหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่จะทำได้จริงๆ แต่จะมีบางอันที่เป็นคำถาม ผมยกตัวอย่าง จันดารา ถ้าวันนี้เอามาฉาย สิ่งที่มันจะต้องได้แน่ๆ คือ 20 บวก ถ้าเป็นเวอร์ชั่นเต็มของจันดารานะ ซึ่งก็เป็นความประสงค์ของผู้สร้าง ซึ่งอยากได้ด้วยซ้ำ ก็ฉันอยากทำหนังให้มันได้ 20 บวก เกิดยื่นไปปุ๊บ แล้วคณะกรรมการบอก 20 บวก ฉันไม่ให้ ฉันจะแบนเลย หรือ ต้องตัด อ้าว แล้วอย่างนี้มันจะมีเรต 20 บวก ไปทำไม กติกาจะเขียนไปทำไมว่าอายุ 20 บวกถึงจะได้ดู ก็คนสร้างเค้าทำมาให้คนกลุ่มนี้ดู หรือบางประเด็นอยากจะพูดเรื่องล่อแหลมบางเรื่อง เรื่องฉ้อฉล เรื่องอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่าแรงหน่อย ไม่ใช่เบาๆ อย่างที่เคยทำ แล้วคณะกรรมการบอกไม่ให้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของความมั่นคง คุณทำไปเสียหาย ทำไป ประเทศชาติเดือดร้อน อย่างนี้มันก็งงๆ


ภาพรวมของภาพยนตร์ไทยปี 2553 ทั้งหมดจากปากคำของ วิสูตร พูลวรลักษณ์​ พ่อมดคนหนึ่งในวงการหนังไทยนั้นคือทำหนังที่โดนใจมากที่สุด เมื่อทำหนังคุณภาพบวกกับสไตล์แบบจีทีเอช เชื่อว่าปี 53 จะมีหนังทำเงินอีกในขณะที่ยังต้องสู้กับหนังฮอลิวู้ดและแผ่นผีกันอยู่และน่ี่คือมุมมองของคนทำหนัง คนหนึ่งที่มีส่วนสร้้างภ.รถไฟฟ้ามาหานะเธอ หนังที่คนไทยชอบมากที่สุดในปี52


Q : เป็นยังไงบ้าง กับหนังที่ผ่านมาของจีทีเอชโดยรวม


A: ปีนี้ เราออกหนังทั้งหมด 4 เรื่อง เริ่มจากความจำสั้น แต่รักฉันยาว ก็ได้ไป 50 ล้านบาท เรื่องที่สอง หนีตามกาลิเลโอ ได้ไป 30 ล้านบาท พอมาเรื่องที่สาม ห้าแพร่ง ก็กระโดดขึ้นมาเป็น 113.5 ล้านบาท แล้วก็เรื่องสุดท้าย รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ได้ไป 145.4 ล้านบาท


Q : ปีนี้ หนังที่วางไว้ว่าจะออกฉาย น้อยกว่าที่ตั้งใจไว้ไหมครับ หรือประมาณนี้


A: นิดนึง คือ จริงๆ ปกติ ตอนยุคปีแรก ๆเราเคยบอกไว้ว่า เราพยายามจะฉายให้ได้ 5-6 เรื่องต่อปี แต่จริงๆ มาทำแล้วมันไม่เคยถึง 4 เรื่องบ้าง 5 เรื่องบ้าง มันไม่เคยถึง เต็มที่ก็คือ 5 เรื่อง


Q : ผลกำไรปีนี้ ถือว่าดีกี่เปอร์เซนต์


A: ถ้าเทียบกับปีก่อน ๆ ก็ถือว่าดีกว่าเป็นเท่าตัว


Q : ตอนแรกคนมองว่าครึ่งปีแรกของปีนี้ หนังแย่แน่ๆ เปิดมาเรื่องใหญ่ๆ ก็ไม่ค่อยได้เงินเท่าไหร่ แต่พอครึ่งปีหลัง กลับมีหนังที่ทำเงินเป็นร้อยล้านขึ้นมาพอสมควรเหมือนกัน


