advertisement

มาดูกับมาดาม: 'Thor: The Dark World'...การกลับมาของเทพเจ้าสายฟ้า

โดย มาดามอองทัวร์ 8 พ.ย. 2556 08:00

“Ask yourself, what would you sacrifice for what you believe?”
“ลองถามตัวเองดู...ว่าคุณจะเสียสละแค่ไหนเพื่อสิ่งที่คุณศรัทธา?”
มาเลคีธ (Malekith), Thor: The Dark World (2013)

เป็นประโยคคำถามน่าสนใจทีเดียว เชื่อว่าหลายคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าจะยอมสละหยาดเหงื่อแรงงานแบบ “สุดลิ่มทิ่มประตู” แน่...ก็ขอให้เดินทางกันอย่างมีสติและใช้วิจารณญาณเยอะๆ นะคะ เพราะทางเดินที่ว่าคงเต็มไปด้วยขวากหนามและสิ่งยั่วยุหลายอย่าง แต่หากเราเชื่อมั่นและมั่นคงกับความคิดด้วยเหตุผลที่ไตร่ตรองแล้ว เชื่อว่าคงเดินถึงจุดหมายในเวลาไม่นานนัก...เหมือนกับเทพเจ้าสายฟ้าหรือ “ธอร์” (Thor) ของเรายังไงล่ะคะ ภาคนี้เขากลับมาพร้อมภารกิจกู้โลกและอาณาจักรทั้งเก้าให้รอดพ้นจากเงื้อมืออสูรกายแห่งความมืดที่ก่อกำเนิดเมื่อหลายพันปีก่อน...

การกลับมาของธอร์ครั้งนี้ได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมทีเดียวเพราะภาคแรกสร้างกระแสไว้ดีมาก ทำเอาพระเอกของเรื่อง “Chris Hemsworth” (The Cabin in the Wood, 2012 และ Snow White and the Huntsman, 2012) โด่งดังถล่มทลายจนกลายเป็นหนุ่มฮอตประจำฮอลลีวูดคนใหม่ นอกจากนี้ยังมีกระแสจาก “The Avengers” ที่พ่อหนุ่มค้อนสายฟ้าของเราไปฝากฝีไม้ลายมือร่วมกับเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่คนอื่นๆ จนโด่งดังไปทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมา



การกลับมาฉายเดี่ยวของเขาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังภารกิจร่วมกับทีมอเวนเจอร์ราวๆ สองปี การหายหน้าหายตาของเขาเพื่อไปกู้อาณาจักรทั้งเก้า...พันธมิตรของแอสการ์ด (Asgard อาณาจักรของธอร์)...ทำให้เจนรู้สึกใจเสียไม่น้อย แต่การค้นพบวัตถุประหลาดที่ทำให้เธอเกือบหายไปจากสารบบบนโลกทำให้ธอร์ร้อนรนจนต้องกลับมาหาเธออีกครั้ง



แต่เรื่องราวของทั้งคู่ยังไม่ทันจะได้เคลียร์ใจก็ต้องพักไว้ก่อน เพราะเจนมีอาการประหลาดเหมือนมีพลังพิเศษซ่อนในร่างกายและทำร้ายทุกคนที่พยายามจะเข้ามาทำร้าย ธอร์ตัดสินใจนำตัวคนรักกลับมาแอสการ์ดและหาทางรักษา แต่ทุกอย่างก็เหมือนจะช้าไปเพราะสสารประหลาดในตัวเจนดันไปปลุกชีพ “Dark Elves” เผ่าพันธุ์วายร้ายซึ่งหลับใหลในห้วงอวกาศอยู่หลายพันปี นำทีมอาละวาดโดย “มาเลคีธ” (Malekith) ขึ้้นมา...ที่แย่ก็คือวายร้ายตัวแสบกำลังมุ่งหน้ามาแอสการ์ดเพื่อล้างแค้นที่เคยเกือบถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อหลายพันปีก่อน



ธอร์ต้องรับศึกหนักหลายด้าน ทั้งอาการทรงๆ ทรุดๆ ของคนรักและความล่มสลายของอาณาจักรแอสการ์ดที่เขาเติบโตมา...แต่ก็อย่างที่เราทราบๆ กันดี ซุปเปอร์ฮีโร่ของเราล้วนเกิดมาพร้อมภาระและความรับผิดชอบยิ่งใหญ่เสมอ พลังพิเศษเหนือมนุษย์ที่มาพร้อมการเสียสละหลายอย่างในชีวิต ซึ่งในภาคนี้ธอร์ต้องสละหลายอย่างทีเดียวค่ะ เรียกได้ว่าเกือบหมดเนื้อหมดตัวเลยทีเดียว แต่ต้องเสียอะไรบ้างนั้น คุณผู้อ่านคงต้องไปตามติดขอบจอกันเอาเองนะคะ เฉลยหมดเดี๋ยวไม่สนุก!



“Thor: The Dark World” เป็นผลงานกำกับของ “Alan Taylor” ผู้กำกับซึ่งเคยฝากผลงานจากทีวีซีรีส์เรื่องดังของ HBO ‘Game of Thrones’...เขียนบทโดย “Christopher Yost” ซึ่งเคยเขียนบทภาพยนตร์แอนิเมชั่นมากมายของค่ายมาร์เวล ไม่ว่าจะเป็น The Avengers, Iron Man, X-Men, Fantastic Four, etc. ร่วมด้วย “Christopher Markus” และ “Stephen McFeely” ซึ่งกลับมาร่วมทีมกันอีกครั้ง หลังจากที่เคยร่วมกันเขียนและพัฒนาบทภาพยนตร์ชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ‘Captain America: The First Avengers’, 2011 และ ‘The Chronicles of Narnia’, 2005-2010)



นอกจากทีมงานคุณภาพ ดารานักแสดงก็ใช้ทีมเดิม นำโดย “Chris Hemsworth” รับบท “ธอร์” เทพเจ้าสายฟ้าสุดล่ำของเรา ร่วมด้วย “Natalie Portman” (‘Star Wars’, 2005 และ ‘Black Swan’, 2010) รับบท “เจน ฟอสเตอร์” มนุษย์สาวคนรักของธอร์ และที่ขาดไม่ได้คือ “Tom Hiddleston” (‘Midnight in Paris’, 2011 และ ‘War Horse’, 2011) รับบท “โลกิ” น้องชายบุญธรรมที่สร้างวีรกรรมป่วนมากมายให้ธอร์ตามเช็ดตามล้าง และท้ายสุดคือการปรากฏตัวของวายร้าย “มาเลคีธ” ซึ่งรับบทโดย “Christopher Eccleston” (‘Shallow Grave’, 1994)



ทีมงานและนักแสดงคุณภาพไม่ได้ทำให้เราผิดหวังเลย เพราะโปรดักชั่นทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ฉากหรือเทคนิคพิเศษต่างๆ ทำได้ตระการตาไม่หนีมาตรฐานฮอลลีวูดเลยแม้แต่น้อย แต่ที่ไฮไลต์สุดๆ คงจะเป็นเนื้อหาที่เข้มข้นและการฟาดฟันระหว่างตัวละครหลัก จะเห็นได้ว่าภาคนี้ ตัวละครโดยเฉพาะ “โลกิ” กับ “โอดิน” (รับบทโดย “Anthony Hopskin” พ่อของธอร์) เผยด้านมืดออกมาให้เห็นจนเนื้อหามีสีสันมากขึ้น และที่แน่ๆ มาดามรู้สึกได้เลยว่าเทพบุตรสายฟ้าของเราดูจืดไปเลยเมื่อเจอความร้ายกาจของโลกิ หรือเรียกง่ายๆ ว่าขโมยซีนนั่นเองค่ะ



ความร้ายกาจของโลกิสืบเนื่องมาตั้งแต่ภาคแรก ซึ่งหากใครติดตามตั้งแต่ตอนนั้นคงทราบดีว่าเขาไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของโอดิน ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความทะเยอทะยานและความโกรธแค้นที่ฝังแน่นตั้งแต่เด็ก ทำให้โลกิก่อวีรกรรมหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจป่วนโลกที่ทีมอเวนเจอร์ต้องรวมพลังกันต่อต้าน จนท้ายที่สุดก็ถูกธอร์พากลับมาขังคุกใต้ดินของแอสการ์ด

ที่ว่าขโมยซีนเพราะความร้ายลึกของโลกิทำให้เนื้อเรื่องวีรบุรุษสุดเรียบง่ายและเดาได้ไม่ยากของธอร์ดูน่าติดตามมากขึ้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะความรู้สึกไม่ไว้ใจแทนธอร์ทุกขณะว่าโลกิจะลุกขึึ้นมาแทงข้างหลังพ่อค้อนสายฟ้าของเราเมื่อไหร่ และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นจริงๆ ค่ะ แต่จะดีหรือร้ายคงต้องตามไปลุ้นกันเอง รับรองว่ายากจะเดาพอสมควรทีเดียว

อุดมการณ์ของธอร์กับโลกิชัดเจนมากค่ะในเรื่อง แม้จะต่างกันสุดขั้วแต่ต้องยอมรับและคารวะความมุ่งมั่นที่ “สุดลิ่มทิ่มประตู” จริงๆ แล้วคุณผู้อ่านล่ะคะ มีอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นในใจหรือยัง?


ตัวอย่างภาพยนตร์ "Thor: The Dark World" (2013)

จนกว่าจะพบกันใหม่สัปดาห์หน้า

มาดามอองทัวร์
Twitter: @MadamAutuer

 

โหวตข่าวนี้