advertisement

คาราบาว: บทเพลงเพื่อชีวิต...พิชิตใจหม่อง

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ต.ค. 2556 19:13

"รัฐฉาน" ภายในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียร์มาร์ หรือชื่อเดิมว่า เมียงไต หรือ "เมืองไทย" เป็นถิ่นดินแดนที่อยู่ของชาว "ไทยใหญ่" ถิ่นฐานของพวกเขาอยู่เหนือประเทศไทย มีภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาไทย เพียงแต่ทางกายภาพแล้ว ชาวไทยใหญ่ถูกฟ้าลิขิตให้เป็นชาวพม่า...

ค่ำคืนวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นปรากฏการณ์แห่งประวัติศาสตร์ครั้งแรกของ วง "คาราบาว" กับการบรรเลงเพลงเพื่อชีวิต หน้า "จังค์ชั่น สแควร์" (Junction Square) ห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่สุด ย่านใจกลางนครย่างกุ้ง... แต่ที่น่าตื่นตาตื่นใจไปกว่านั้นคือ มีชาวพม่ากว่า 2,000 คน ที่ยืนรายล้อมรอบเวทีคอนเสิร์ต โยกหัวโบกสะบัด สนุกสนานไปกับเสียงเพลงของตำนานวงดนตรีของไทยที่ยังมีลมหายใจ

นำทีมโดย "แอ๊ด คาราบาว" ยืนยง โอภากุล, "เทียรี่" เทียรี่ เมฆวัฒนา, "เล็ก คาราบาว" ปรีชา ชนะภัย, "อ๊อด คาราวบาว" เกริกกำพล ประถมปัทมะ จนกระทั่ง "ดุก คาราบาว" ลือชัย งามสม ซึ่งนับได้ว่าเป็นการปรากฏตัวแบ
บเต็มวง ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อระดมทุน สนับสนุนจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 11-22 ธ.ค.นี้

โดยบทเพลงที่เปล่งออกมาด้วยจิตวิญญาณของ คาราบาว ท่ามกลางแฟนเพลงมากมาย ประกอบไปด้วย มนต์เพลงคาราบาว, เมดอินไทยแลนด์, ลุงขี้เมา, รั้วทะเล, ลูกแก้ว, ลูกหิน, นางงามตู้กระจก, กัญชา, คนเก็บฟืน, คนล่าฝัน, วิชาแพะ, ใครว่ะแก๊แก่, สัญญาหน้าฝน, แม่สาย, ยายสำอาง, หำเทียม, บิ๊กสุ, ทะเลใจ และบัวลอย

ชาวพม่ามีความผูกพันกับบทเพลงเพื่อชีวิตของ "คาราบาว" อย่างไม่น่าเชื่อ...โดยเฉพาะเหล่าบรรดา "ไทยใหญ่" ตลอดจนชาวพม่า ที่เคยมีโอกาสได้อพยพไปทำงานที่ประเทศไทย...บทเพลงเพื่อชีวิตเกี่ยวกับการต่อสู้ ทั้งในฐานะราษฎรคนธรรมดา และทางการเมือง จึงไม่แปลกที่จะได้เห็นชาวพม่าที่เป็นชาวไทยใหญ่ ขับร้องเพลง "คาราบาว" อย่างเมามันส์

ในปัจุจบัน ชาวไทยใหญ่ อพยพจากรัฐฉานมาอยู่ที่นครย่างกุ้งกันจำนวนมาก โดยเฉพาะวัยรุ่น เพื่อมาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงทำมาหากินเลี้ยงชีพ ส่วนชาวพม่าเองก็เริ่มกลับมาอยู่บ้านเกิดของพวกเขามากขึ้น ภายหลังการเปิดประเทศ...