A: จริงๆ มันตอบสองอย่าง อย่างที่หนึ่ง คือ หนังเนี่ย เวลามันได้ตังค์ มันไม่ได้เกี่ยวกับเศรษฐกิจเท่าไหร่ มันเกี่ยวกับโปรดักส์ คือหนังเวลาคนดูอยากดู พร้อมที่จะเสียเงินเข้าไปดู แล้วเรื่องแรกที่ทำได้ในปีนี้เลยก็คือ ในเดือนมิถุนายน คือ เรื่องทรานฟอร์เมอร์ส 2 ที่มันปาเข้าไปสองร้อยกว่าล้าน เลย แล้วหลังจากนั้น ก็มีเรียงเข้ามาเป็นแถบเลย ไม่ว่าจะเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นห้าแพร่ง รถไฟฟ้าฯ วงษ์คำเหลา คือ ตอนนี้ ถล่มทลายกันใหญ่เลย ยิ่ง 2012 ก็ปาเข้าไป 200 อีก คือ หกเดือนหลังนี่เรียกได้ว่า พลิกหลังมือเป็นหน้ามือเลยล่ะ คือ หกเดือนแรกนี่ยอมรับว่าเศรษฐกิจมันมีส่วน แต่ว่าต้องยอมรับว่าโปรดักส์ก็มีส่วน คือ โปรดักส์มันไม่แข็งแรงเท่าหกเดือน หลัง ที่ว่าน่าจะแรงๆ จริงๆ หนังฝรั่งไม่มี ไม่มีแรงแบบครึ่งปีหลัง แรงสุดของหนังฝรั่งครึ่งปีแรก คือ หนังเรื่องฟาสต์แอนด์ฟิวเรียส 4 ซึ่งแรงสุดแล้ว แต่พอมาเทียบกับครึ่งปีหลังอย่างทรานฟอร์เมอร์ส อย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์แล้ว มันคนละเรื่อง มันคนละสเกล


Q : จริงๆ ถ้าครึ่งปีแรกมีหนังอย่างที่คุณวิสูตรว่า ก็อาจจะได้ตังค์


A: ใช่ ผมว่าโปรดักส์มีผล อันนี้อันที่หนึ่ง แต่ว่าครึ่งปีแรก เราต้องยอมรับว่ามันผันผวนจริงๆ เพราะว่าไหนจะยึดสนามบิน ไหนจะหวัด 2009 คือ มันมีผลจริงๆ หกเดือนแรก หกเดือนแรกเนี่ย โรงหนังถึงขนาดพูดเลยว่า ปีนี้ฉันหายไป 15-20% แน่ๆ แต่พอหกเดือนหลังพลิกปุ๊บกลับมาเป็นแซงเลย ทีนี้มันกลายเป็นพูดใหม่ มันกลายเป็นดีกว่าปีก่อน 15 % เพราะแค่หกเดือนหลังนี่มันพลิกสถานการณ์ กลับเป็นดีขึ้นมาเลย ซึ่งผมว่าโปรดักส์ล้วนๆ


Q : คนดูหนังก็ยังดูหนังอยู่ ถ้าเกิดมันโอเค


A: ใช่ๆ เพราะผมว่า หนังเนี่ย บางที มันมีความคุ้มค่า มันมีการลงทุนแล้วมันยังเป็นความบันเทิงที่ราคาไม่สูงจนเกินไปนัก สำหรับคนที่จะเข้าไปผ่อนคลายในโรงหนัง ต่อให้โรงหนังตั๋วจะราคา 140 หรือ 160 อะไรก็แล้วแต่ ผมมีความรู้สึกว่า เค้าเข้าไปแล้ว เค้ายังรู้สึกว่าเค้าคุ้ม แต่ มันต้องมีแต่ ตรงที่ว่า เค้าจะรู้สึกว่าเค้าจะเลือกดูมากขึ้น หนังเนี่ย จากที่เราทำการสำรวจ พฤติกรรมของคนดู ตอนนี้ คำนวณความถี่ลดลง แต่ เวลาดู ยังดูเยอะอยู่ หมายถึงว่า ถ้าหนังเรื่องไหนฉันจะดูเนี่ย ฉันจะเทไปที่เรื่องนั้น ซึ่งหมายถึง เรื่องนั้นจะทำรายได้ถล่มทลาย แต่จากที่เคยดูเดือนละ 4 เรื่องอาจจะเหลือสักเดือนละ 2 เรื่อง หรือ 3 เรื่อง


