advertisement

มาดูกับมาดาม: ยึดด่วน...วันสิ้นโลก

โดย มาดามอองทัวร์ 5 ธ.ค. 2556 08:00

เมื่อทุกที่ทั่วโลกเต็มไปด้วยทุ่งหิมะ สิ่งมีชีวิตไม่สามารถมีชีวิตได้นอกจากอาศัยบนรถไฟเท่านั้น...

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านที่รัก ขออนุญาตหลบบรรยากาศการเมืองอันร้อนแรงมาสู่โลกของภาพยนตร์ไซไฟสุดระทึกบ้างดีกว่าค่ะ...ชีวิตจะเป็นอย่างไรหากคุณๆ ทั้งหลายต้องเผชิญความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจจนอาจตัวแข็งตายในเวลาเพียงไม่กี่นาที แถมที่หลบภัยแห่งเดียวก็คือขบวนรถไฟทะลวงหิมะ ซึ่งจะแล่นไปเรื่อยๆ รอบโลก...

มาดามว่าชีวิตคงอับเฉาพิลึกถ้าต้องวนเวียนบนทางเดินแคบๆ แถมโคลงเคลงไปวันๆ ที่ร้ายกว่านั้นบรรดาตัวละครในเรื่องยังมีคุณภาพชีวิตอันเลวร้ายเหมือนกลับสู่ยุคเผด็จการอีกครั้ง ถูกควบคุมทุกอย่างตั้งแต่เวลากินยันเวลานอน และที่แย่สุดๆ คือชีวิตของเขาหรือเธอเหล่านั้นไม่มีสิทธิ์เลือกมากนัก ให้กินอะไรก็ต้องกิน ให้นอนก็ต้องนอน แม้แต่จะถูกฆ่าเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้ตัว



“Snowpiercer” เป็นผลงานกำกับของ “Bong Joon-ho” ผู้กำกับสัญชาติเกาหลีที่แจ้งเกิดในแวดวงฮอลลีวูดอีกคน หลังฝากผลงานเป็นที่กล่าวขวัญ อย่าง “The Host” (2006) ครั้งนี้เขากลับมาพร้อมภาพยนตร์ไซไฟเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ซึ่งดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนฝรั่งเศสของ Jacques Lob ชื่อว่า “Le Transperceneige” พร้อมกันนี้ยังได้นักแสดงนำเป็นหนุ่มสุดฮอตคนดังแห่งฮอลลีวูด อย่าง “Chris Evans” (Captain America: The First Avenger, 2011 และ Fantastic Four, 2005) มารับบท “Curtis” แกนนำขบวนปฏิวัติบนรถไฟ



ร่วมด้วยดาราดังอย่าง “Ed Harris” (The Rock, 1996) ซึ่งรับบท “Wilford” เจ้าของรถไฟทะลวงหิมะที่เชื่อว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง และอีกคนที่สร้างสีสันแถมยั่วโทสะได้ดีคือ “Tilda Swinton” (The Chronicles of Narnia, 2005) รับบท “Mason” ลิ่วล้อและสาวกซึ่งคลั่งไคล้ในตัว Wilford สุดๆ



นอกจากนี้ยังมีดาราชื่อดังจากเกาหลีสมทบด้วย ไม่ว่าจะเป็น “Song Kang-ho” (The Host, 2006) รับบท “Namgoong Min-soo” ชายหนุ่มลึกลับเจ้าของความลับเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยบนรถไฟ และคนสุดท้ายเด็กที่สุด ได้แก่ “Ko Ah-Sung” (The Host, 2006) รับบท “Yo-na” ลูกสาวจอมป่วนของ Namgoong Min-soo



“Snowpiercer” เป็นเรื่องราวในอนาคตไม่กี่สิบปีข้างหน้า เมื่อโลกต้องประสบปัญหาจากสภาวะโลกร้อนจนน้ำแข็งขั้วโลกละลาย มนุษยชาติแก้ปัญหาด้วยการคิดค้นสารเคมีบางอย่างพ่นในชั้นบรรยากาศ ทำให้พื้นที่ทุกหย่อมหญ้ากลายเป็นน้ำแข็งขั้วโลกจนไม่มีสิ่งมีชีวิตจะอยู่ได้...เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลง ทางออกเดียวคือขนผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้ายขึ้นบนรถไฟที่ชื่อว่า “Snowpiercer” (หรือแปลเป็นไทยว่ารถไฟทะลวงหิมะ) ซึ่งจะแล่นไปเรื่อยๆ รอบโลกโดยไม่มีวันหยุด



“Curtis” (Chris Evans) หนึ่งในผู้โดยสารบนรถไฟทะลวงหิมะขบวนนี้ แต่โชคร้ายต้องเป็นหนึ่งในพลเมืองชั้นสุดท้ายที่มีชีวิตลำบากในส่วนท้ายขบวน แถมยังมีคุณภาพชีวิตแบบต่ำสุด เขาเลือกความต้องการหรือมีปากเสียงเพื่อสิทธิของตัวเองไม่ได้เลย ในขณะที่ช่วงหัวขบวนมี “ชนชั้นสูง” อาศัยอยู่ พวกเขามีชีวิตตรงกันข้ามกับพลเมืองท้ายขบวนราวฟ้ากับเหว ทั้งฟู่ฟ่าโอ่อ่า เต็มไปด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ เหมือนย้ายจากคฤหาสน์บนพื้นดินมาอยู่บนรถไฟเท่านั้น



เมื่อพิจารณาเงื่อนไขการใช้ชีวิตบนรถไฟทะลวงหิมะแล้วคงหดหู่พิลึกนะคะ ชีวิตจะมีค่าอะไรหากต้องอยู่เหมือนผักปลาให้เขาทำอย่างไรกับเราก็ได้โดยปราศจากจิตวิญญาณหรือเป้าหมายในการดำเนินชีวิต Curtis และบรรดาผู้โดยสารชั้นสุดท้ายก็รู้สึกไม่ต่างจากนี้ ความทรงจำเลือนรางถึงชีวิตบนโลกมนุษย์ที่เคยสัมผัสเมื่อหลายสิบปีก่อนยิ่งตอกย้ำความเจ็บช้ำในใจที่ต้องทนเป็นเบี้ยล่างให้ชนชั้นหัวขบวนกดขี่ และเมื่อเด็กน้อยหลายคนจากท้ายขบวนถูกพรากไปใช้งานเยี่ยงทาสเลยกลายเป็นชนวนให้แกนนำอย่าง Curtis และ Gilliam (รับบทโดย John Hurt) เริ่มต้นวางแผนโค่นล้มระบอบชนชั้นอย่างจริงจัง



มาถึงตรงนี้หลายคนคงเริ่มนึกพล็อตเรื่องตามได้ แต่ขอบอกว่ามีรายละเอียดซับซ้อนกว่าการคาดเดาปกติมาก หรือเรียกง่ายๆ ว่าหักมุมพอสมควร (สไตล์เกาหลีมากๆ) หนังค่อนข้างดูยากสักหน่อยเพราะองค์ประกอบต่างๆ รวมทั้งนักแสดงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในการนำเสนอแง่คิดเสียดสีสังคมในมุมต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ อย่างสังคมชนชั้น ที่เป็นเหมือนรากเหง้าของสังคมแทบทุกที่ทั่วโลก เห็นได้ชัดว่า...ไม่ว่ามนุษย์จะย้ายไปอยู่ที่ไหน ความคิดเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นก็ยังอยู่ ไม่ว่าจะอ้างด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ใครที่คาดหวังจะได้เจอหนังไซไฟบู๊ล้างผลาญ แบบว่าเทคนิคพิเศษกระจายคงต้องผิดหวังเพราะแม้องค์ประกอบศิลป์อื่นๆ ทั้งฉากที่สร้างขึ้นใหม่บางส่วน เสื้อผ้าหน้าผมของตัวละคร รวมถึงพร็อพประกอบฉากต่างๆ จะดูดีไม่มีที่ติแล้ว แต่คิวการต่อสู้ไม่ได้มีมากนัก เนื้อเรื่องค่อนไปในทางตื่นเต้นชวนอยากรู้มากกว่า เพราะมีปมปัญหาที่ทิ้งไว้ให้คิดมากมายจนเริ่มจะมึนๆ ในช่วงท้าย อย่างไรก็ดี...ปมทุกอย่างถูกคลี่คลายทั้งหมดในตอนจบของเรื่อง แต่จะโดนใจผู้ชมหรือไม่นั้นเป็นประเด็นที่ต้องไปตัดสินกันเอาเองตั้งแต่วันนี้ทุกโรงภาพยนตร์


ปมขัดแย้งเรื่องสังคมชนชั้น ถือเป็นปมคลาสสิกที่ภาพยนตร์หลายเรื่องเลือกนำมาเสียดสี สำหรับเรื่องนี้นับว่ามีใจความเหน็บกัดได้เห็นภาพทีเดียว โดยเฉพาะความเอารัดเอาเปรียบที่ชนชั้นสูงกระทำต่อชนชั้นล่างกว่า หลายคนอาจคิดว่าเป็นการเปรียบเทียบที่โอเวอร์เกินจริงไปสักหน่อย แต่เนื้อเรื่องในนิยายก็มีเค้าโครงเรื่องมาจากเรื่องจริงไม่ใช่หรือคะ หากไม่มีมูลอะไรบ้างคงจะวาดฝันเอาเองไม่ได้มากนัก มาดามรับรองว่าสั่นสะเทือนไปถึงหัวใจแน่ๆ ค่ะ

จนกว่าจะพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สุขสันต์วันพ่อแห่งชาติค่ะทุกคน

>Trailer 1

ตัวอย่างภาพยนตร์ "Snowpiercer" (2013)

มาดามอองทัวร์
Twitter: @MadamAutuer

 

โหวตข่าวนี้