 

สาย แสงวัน หรือชื่อภาษาไทยว่า "วันชัย" ชาวไทยใหญ่ มัคคุเทศก์ประจำนครย่างกุ้ง วัย 29 ปี กล่าวกับผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์ว่า ชาวไทยใหญ่ ชื่นชอบบทเพลงของวงคาราบาวมานานหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่รุ่นพ่อของตัวเขา ส่วนตัวเขาเองก็เช่นกัน

"ด้วยเนื้อหาบทเพลงที่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตและสังคม ทำให้ทุกคนตราตรึงใจ ซึ่งก่อนเริ่มคอนเสิร์ต ผมก็ได้มีโอกาสเข้าไปขอพี่แอ๊ด ถ่ายรูปด้วย เขาอัธยาศัยดีมากๆ แถมยังถามผมกลับมาด้วยว่ามีคนไทยใหญ่มาดูคอนเสิร์ตกันเยอะไหม" นายวันชัย กล่าว

ขณะที่ จอ มิน อู ชาวพม่า อดีตเคยอพยพจากเมียนมาร์ไปอยู่เมืองไทยได้ 5 ปี และเพิ่งจะกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเองได้ไม่นาน กล่าวว่า ตัวเขาเองก็คลั่งไคล้ วงคาราบาว มาตั้งแต่สมัยเดินทางไปทำงานหาเช้ากินค่ำที่ประเทศไทย และก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้มาดูคอนเสิร์ต คาราบาว แบบเต็มวงจริงๆ แบบสดๆ ที่เมืองย่างกุ้ง

ส่วน จอ จอ ลิน ซอ ชาวเมียนมาร์ อีกราย ที่ยืนอยู่ท่ามกลางคนดูนับพัน พร้อมกระโดดโลดเต้น ชูสัญลักษณ์ คาราบาว และขับร้องไปแบบถูกบ้างผิดบ้าง กล่าวด้วยความปลื้มปีติว่า คิดไม่ถึงว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้ดูคอนเสิร์ต คาราบาว แบบสดๆ เช่นนี้

นอกจากนี้ ยังมีชาวพม่าบางราย ที่ให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน แต่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยตัวว่า สาเหตุที่ชาวพม่า โดยเฉพาะชาวไทยใหญ่ ชื่นชอบวงคาราบาวมากๆ เพราะบทเพลงเพื่อชีวิตและทางการเมืองของยอดตำนานเพลงเพื่อชีวิตของไทย ไปสะท้อนให้เห็นความเป็นอยู่ของพวกเขาในอดีตสมัยที่ยังปิดประเท

 

ส่วน "แอ๊ด คาราบาว" ยืนยง โอภากุล กล่าวหลังจบคอนเสิร์ตว่า ตนมีความรู้สึกสนุกสนานไปด้วย เมื่อได้เห็นแฟนเพลงชาวพม่า กระโดดโลดเต้นไปพร้อมกับเสียงเพลง ตลอดช่วงเวลาร่วม 2 ชั่วโมง

"ผมมีความสุขมากนะกับค่ำคืนที่ย่างกุ้ง การได้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตกลางเมืองแบบนี้ เป็นเครื่องหมายว่า พม่าได้เปิดประเทศเต็มรูปแบบแล้ว เพราะจะว่ากันตรงๆ...แม้แต่ในบ้านเราบางแห่ง ยังไม่ยอมรับเพลงเพื่อชีวิตแบบนี้เลย" แอ๊ด คาราบาว กล่าว

แม้ คาราบาว จะปิดส่งท้ายด้วยเพลง บัวลอย โดยไร้เงาเพลง ออง ซาน ซูจี ณ กลางเมืองย่างกุ้ง พร้อมกับให้เหตุผลว่า การเมืองของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียร์มาร์ กำลังไปได้ด้วยดี และไม่ต้องการให้เกิดความรู้สึกขัดแย้ง หรือตะขิดตะขวงใจใดๆ ระหว่างกลุ่มประชาชนขึ้นมาอีก แต่อย่างน้อยก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ วงคาราบาว ได้ฝังรอยยิ้มและความสุขให้ชาวพม่าลงลึกถึงขั้วหัวใจ.

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์

โหวตข่าวนี้