Q : พวกผียังมีส่วนแชร์เยอะอยู่เหมือนเดิมไหม


A: ก็ มีนะฮะ แต่ผีเนี่ยมันเป็นส่วนๆ อยู่ที่คุณภาพด้วย ถ้าคุณภาพมันชัด มันมาดี มันมาแรง ก็มีส่วนกระทบกระเทือน แต่ถ้ามันมาแบบ ภาพไม่ค่อยดี แย่ๆ มันก็อาจจะมีกระทบน้อยหน่อย กับอีกส่วนหนึ่ง คือ ต้องดูว่าผีเนี่ย มันไปโดนกับใคร สมมุติถ้าเป็นหนังวัยรุ่นเนี่ย อาจจะกระเทือนหน่อย เพราะว่า แผ่นผีเนี่ย เวลาออก มันมีการโยนเข้าไปในบิท ทอร์แรนซ์ เข้าไปให้ดาวน์โหลดในเน็ท ซึ่งเด็กวัยรุ่นเนี่ยส่วนใหญ่จะดาวน์โหลด ทีนี้ก็จะไปกระเทือนพวกนักเรียน พวกนักศึกษา


Q : แล้วอย่างที่ผ่านมา หนังค่อนข้างประสบความสำเร็จ ทำให้เราต้องคิดหนักสำหรับโปรเจ็กต์ต่อๆ ไปไหม ว่าคนอาจจะจับตามองว่า เป็นหนังจีทีเอช


A: คือ ของจีทีเอชน่ะ อาจจะไม่มากเท่่าที่อื่น เนื่องจากว่าถ้าจะสังเกตให้ดีนะ หนังจีทีเอชเนี่ย มันเป็นหนังแบบที่เราทำทั้งนั้น เลย เป็นแบบที่เราคุ้นเคย เป็นสไตล์ของเราอยู่แล้ว หนังผีเราก็ทำมา ปีที่แล้ว แบบสี่แพร่ง ห้าแพร่ง เราก็ทำมา หนังอย่างรถไฟฟ้าฯ ก็ใช่ว่าเราไม่เคยทำ เพียงแต่มันเปลี่ยนโจทย์ เปลี่ยนคอนเซปต์ เราเคยทำเพื่อนสนิท เคยทำซีซั่น เชนจ์ คือ หนังมันก็เป็นหนังแนวแบบนี้อยู่แล้ว ฉะนั้น เราเองก็ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรมาก และเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราจะต้องไปเปลี่ยนอะไรมาก เพราะว่ามันเป็นรสนิยมของที่นี่ เป็นทางของที่นี่อยู่แล้ว


Q : ปีหน้ามองว่า จะมีอะไรที่มันแปลกใหม่หรือว่าน่าสนใจสำหรับคนดูไหม


A: คือ ของเรามันคงทำหนังแบบเอาเรื่องความเชื่อบวกกับเรื่องรสนิยมเป็นหลัก แบบที่เราชอบและเราคิดว่าคนดูน่าจะชอบ บวกกับความเชื่อว่า มันจะดีและจะโดน อันนี้คือ โจทย์เรามาจากอันนี้ก่อน แต่ว่าเรื่องแปลกใหม่ก็ดีหรือไม่แปลกใหม่ก็ดี มันมาจากไอเดียที่พอเราจับขึ้นมาแล้ว ตอนแรกเราก็ไม่คิดว่ามันแปลกหรอก แต่พอมันผสมผสานอะไรกันเข้าไปแล้วเนี่ย มันกลายเป็นแปลกเอง


Q : แล้วเรื่องกฎหมายเรตติ้ง คิดว่าจะมีหนังอะไรที่มันชัดเจนมากขึ้นไหม อย่างหนังแรงก็แรง หรือหนังที่มันไม่ก้ำกึ่ง


A: ใน ทางปฏิบัติ กับผู้ชมภาพยนตร์เนี่ย เรตติ้งไม่มีผลเลย แทบจะเรียกว่า ไม่มีผลเลย คือ คนดูเนี่ย ไม่ได้ตื่นตัว คือ เวลาซื้อตั๋ว คนดูไม่ได้เข้ามาถามว่า หนังเรื่องนี้ได้เรตอะไร คนดูไม่สนใจ ถ้าอยากดูหนังเรื่องนี้ คนดูก็เข้าไปซื้อตั๋วเลย คือ คนดูไม่ได้มาสัมพันธ์กับเรื่องของ

