advertisement

จากโครงเรื่องจริง สู่ปรากฏการณ์เพลงที่ถูกแชร์ 'ขอ-LOMOSONIC'

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2557 09:00

“ไม่อยากจะขอ ให้เวลานี้เป็นของเรา
ไม่อยากจะถาม ว่าเราจะเหมือนเดิมได้ไหม
แค่อยากให้รู้ ว่าในวันนี้ ฉันเหมือนได้เจอลมหายใจ”

นานแล้วที่ไม่ได้เห็นปรากฏการณ์การแชร์เพลงที่เยอะอย่างนี้ กับเพลงล่าสุด ขอของศิลปินวง LOMOSONIC ที่ถูกแชร์กันมากที่สุด ในระยะเวลาเพียง 48 ชั่วโมง ยอดวิวในยูทูบพุ่งสูงขึ้นเหยียบล้านวิว รวมทั้งมีการนำเหตุการณ์ในเอ็มวีมาสร้างกระแสในโลกออนไลน์กันอย่างมากมาย งานนี้เลยทำให้สมาชิกในวง LOMOSONIC อย่าง บอย-อริย์ธัช พลตาล (นักร้องนำ), ป้อม-ฉัตรชัย งามสิริมงคลชัย (กีตาร์), ปิติ เอสตราลาโด (กีตาร์), ออตโต้-ชาญเดช จันทร์จำเริญ (กลอง) เกิดอาการตื่นเต้น ดีใจปนกับงุนงงเล็กน้อย ที่เพลงนี้กลายเป็นกระแสขึ้นมา

 


การบรรจงเรียบเรียงด้านเพลงได้ถูกส่งต่อมาเป็นภาพในเอ็มวี ด้วยภาพที่รู้สึกอบอุ่น ผ่านตัวละครที่เป็นตัวแทนของช่วงเวลาความรักที่ได้จบลงไปแล้ว แต่เมื่อความรักครั้งนี้ได้โคจรมาเจอกันอีกครั้ง ความทรงจำและความรู้สึกก็กลับมา โดยงานนี้ได้ผู้กำกับฝีมือดีจาก Hello Filmmaker พงศ์-ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี มาช่วยทำเอ็มวีเพลง ซึ่งงานนี้ผู้กำกับบอกว่า โครงเรื่องทั้งหมดมาจากเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นในชีวิต และคิดว่าไม่ใช่แค่ตนเองเท่านั้นที่เคยเป็น แต่เชื่อว่าคนอื่นก็เป็นเหมือนกัน เลยคิดที่อยากจะถ่ายทอดเรื่องราวขึ้นมา

 

งานนี้ทาง บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้เดินทางไปถึงห้องเพลงเล็กๆ อย่างค่าย สมอลล์รูม เพื่อถ่ายทอดบทสัมภาษณ์ถอดความมาเป็นตัวหนังสือให้คุณผู้อ่านได้รู้ถึงแนวทาง แนวคิดในการทำงานเพลงของวง LOMOSONIC กับ พงศ์ ผู้กำกับเอ็มวี ว่าเขาทำอย่างไร และมีจุดเริ่มต้นยังไงในการทำเอ็มวีเพลงนี้ จนมาสู่กระแสการแชร์เพลงมากที่สุด

บอย “เราปล่อยอัลบั้มนี้มาประมาณต้นเดือนสิงหา จริงๆ แล้วมี 20 เพลงครับ หลังจากห่างอัลบั้มแรกมา 4 ปี จริงๆเราทำเพลงเก็บมาไว้ตลอด พอมาทำรีวิวเพลงมันเยอะมากเลยครับ ทางสมอลล์รูมและเราเชื่อในการทำอัลบั้มอยู่ครับ มันเป็นการบอกเล่าเรื่องราวความคิดที่ผ่านมา เพลง ขอก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราเดินทางผ่านเรื่องราวมา พี่รุ่งก็ให้โอกาสครับ”


ความหมายของเพลง
ขอ ความหมายมันหมายถึงอะไร?

 

บอย “เนื้อเพลงความหมายจริงๆ แล้ว ถ้าเราฟังโดยปกติ ให้เพื่อนๆ ฟัง ก็คงคิดถึงแฟนเก่า เป็นเรื่องที่พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด แต่ผมรู้สึกว่าในความสัมพันธ์ของคนสองคน สุดท้ายแล้วถ้ามันต้องแยกทางกันจริงๆ ในตอนนั้นคิดถึงประโยคที่ว่า ตาคู่นั้นอบอุ่นเหลือเกินมันจะมีความหวังดีอยู่ ถ้าพูดตรงๆ คือ ความหวังดีที่อยากจะเห็นคนอีกคนหนึ่งไปในทางที่ดี ผมรู้สึกว่าตรงนี้มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ เลยเอามาขยายความต่อ เพลงนี้พวกเราช่วยกันทำ ก็มองว่ามันยิ่งใหญ่ ลองนั่งเขียนแบบคิดอะไรออกมาได้ก็เขียนไปก่อน และเพลงนี้ก็ได้เสียงหญิงสาวมาเติมเต็ม ด้วยความที่เพลงนี้มันผู้ชายมาก เลยคิดถึงเสียงผู้หญิงมาให้มันละมุนขึ้น พอสุดท้ายแล้วก็ได้เสียงของพี่เติ้ล วงWHEN มาช่วย”

ในเนื้อเพลงมันจะเป็นความรักที่จบไปแล้ว ไม่ได้มีการกลับมารีเทิร์น?

บอย “เป็นลักษณะเนื้อเพลงที่เขียนให้เป็นคำถามปลายเปิด พวกเราจะวางคอนเซปต์กันว่าเกลาได้มั้ย ก็เป็นการคิดสร้างระบบขึ้นมา จริงๆ แล้วอาจจะคืนดีก็ได้ ไม่คืนดีก็ได้”

 

ทางวงโลโมโซนิค ได้มีการเข้าไปช่วยในการทำเอ็มวีเพลงไหม?

ป้อม “เอ็มวีเพลง ผมเป็นคนประสานงานกับทางผู้กำกับ คือคุณพงศ์ครับ เราทำงานร่วมกับพงศ์มานานแล้ว เห็นได้เลยว่าพงศ์เป็นคนที่มีเซ้นส์ในการทำดราม่าได้ดีกว่าเพลงเร็ว เค้าเคยทำเอ็มวีเพลง จนวันสุดท้าย-สควีซ แอนนิมอลและโครงเรื่องก็อลังการประทับใจมาก เราเลยชอบ แล้วเพลง ขอเราคิดว่าจะโปรโมตกัน พงศ์ก็รีบ ตอนนั้นส่งเพลงขอให้พงศ์ฟัง อัลบั้มยังไม่เสร็จเลย ส่งเป็นเดโมให้ฟังไปก่อน แล้วเพลง ขอ เป็นเพลงที่โครงสร้างเพลงมันจะประหลาดนิดหนึ่งครับ ไม่ใช่เพลงป๊อปไทย มันมีวิธีการวางโครงสร้างคล้ายกับเมืองนอก เป็นเพลงที่เน้นบรรยากาศ ไม่ได้มีคำติดหูหรือท่อนฮิตติดหูอะไร เหมือนเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ พงศ์ชอบเพลงนี้มาก เราอยากโปรโมตเพลงนี้ เลยต้องหาอะไรที่คาแรกเตอร์เข้ากับเพลงนี้ ซึ่งพงศ์เป็นตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุด เราได้ติดต่อให้พงศ์ทำเอ็มวีเพลงให้สองตัว หลังจากเพลงนี้จบไปจะมีอีกตัวจาก Hello Filmmaker

ตามคอมเมนต์ที่อยู่ในโลกโซเชียล เค้าจะบอกว่าพูดตรงๆ ไม่ได้ฟังเพลงเลย ส่วนมากจะดูเอ็มวีมากกว่า?

ป้อม “ผมเข้าใจนะ เพียงแต่ว่าเค้ารักเอ็มวีตัวนี้ไปแล้ว อย่างที่บอกโครงสร้างเพลงนี้มันไม่ใช่เพลงที่ฟังง่าย เพลงนี้ถูกสร้างมาให้เป็นเพลงประกอบอยู่แล้ว คือผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับคอมเมนต์แบบนี้ ไม่ได้รู้สึกว่าเซ็งหรือน้อยใจอะไร ผมรู้สึกว่าเค้าไม่เข้าใจ ถ้าอยากเข้าใจลองปิดเพลงแล้วดูเอ็มวีเพลงนี้อย่างเดียว แล้วจะรู้ว่ามันขาดอะไรไปสักอย่าง”

บอย “ผมรู้สึกว่าเอ็มวีลักษณะเรื่องแบบนี้ จริงๆ แล้วนี้มันไม่ใช่สิ่งใหม่ ไม่ได้เป็นครั้งแรกที่ออกมาด้วยซ้ำ ก็คือลองให้คนลองปิดเพลงแล้วทำตามที่เราบอก ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง คือกระบวนการทำงานของเพลง ขอมันต้องมาจากเพลงซึ่งผู้กำกับมีความสามารถ และสื่อสารออกไปได้ดีมากๆ”


ถ้าลองปิดเพลงแล้วฟังมันก็จะดูเหมือนขาดอะไรไป?

 

ป้อม “ผมฝากโยนคำถามนี้กลับไปดีกว่า ไม่อยากจะบอกว่า เพลงเรามันสำคัญหรือไม่สำคัญ ให้พิสูจน์ด้วยตัวเองดีกว่า เพราะสำหรับผมแล้วก็คือ ผมชอบมันเป็นแบบนี้ ผมชอบที่ดูคู่กัน”

ออตโต้ “ผมว่าน้ำตาที่เกิดจากคนร้องไห้ จากการแชร์ให้กันดู ผมว่าดนตรีก็มีส่วน ผมค่อนข้างมั่นใจ เพราะรู้สึกว่าการที่เราดูหนังเฉยๆ หนังเงียบ แต่สุดท้ายแล้วถ้ามีดนตรีมาช่วยหน่อย มันก็จะสมบูรณ์ 100% คือมีทั้งเนื้อเพลงและดนตรีประกอบที่สมบูรณ์แบบ”

เพลง ขอดังขึ้นมา เลยทำให้วงเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น รู้สึกยังไงบ้าง?

ป้อม “รู้สึกว่ามันถูกที่ถูกเวลามากกว่า ไม่ได้ตื่นเต้นหรือดีใจมากนะครับ เรียกว่าเร็วมาก เพราะก่อนที่เราจะปล่อยเพลงนี้ เราแพลนที่จะมีคอนเสิร์ตใหญ่อยู่แล้ว แล้วเราเพิ่งจะลงปกนิตยสาร ที่เรียกว่าเป็นนิตยสารในตำนานของคนเล่นดนตรี แล้วก็ผลัดมาแค่สัปดาห์เดียว เอ็มวีตัวนี้ถูกออนแอร์ขึ้นมาก็ดีขึ้นมาอีก เรียกว่ามันถูกที่ถูกเวลา ไม่รู้สึกว่าจะดีใจ โฟกัสไปที่เอ็มวีตัวนั้นตัวเดียว แต่ทุกคนรู้สึกเป็นสิ่งที่ดีมาก”

บอย “ถ้าเรียกว่าเป็นอะไรที่ประสบความสำเร็จมั้ย ผมไม่ได้มองตรงจุดนั้น รู้สึกว่ายังอีกไกล ต้องพิสูจน์ แล้วอันนี้เป็นเหมือนสัญญาณที่ทำให้เรารู้ว่า ถ้าสิ่งที่เรียกว่าประสบความสำเร็จหรืออะไรหลายๆ อย่าง มันทำให้เราต้องต่อยอด”

 

แนวคิดในการทำงานของเอ็มวีเพลง ขอเป็นยังไง?

พงศ์ “คือเอ็มวีตัวนี้ป้อมเค้าคุยกับผมนานแล้ว เค้าบอกว่ามีเพลงหนึ่งอยากให้ทำ แต่อีกครึ่งปีนะ เราก็รับปากไปก่อนยังไม่รู้ว่าจะทำหรือไม่ทำ คือ 6 เดือนมันนานมากนะ จนประมาณ 3 เดือนผ่านไป ป้อมก็เริ่มส่งเพลงมาให้ฟัง ผมก็ฟังรู้สึกชอบด้วยเพลงนี้มันเทามาก จน 3 เดือนผ่านไปก็ยังคิดไม่ออก เลยคิดจะทำเป็นฟิคชั่น แต่เราก็มาคิดว่าถ้าเราทำแบบเดิมก็จะได้งานแบบเดิม เรื่องที่แต่งขึ้นยังไงมันก็ไม่เหมือนของจริง แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร ในช่วงเวลานั้นทำดีที่สุดก็อันนี้ เพราะมีงานอื่นรออีกเยอะ จนเมื่อปลายปีผมไปเที่ยวเมืองลาว และระหว่างกลับบ้านคนเยอะมาก ต้องใช้เวลาตั้ง 32 ชั่วโมง แล้วภายใน 32 ชั่วโมงไม่มีอะไรทำเลย มีโน้ตบุ๊กตัวหนึ่ง ซึ่งเล่นเน็ตไม่ได้เลย แต่มันสามารถอ่านแชตบ็อกซ์ได้ เลยนั่งไล่อ่าน ระหว่างที่อ่านผมเห็นภาพๆ หนึ่ง ผมเลยรู้สึกว่าตอนพิมพ์ไม่ได้คิดอะไรนะ แต่พอมาอ่านย้อนหลังผมก็เห็นภาพๆหนึ่งขึ้นมา แบบผู้หญิงถ้าเค้ากลับมานั่งอ่าน เค้าจะมีภาพแบบเดียวกับเราไหม ก็เกิดไอเดียขึ้นมา เลยอยากลองทำ มันเชิงการทดลองถ้ามันแป้กคือแป้กเลย แต่ว่าหลายคนก็คิดว่าผมเอามาจากเรื่องจริงรึเปล่า มีมาถามกันเยอะนะ

ซึ่งบางส่วนก็เอามาจากชีวิตจริงครับ เพราะผมเป็นคนทำหนัง ก็ต้องมีบ้าง พอภาพมันเกิดขึ้นมา เราก็จดไว้และใส่คาแรกเตอร์ความเป็นตัวผมลงไปว่ามีอะไรบ้าง จริงๆ ผมไม่ได้นึกถึงคนดูเลยนะตอนแรก คืออยากให้ภาพที่ออกมามันจริงที่สุด อย่างเช่นตอนเราไปดูคอนเสิร์ตสมัยมหาวิทยาลัย ก็ไปยืนเต้นข้างหน้าเวที เคยหน้าอยู่ตรงระเบียงกำแพงกินเบียร์ถึงเช้า วันที่ผมนั่งตัด ตอนที่ถ่ายก็ยังรู้สึกดีเห็นภาพ แต่ก็ยังไม่เศร้า มาเศร้าตอนที่ผมตัดเสร็จปรับสีเสร็จทุกอย่าง ลองนั่งดูหน่อยแล้วกัน พอดูจบปุ๊บน้ำตาแตกออกมาเลย มันเป็นงานแรก คือมันดูบ้าบอมากเลย ผู้กำกับจะมาร้องไห้กับงานตัวเองทำไม มันเป็นภาพที่ประหลาด ผมทำจนวันสุดท้าย อย่างมากรู้สึกดีที่ทำให้คนอื่นรู้สึกได้ ก่อนปล่อยเอ็มวีออกมา ผมก็ไม่คิดว่ามันจะขนาดนี้ สำหรับผมมันฟินแล้วคือผมดูแล้วร้องไห้มันอิน ถ้าคนดูคนอื่นดูแล้วไม่อินมันก็เป็นเรื่องโดยเฉพาะส่วนตัว แต่พอมาเป็นแบบนี้แสดงว่าคนเรามีประสบการณ์ร่วมกันเหมือนกันเยอะมาก(ยิ้ม) ผมคิดว่าถ้าคนดูมีสัก 6 ใน 10 ประสบการณ์ที่ผมใส่ลงไป เค้าก็จะอิน”

 

บทสนทนาเราเอามาจากไหน เพราะประโยคที่ว่า “จริงๆ ตอนนั้นก็ดีนะ” คำนี้ถูกคนแชร์เยอะมาก?

พงศ์ “คำนี้ก็เป็นคำที่ทำให้ผมอยากทำเรื่องนี้ขึ้นมา คือมีแฟนเก่าผมคนอื่นเคยพูด คือเรากลับมาแชตกัน ซึ่งเรื่องนี้นานมากแล้ว เหมือนตอนแรกทะเลาะกัน เราก็บอกว่าพอเถอะ แล้วเค้าก็พิมพ์มาว่า เรื่องดีๆ มันก็อยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ได้หายไปไหนหรอก ขอโทษทีนะผมรู้สึกว่าคำนี้มันออกแนวอาร์ทๆ หน่อย ซึ่งเป็นคำที่แฟนเก่าผมพูด ผมก็เลยเปลี่ยนให้ง่ายขึ้นเป็นคำว่า จริงๆ ตอนนั้นก็ดีนะมันง่ายกว่า จากคำว่า เรื่องดีๆมันก็อยู่ตรงนั้นไม่ได้หายไปไหนคือมันจริงครับ เรื่องดีๆ ที่มันเคยเกิดขึ้นมา สมมติว่าเราหลับตาจะรู้สึกว่ามันอยู่ตรงนั้นจริงๆ เรารู้สึกได้ แต่ว่าแชตบ็อกซ์ทั้งหมดไม่ได้เอามาทั้งดุ้น ถูกปรุงแต่งให้มันดูมันอ่านเข้าใจมากขึ้น”

ตอนนี้แชตบ็อกซ์ถูกแชร์เยอะมาก?

พงศ์ “ดีใจมากเลยครับ(ยิ้ม) ไม่คิดว่าทำเอ็มวีแล้วมันจะกลายเป็นขนาดนี้ มีการแชร์หลายเวอร์ชั่นมาก(หัวเราะ)

ตอนนี้กลายเป็นกระแสเพลงขึ้นมา มีการแชร์ในโลกโซเชียล ยอดวิวทะลุล้านแล้ว ทางวงรู้สึกยังไงบ้าง?

ออตโต้ “แปลกใจครับ ตื่นเต้นดีใจ

บอย “ดีใจมากครับ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราเคยชินกับการทำเพลงอย่างที่ตั้งใจออกไป เมื่อก่อนทำเพลงชุดแรก 4 ปี ยังไม่ถึงแสนวิวเลย เป็นความดีใจที่งง ไม่ได้คิดว่าคนจะตอบรับเยอะขนาดนี้ ดีใจมาก ต้องยกเครดิตให้ผู้กำกับ และทีมนักแสดงที่สามารถเล่าเรื่องได้ตรงและได้ภาพที่ถูกต้องตามที่เราคิดไว้”

 

วิเคราะห์ปรากฏการณ์แชร์เพลง ว่าทำไมถึงเกิดการแชร์มากในโลกออนไลน์ ภายในเวลา 2 วัน ยอดวิวเหยียบที่ล้านกว่า?

ป้อม “ผมว่าเป็นที่วงเรางบน้อย เอ็มวีมันเรียลมาก ในแง่ข้อจำกัดตรงนี้ พงศ์ฉลาดมากตรงที่เลือกใช้ข้อจำกัดตรงนี้เป็นเสน่ห์ของเราครับ อย่างคนรักเรา เอาผ้าห่มมากอดกัน ถ้าในเอ็มวีส่วนใหญ่จะใช้ผ้าห่มสีขาวภาพฟุ้งๆ แต่อย่างเอ็มวีนี้ถ่ายในหอพัก เอาผ้าห่มในที่เค้าใช้จริงๆ ในหอพักมาห่ม คือทุกอย่างมันเรียลมาก คนรุ่นเราต้องมีอย่างน้อยสักชอตหนึ่งที่ไปเที่ยวกับแฟน หรือไปดูคอนเสิร์ตด้วยกัน”

บอย “สามารถวิเคราะห์ได้ว่า พฤติกรรมการฟังเพลงของคนเปลี่ยนไปแล้ว แล้วก็เอ็มวีตัวนี้มีความสามารถที่ทำให้คนที่เข้ามาดูอยากกดแชร์ มันก็เลยเกิดเป็นปรากฏการณ์เรียกได้ว่าข้ามคืนเลย ก็ยังงงอยู่เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ความสามารถในการดึงดูดของมิวสิกวิดีโอมันทำให้คนอยากกดแชร์ เวลาเราดูอะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้ามันไม่น่าสนใจ คนก็ไม่อยากกดดูและกดแชร์”

พงศ์ “อันนี้ขอถ่อมตัวเลยนะครับ ผมว่ามันเป็นความฟลุกอ่ะ แต่ถ้าให้ผมนั่งวิเคราะห์จากการที่นั่งคุยกันในออฟฟิศ 10 คนก็สตั๊นไปหมด เหมือนถ้าสมมติว่า พงศ์เอาดารามาเล่นก็จะได้คนดูกลุ่มหนึ่ง ถ้าเราเอาคนหน้าตาดีมาเล่นก็จะได้คนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ทีนี้เอ็มวีนี้ตัวละครเอกเป็นตัวหนังสือ ซึ่งตัวหนังสือมันมีความเท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าจะเป็นตัวดาราหรือว่าไปถึงคนธรรมดา มีหลายคนเค้าบอกว่าเวลาเค้าดูเค้าได้ยินเสียงตัวเองพูด มันก็เลยเหมือนแบบว่าไม่ได้เจาะสักกลุ่ม มันกลายเป็นว่าแพร่ออกไป เพราะใครๆ ก็ใช้อะไรแบบนี้ คำมันอาจจะไม่ตรง จริงๆ มันอาจจะไม่ตรงเลยก็ได้ แต่ความรู้สึกมันอาจจะตรง”

 

ป้อม “คืนนั้นประมาณ 2 ทุ่มผมอยู่ข้างนอก ไม่ได้ต่อเน็ต มารู้อีกทีตอนประมาณตี 1 ได้คุยกับพงศ์ ที่บอกว่าเกิดการมีม(ล้อเลียน) อีกแล้วว่ะ ดังแล้วว่ะ รู้สึกว่ามันมาแน่ๆ จะรู้สึกได้เองว่าเกิดการแชร์ เพราะงานประจำผมจะเกี่ยวข้องกับงานออนไลน์ เห็นเรื่องของเทรนด์โซเชียลมันกำลังมา พอเห็นงานตัวเอง งานของพงศ์ งานของวงกลายเป็นมีมขึ้นมา มันรู้สึกได้ว่ามันกำลังจะมา เกิดการแชร์เยอะมาก ก็ต้องแจ้งให้ผู้กำกับรู้ก่อนว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น”

พงศ์ “แต่ผมชอบจริงๆ นะ อะไรที่แบบมีคนเอางานของเราไปทำตาม ตอนนี้ผมพิมพ์หาใครก็จะโดนล้อกลับมาหนักมากเลย(หัวเราะ)”

บอย “สังเกตดูว่าพวกเราอธิบายเรื่องโครงสร้างมันเป็นสิ่งที่เราชอบ แม้แต่ภาพเองมันก็เป็นสิ่งที่เราชอบ ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่เราชอบ เราไม่ได้ต้องการที่จะคิดว่าทำออกมาเพื่อขายให้คนอื่นชอบ แต่เค้าชอบของเราเอง เนี่ยมันเกิดสิ่งที่คาดหมาย มีคนขนาดนี้เข้ามาดู จากงานที่เราไม่ได้ตั้งใจ มันการันตีเกิดความคาดหมายมากๆ”

พงศ์ “มันเป็นสิ่งที่อัศจรรย์มาก แม้แต่คนปรับสีเราเค้าจะนั่งปรับๆ ไปอย่างงั้น คนปรับสีเราเปิดเพลง ขอไปด้วยและปรับไปด้วยเพื่อบิ้วท์อารมณ์”

 

พระเอก-นางเอก หาจากไหน?

พงศ์ “พระเอกคนนี้ผมเอาเค้ามาเล่นหลายเรื่องแล้ว ตั้งแต่ผมอยู่มหาวิทยาลัยและทำธีสิส เค้ามีนิสัยและคาแรกเตอร์เหมือนผม เค้าเป็นคนอินเนอร์ดี ใช้สายตาเก่ง เวลามีงานที่รู้สึกว่าตัวละครพระเอกเปรียบเหมือนกับตัวผม ก็จะเอาน้องคนนี้เล่น ส่วนน้องผู้หญิงเป็นรุ่นน้องของพระเอก จริงๆ แล้วมันก็มีที่มาที่ไปแหล่ะ ผมเปิดเฟซบุ๊กหาใครมาเล่นดี อยากได้คนธรรมดา ก็เปิดๆ ไป น้องคนนี้หน้าตาคล้ายแฟนเก่าผมมาก ผมก็ตกใจและสะดุ้ง พอกดเข้าไปก็ไม่ใช่ แล้วก็เคยเห็นเค้าเล่นหนังสั้นหลังจากกดเข้าไปดู ก็น่าจะพอได้ แต่เป็นหนังสั้นที่เค้าเล่นให้รุ่นน้องก็ยังไม่ดีมาก แต่พอมาเล่นให้ผม ผมเซอร์ไพรส์มาก และยิ่งอีกเรื่องที่ผมเซอร์ไพรส์มากคือน้องเค้าไม่เคยมีแฟน แต่ทำให้ทุกคนเชื่อได้หมดเลยว่าเป็นแฟนกัน(ยิ้ม) แต่ถ้าเอ็มวีนี้มีภาค 2 มันก็จะไม่เป็นอย่างนี้แล้วนะ เพราะชีวิตจริงสมมติว่าคุณกดเข้าไปหน้าวอลล์แฟนเก่า แล้วเห็นเค้าออนไลน์อยู่ คุณแชตกับเค้าคุณก็จะจบแค่นี้ว่า เดี๋ยวเราไปนอนก่อนนะจบ ก็อยู่บนความเหงาเหมือนเดิม ไม่มีอะไรมากกว่านั้น”


ฝากเพลง
ขอ

 

พงศ์ “ถ้าสมมติว่าใครที่ยังไม่เคยดูเอ็มวีเพลง ขอ ของ LOMOSONIC นะครับ อยากให้ไปดูกัน ผมชอบมากตัวนี้ ชอบที่สุดที่เคยทำมาแล้ว ไม่ชอบก็ไม่เป็นไรนะ ถ้าอยากแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน ก็อยากให้ไปกดไลค์ที่แฟนเพจ Hello Filmmaker นะครับ”

บอย “ขอฝากเพลง ขอด้วยนะครับ ถ้าในแง่ของเพลงคงขอบคุณมากกว่า ขอบคุณทุกคนที่ให้การตอบรับ ขอบคุณ Hello Filmmaker ขอบคุณทุกคนที่เชื่อในตัวเราแล้วก็จะมีเครดิตอีก 2 คนคือพี่เชาว์กับพี่กอล์ฟที่ช่วยเขียนในตอนสุดท้ายครับ ขอบคุณมากๆ ขอบคุณที่ทำให้เค้าเรียกมันว่า ปรากฏการณ์พวกผมเองจริงๆ ก็ยังไม่เชื่อ จะทำงานต่อไปให้ดีที่สุด และฝากคอนเสิร์ตใหญ่วันที่ 29 มีนาคมนี้ ที่เซ็นทรัลพลาซ่าแจ้งวัฒนะ ครับผม จริงๆ เราไม่กล้าโม้หรือว่าพูดว่ามันจะเป็นคอนเสิร์ตที่สุดยอด ที่บรรยากาศจะไม่เคยเห็น แต่เราสื่อสารถึงแฟนเพลงถึงคนที่ถือบัตรวันนั้นแล้วกัน ฝากเค้าด้วยว่าวันนั้นเป็นยังไง ฝากให้มาบอกแล้วกัน ก็อยากให้ไปเสพงาน ไปเสพเรื่องราว ทั้งเรื่องราวก่อนหน้าที่จะเป็นเพลง ขอ ถ้าไม่มีเพลงนี้ก็จะไม่มีเรื่องราวนี้ หรือถ้าเพลง ขอ เป็นเพลงชุดแรกของอัลบั้ม มันก็อาจจะไม่เป็นแบบนี้ ขอบคุณแฟนเพลงทุกคนที่ช่วยตั้งต้นแชร์ และทุกคนที่แชร์ที่รับรู้เรื่องราวที่เสพทั้งภาพทั้งเสียง ขอบคุณมากครับ”.

เครดิตภาพเบื้องหลังเอ็มวี  photo by ALWAY HELLO FILMMAKER

โหวตข่าวนี้