advertisement

มาดูกับมาดาม: “I, Frankenstein”…อสูรกายไม่ไร้หัวใจ

โดย มาดามอองทัวร์ 30 ม.ค. 2557 08:00

“Frankenstein” ปริศนาจากอดีตที่ยังรอการค้นหา...อะไรทำให้เขาต้องถูกไล่ล่าจนเกือบสุดแผ่นดิน

“Frankenstein ชายหนุ่มนิรนามที่มีที่มาและต้นกำเนิดเป็นปริศนา เขาเติบโตมาอย่างเดียวดายและไร้มิตรแท้คอยโอบอุ้มหรือปลอบประโลมให้คลายทุกข์ แต่ถึงกระนั้น...เขาก็ไม่เคยสูญสิ้นศรัทธาต่อความดี จะมีก็แต่เหล่าปิศาจร้ายกินเลือดเป็นอาหารที่คอยไล่ล่า และทำให้ความอดทนของ Frankenstein เกือบจะหมดลง...”

เชื่อว่าหลาย คนคงจะเคยได้ยินชื่อ Frankenstein มาบ้าง ไม่มากก็น้อย...มาดามก็เช่นกันค่ะ เพียงแต่ว่าภาพแรกที่ผุดในหัวทุกครั้งที่ได้ยินชื่อนี้ ก็อดนึกถึงชายร่างใหญ่สูงกว่าคนธรรมดาหลายฟุต หน้าตาปุปะเหมือนถูกรถชนจนยับแล้วต้องเย็บหลายเข็ม มีนิสัยขี้เหงา ขี้โวยวายแต่ก็ดูจะเป็นคนซื่อๆ ใครรักมารักตอบ ใครร้ายมาก็ร้ายกลับ แต่ถึงกระนั้น Frankenstein ก็หาเพื่อนได้ยากเต็มทีเพราะภาพลักษณ์ภายนอกและชาติกำเนิดที่เป็นปริศนา



ที่ว่าเป็น "ปริศนา" เพราะเขาไม่ได้เกิดจากครรภ์มารดาเหมือนมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แต่เกิดจากการคิดค้นทางการแพทย์ที่เอาอวัยวะส่วนต่างๆจากซากศพมาเย็บต่อกัน และทำให้ฟื้นคืนชีพด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูง (ข้อมูลจากในเรื่อง...วิคเตอร์ผู้สร้าง Frankenstein ใช้พลังงานไฟฟ้าจากปลาไหลไฟฟ้าถึง 3 ตัวในการช็อตร่างไร้วิญญาณ...โอ้แม่เจ้า คนปกติแค่โดนไฟช็อตนิดเดียวก็สะดุ้งแล้ว)



ว่ากันว่าการทดลองเพื่อสร้าง "มนุษย์" ของวิคเตอร์ในสมัยนั้น (น่าจะราวๆ 1700s) เป็นเรื่องผิดกฎหมายและผิดจารีตอย่างร้ายแรง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผลลัพธ์ของการทดลองนี้ขัดกับความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า "พระเจ้าคือผู้สร้างทุกสรรพสิ่งรวมทั้งมนุษย์เราด้วย" แต่ความอยากรู้และความกระหายในชัยชนะเหนือธรรมชาติทำให้วิคเตอร์ลักลอบทำการทดลองจนกระทั่งเกิดเป็น Frankenstein อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน



แล้ว “Frankenstein” กลายมาเป็น “ซุปเปอร์ฮีโร่” ได้ยังไง? จะว่าไปช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา หนังซุปเปอร์ฮีโร่มาแรงมาก ตัวละครกู้โลกที่เคยเป็นแค่แอนิเมชั่นในหนังสือการ์ตูน ถูกสร้างให้มีชีวิตโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มมากมายหลายตัวด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น “แบทแมน” “ไอรอนแมน” “ซุปเปอร์แมน” “กัปตันอเมริกา” “ธอร์” หรือแม้แต่เทพเจ้าต่างๆ ในนิยายเทพปกรณัมของตำนานกรีกโบราณที่ถูกหยิบยกมา ทำให้มีชีวิตหลายคน (ล่าสุดก็กำลังจะมี “เฮอร์คิวลิส” เร็วๆ นี้) รวมทั้งการสร้างปมปัญหาฝังลึกจนก่อให้เกิดเรื่องที่ทำให้เราต้องตามชมจนตาแทบไม่กะพริบ!

สำหรับในปี 2014 ก็ถึงคิวของ “Frankenstein” ที่ได้ออกมาโลดแล่นบนจอเงิน ในบทบาท Dark Hero ผู้ไร้ดวงวิญญาณและหัวใจที่จับต้องได้ แต่สิ่งที่เขามีคือมันสมองและความรู้สึกล้ำลึก ซึ่งมองข้ามความฉาบฉวยทางความคิดที่แบ่งแยกผู้คนด้วยเรื่องเผ่าพันธุ์ และยอมรับความเป็นมนุษย์ปุถุชนด้วยจิตวิญญาณแห่งคุณธรรมและความมีสามัญสำนึกที่ดี

 


“You will be the monster if you behave like one.”
“คุณจะเป็นอสุรกายจริงๆ ถ้าคุณทำตัวเหมือนมัน”
(เทอร่า, I, Frankenstein)

Frankenstein หรืออสุรกายที่ไร้วิญญาณ ถูกประณามหยามเหยียดเพราะชาติกำเนิดที่ผิดธรรมชาติ เขาต้องมีชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ไม่อยากเจอหน้าหรือคบค้าสมาคมกับใครให้ช้ำใจ แต่ก็เหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้ง...เขาไม่เพียงต้องอยู่ตามลำพังในความมืด แต่ยังถูกตามล่าจากปิศาจร้ายที่หมายมาดจะครองโลก...



ในอดีตเคยมีคนนำเอาตัวละคร “Frankenstein” ไปสร้างและเป็นส่วนประกอบของหนังดังๆ หลายเรื่อง ที่เราคุ้นเคยกันดีก็พวกหนังแดร็กคิวล่าหลายๆ เรื่อง แต่ที่ดูจะมีบทบาทมากหน่อยก็เรื่อง “Van Helsing” (2004) หรือที่โด่งดังมากในอดีตก็คือ “The Bride of Frankenstein” (1935) แต่เวอร์ชั่นล่าสุดโดยผู้กำกับ Stuart Beattie (ผู้เขียนบท Pirates of the Caribbean) และนำแสดงโดยนักแสดงหนุ่มฮอตคนใหม่ของฮอลลีวูดอย่าง “Aaron Eckhart” เขากลับสร้างตัวละครร่างใหญ่แต่มีหัวใจเปี่ยมด้วยคุณธรรมนี้ให้เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ขึ้นมา



ส่วนหนึ่งของทีมผู้สร้างก็คือทีมเดียวกับที่สร้างภาพยนตร์สุดฮิตอย่าง “Underworld” เรื่องจังหวะและความตื่นเต้นของเรื่องคงไม่ต้องพูดถึง ยิ่งความดำมืดของฉากและปมปัญหาของตัวละครก็ดูไม่ต่างกันมาก จะว่าไปแล้วก็เหมือนดูหนังเรื่องเดียวกันอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ตื่นเต้นน้อยกว่าเพราะไม่มีฉากกัดคอให้เห็นจนเลือดท่วมจอเหมือนใน Underworld

หัวใจสำคัญของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ประวัติซึ่งเป็น “ปริศนา” ของ Frankenstein แต่เป็นเรื่องความคิดและสิ่งที่เขาเป็นจริงๆ ซึ่งทุกคนก็ยังกังขาและเป็น “ปริศนา” สำหรับใครหลายๆ คน เพราะเขาไม่มีวิญญาณและไม่มีหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แต่ถึงกระนั้น...สิ่งที่เขาเลือกทำและเป็นก็ทำให้เราในฐานะมนุษย์ธรรมดาต้องย้อนกลับมาดูตัว

พ่ออสุรกายร้ายไม่ยี่หระว่า ใครจะมองว่าเขาเป็น “คน” หรือว่า “ปิศาจ” แต่เขาเลือกจะยอมรับ (แม้จะยากลำบากก็ตามที) ในสิ่งที่เขาเป็นและยืนหยัดข้างความถูกต้องไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ที่เขาเข้าไปเกี่ยวข้องทำให้เขาเข้าใจทุกอย่าง ชัดเจนขึ้น ว่าไม่ว่าเผ่าพันธุ์ไหนต่างก็รักตัวกลัวตายและรักพวกพ้องมาก...จนบางทีอาจจะไม่ได้นึกถึงเผ่าพันธุ์อื่นว่าก็มีหัวใจเหมือนกัน

เขาจะอยู่ข้างไหน หรือว่าเขาจะทำอย่างไรเพื่อลบข้อครหา “อมนุษย์” คุณผู้อ่านคงต้องไปชมกันในโรงภาพยนตร์ แต่ที่แน่ๆ เรื่องราวของ Frankenstein ทำให้เรียนรู้หลายอย่างว่า...มนุษย์ทุกคนหรือสิ่งมีชีวิตทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาให้มีสิทธิและเสรีภาพในทุกด้านอย่างเท่าเทียมกัน แต่ก็อย่าให้ความรักใน “สิทธิและเสรีภาพ” ของตัวเองเป็นบ่อนทำลายทำให้คนอื่นเดือดร้อน เหมือนอย่างที่ Frankenstein ต้องทนทุกข์ทรมานมาตลอดกับความคิดแบ่งแยกที่ว่า “เป็นคนละพวก” หรือ “เป็นคนละชั้นกัน!”

>Trailer

ตัวอย่างภาพยนตร์ "I, Frankenstein" (2014)

จนกว่าจะพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ

มาดามอองทัวร์
Twitter: @MadamAutuer

 

โหวตข่าวนี้