เรตติ้งตรงนี้ แต่เรตติ้งน่ะมีผลกับคนทำมากกว่า ในแง่ของคนทำ คนทำก็หวังว่าตัวเองจะได้เรตใดเรตหนึ่งที่เหมาะสมกับตัว เอง แต่บางเรื่อง ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ บางเรื่อง มีคำสั่งให้ตัด ยังมีการให้เรต แล้วมีการตัด ซึ่งมันมีคำถามว่า ถ้ามีเรต แล้วตัดทำไม ก็ในเมื่อถ้าตัด มันก็กลับไปสู่ระบบเซ็นเซอร์ คือ ถ้าเป็นเซ็นเซอร์ ก็กลับไปเป็นเซ็นเซอร์ ก็อย่าไปตัดหนังเค้า ถ้าคิดว่าหนังเรื่องนี้รุนแรงหรือหนังมีอะไรที่น่าเกลียด ก็อัพเรตขึ้นไป 18 บวกพอไหม ไม่พอก็ให้ 20 บวกก็ได้


Q : ณ วันนี้ จริง ๆแล้ว กฎหมายเรตติ้งออกมาใช้ แต่ในทางปฏิบัติ จริงๆ ยังเหมือนเดิม


A: ในทางปฏิบัติจริงๆ เอาภาพรวมนะ ส่วนใหญ่คณะกรรมการทำได้ดี แต่มันมีบางส่วนน่ะ ที่มันมีคำถาม อย่างเช่น หนังไทยที่ผมพูดถึง

มันมีคำถามว่า ตัดทำไม ถ้าในเมื่อคิดว่าหนังเรื่องนี้ไม่เหมาะ หรือดูแรงไป ก็ให้เรตขึ้นไปสูงๆ สิ ใช่ไหม คือ การสั่งตัดเนี่ย บางทีมันคือระบบเซ็นเซอร์


Q : อย่างนี้มันอยู่ที่ว่าเจ้าของหนังยอมด้วยหรือเปล่า


A: เจ้าของ หนังไม่มีทางเลือกสิฮะ ไม่ยอมจะโดนแบน จะถูกแบน คือ เค้าไม่ได้ต่อรอง แล้ว หนังไทย เวลายื่นขอเรต มันมักจะเป็นวันใกล้ๆ หนังฉาย มันไม่มีเวลาไปนั่งอุทธรณ์ ตอนนั้นต่อรองกันได้ รอมชอมกันได้ มันก็ต้องเอา อันนี้อันที่หนึ่ง พอดีผมจำชื่อเรื่องทั้งหมดไม่ได้ แต่ผมอยากให้คุณไปอ่านไบโอสโคปเล่มล่าสุด ที่เค้าเขียนเรื่องนี้ อ่านแล้วงงมาก หนังฝรั่งหลายๆ เรื่องไม่ควรได้เรตนี้ เพราะดูแล้วน่าจะรุนแรง แต่ไปได้เรต ท แล้วหนังบางเรื่องที่น่าจะไม่มีอะไรเลย แต่กลับไปได้เรตสูงๆ มันมีบางส่วนนะ บางส่วนที่มีคำถามว่า เอ๊ะ ทำไม เหมือนไม่ค่อยเป็นสแตนดาร์ด แต่ส่วนใหญ่ทำได้ดี


Q : แล้วคนก็ยังรู้สึกว่าทำไมทีหนังฝรั่ง ฆ่ากันเห็นๆ แต่ก็ยังฉายได้


A: หนังฝรั่งเนี่ยเค้าจะระวังกับ หนังที่มันโหดจนเกินงาม โหดจนเกินพอดี ถ้าไม่โดนแบนไปเลย ก็อาจจะได้เรตสูงๆ ไปเลย แต่ถ้าโหดแบบปกติ เอาปืนยิงกัน อะไรแบบนี้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหา


Q : ทำไมมันยังเป็นเหมือนสองมาตรฐานกับหนังไทย


A: ไม่ๆ ๆ นี่ผมไม่ได้พูดเจาะจงว่า เค้าไม่ทำกับหนังฝรั่งนะ เพียงแต่ว่า ผมเข้าใจว่า คณะกรรมการที่พิจารณาเรตเนี่ย อาจจะยังไม่เคลียร์อะไรบางอย่าง ขอย้ำนะว่า ส่วนใหญ่ทำได้ดี แต่ยังมีบางอย่างที่ผมคิดว่า เป็นคำถาม ซึ่งคณะกรรมการอาจจะต้องถามอีกนิดหนึ่งว่า เอ๊ะ ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้คนดูไม่รู้สึกเลย ผมถามโรงหนังไม่น้อยกว่า 4-5 ครั้งแล้วว่า เรตติ้งมีผลกับคนดูไหม โรงจะตอบเหมือนกันหมดทุกคนว่า ไม่ได้มี เพราะคนดูไม่ได้เดินเข้ามาที่บ็อกออฟฟิศ แล้วเข้ามาถามว่า หนังเรื่องนี้ได้เรตอะไร ลูกชั้นควรดูหรือเปล่า ไม่เคยเลย เค้าก็ยังดูหนังปกติ


Q : เพราะฉะนั้น มันก็จะไม่ได้มีผลอะไรกับคนสร้างมากนัก ในแง่ของเวลาที่หนังฉาย


A: มีดิ มันก็มีผลต่อคนสร้างในแง่ที่ว่า ถ้าคนสร้างโดนเรตแบบแรงๆ โดยที่ตัวเองไม่ได้อยากโดนเรตนั้นน่ะ มันก็จะมีผล แต่ถ้าตัวเองอยากได้อยู่แล้ว ไม่เป็นไร ถ้าตัวเองทำหนังมาเพื่ออยากได้เรต 20 บวกอยู่แล้ว ก็จะมีผลในอีกด้านหนึ่ง เช่น ถ้าผู้สร้างรายนั้นเกิดอยากทำหนังอาร์ อยากทำหนังที่มันแบบโป๊แบบเห็นจริงเห็นจังหน่อย แต่ตัวเองอยากได้ 20 บวกเพื่อให้ผู้ใหญ่มาดู เกิดไปเจอคณะกรรมการบอกว่า ไม่ให้ ฉันไม่ให้ 20 บวก ฉันจะตัด มันกลายเป็นปัญหาที่ว่า ถ้าอย่างนี้เรตมันจะมีเพื่ออะไร มันต้องได้เรตสิ ควรจะกำหนดเรตลงไป


Q : มันมีบางส่วนที่เป็นปัญหาที่ทำไม่เคลียร์

A: จริงๆตัวนี้มันมีคำถามตั้งแต่ตอนที่เขาเอากติกามารยาทมาดูแล้ว คือ กฎระเบียบมีครอบคลุมไว้เยอะ เช่น ข้อที่ว่า ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี ต่อจารีตประเพณีอันดีงาม ข้อนี้ยังอยู่นะฮะ จริงๆ ข้อนี้ข้อเดียวมันเป็นครอบจักรวาลอยู่แล้ว ซึ่งผมก็เคยมีคำถามนะว่า จริงๆ ข้อนี้ ถ้ามันมีมันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว เค้าก็พยายามเถียงกันบอกว่า ไม่ใช่ มันอยู่ที่ดุลยพินิจ มันมีก็จริง แต่มันมีเอาไว้กัน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมาบ้าจี้ เค้าก็จะดูตามความเหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่จะทำได้จริงๆ แต่จะมีบางอันที่เป็นคำถาม ผมยกตัวอย่าง จันดารา ถ้าวันนี้เอามาฉาย สิ่งที่มันจะต้องได้แน่ๆ คือ 20 บวก ถ้าเป็นเวอร์ชั่นเต็มของจันดารานะ ซึ่งก็เป็นความประสงค์ของผู้สร้าง ซึ่งอยากได้ด้วยซ้ำ ก็ฉันอยากทำหนังให้มันได้ 20 บวก เกิดยื่นไปปุ๊บ แล้วคณะกรรมการบอก 20 บวก ฉันไม่ให้ ฉันจะแบนเลย หรือ ต้องตัด อ้าว แล้วอย่างนี้มันจะมีเรต 20 บวก ไปทำไม กติกาจะเขียนไปทำไมว่าอายุ 20 บวกถึงจะได้ดู ก็คนสร้างเค้าทำมาให้คนกลุ่มนี้ดู หรือบางประเด็นอยากจะพูดเรื่องล่อแหลมบางเรื่อง เรื่องฉ้อฉล เรื่องอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่าแรงหน่อย ไม่ใช่เบาๆ อย่างที่เคยทำ แล้วคณะกรรมการบอกไม่ให้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของความมั่นคง คุณทำไปเสียหาย ทำไป ประเทศชาติเดือดร้อน อย่างนี้มันก็งงๆ

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement