advertisement

‘กันตนา’ ผุดโปรเจกต์ใหญ่ ทำโรงภาพยนตร์ชุมชน ‘กันตนา ซีนีเพล็กซ์’

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ส.ค. 2556 16:00

กันตนาทุ่มพันล้าน ทำโรงหนังชุมชน มีค่าเข้าชมคนละ 30 บาท หวังให้คนกลับมามีวัฒนธรรมการดูหนัง เหมือนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ รวมทั้งไม่ต้องเดินทางไปชมไกล ตั้งเป้าภายในเดือนแรกจะเจาะให้ครบ 77 จังหวัด 1,000 โรง พร้อมยืนยันไม่ได้แข่งเทียบเท่ากับเอสเอฟหรือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์แน่นอน

ลงทุนควักกระเป๋าพันล้าน เพื่อทุ่มให้กับโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ สร้างโรงภาพยนตร์ชุมชน โดยมีค่าเข้าชมแค่คนละ 30 บาท สำหรับโรงภาพยนตร์ชุมชนแห่งแรกของไทย “กันตนา ซีนีเพล็กซ์” โดยนายจาฤก กัลย์จาฤก ประธานกรรมการบริการ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ได้เผยถึงโปรเจกต์นี้ว่า

โปรเจกต์กันตนาซีนีเพล็กซ์เป็นนวัตกรรมใหม่ของกันตนา ที่เรียกว่าโรงภาพยนตร์ชุมชน ซึ่งการส่งภาพยนตร์ไปสู่ภาพยนตร์ชุมชนด้วยระบบดาวเทียมระบบแซทเทิลไลท์ เก็บข้อมูลไว้ เขาอยากจะฉายเมื่อไหร่เขาก็เอาไปฉายได้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในภูมิภาคหลังจากที่โรงภาพยนตร์กระจายไปทั่วพื้นที่ประเทศไทยแล้ว และแพร่กระจายไปสู่อาเซียนด้วย อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยก็จะได้เผยแพร่ไปสู่อาเซียนมากขึ้น ทำให้คนกลับมามีวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ เหมือนยุครุ่นพ่อรุ่นแม่สมัยก่อนที่จะต้องพาลูกหลานออกมาชมภาพยนตร์นอกบ้าน ซึ่งขณะนี้มันหายไป ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะทำให้ภาพแบบนั้นกลับเข้ามาอีก


วางไว้กี่จังหวัด? ตอนนี้เราเองมีผู้ร่วมลงทุน 40 จังหวัดแล้ว และภายใน 1 เดือนนี้ เราจะได้ครบ 77 จังหวัด 1,000 โรง โรงนึงทางผู้ร่วมทุนลงทุนประมาณล้านนิดๆ แต่สำหรับกันตนาก็ต้องร่วมลงทุนโรงละประมาณล้านกว่าๆ เหมือนกัน ถ้าพันโรงก็พันล้าน ขอบเขตของภาพยนตร์เป็นเรื่องที่เซนซิทีฟนิดหน่อย เราจะพยายามหาภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับตลาดโรงภาพยนตร์เรา ประชาชนที่อยากชม ภาพยนตร์ที่จะมาฉายจะเป็นภาพยนตร์แบบไหน ผมว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะนึง เรายังต้องคุยกับทางหลายฝ่าย ทั้งทางเมเจอร์ ทางสายหนัง ทางค่ายหนังเอง แต่เราจะพยายามหาภาพยนตร์ที่ดี เหมาะสมกับตลาดมาฉาย น่าจะคละๆ กันนะครับ บางเรื่องอาจจะพร้อมขึ้นอยู่กับเจ้าของหนัง

 

จะเป็นหนังของเอเชียก่อนรึเปล่า? แล้วที่บอกว่าเราเป็น AEC อาเซียนเน็ตเวิร์ก ก็จะมี ACN เวียดนาม ซึ่งเขาก็จะใช้โปรโมตหนังของเรา หนังเวียดนาม และหนังฝรั่งที่เป็นภาษาเวียดนาม ในไทยก็จะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในภูมิภาคนี้ก็จะมีสี่ถึงห้าพันโรง ภาพยนตร์ไทยก็มีโอกาสที่จะไปฉายเหมือนกันสี่ถึงห้าพันโรง เราเน้นหนังเอเชียอยู่แล้ว ที่เราเชิญท่านทูตญี่ปุ่น ท่านทูตเกาหลีมาร่วมงานวันนี้ด้วย เราคิดว่าสองประเทศนี้เป็นประเทศผู้นำทางด้านสื่อเหมือนกัน เราอยากให้หนังในเอเชียมีพื้นที่ในการฉายพร้อมกันทั่วเอเชีย

ทางกันตนาได้รายได้ยังไงบ้าง? มันเหมือนเป็นการร่วมทุน สมมติว่ามีห้าพันโรงเราก็จะไปร่วมทุนอยู่กับเขาทั้งหมด โดยเราลงทุนเป็นเครื่องมือเข้าไปติดตั้ง เท่ากับว่าเราต้องลงทุนห้าพันโรงก็ห้าพันล้าน และโรงหนังของกันตนาเรามีความสามารถพิเศษคือสามารถถ่ายทอดสด เช่น มวย หรืออะไรต่างๆ ที่เป็นไลฟ์คอนเสิร์ตได้พร้อมกัน ต่อไปจะไม่ใช่แค่โรงหนังอย่างเดียว ระบบเราถูกออกแบบไว้เป็น 3D ด้วย แล้วก็เป็น 4D กลายๆ แล้วด้วยซ้ำไป


จะไปกระทบกับธุรกิจหนังที่มีอยู่ตอนนี้รึเปล่า? ผมคิดว่าไม่นะครับ เพราะเราเน้นประชาชนที่อยู่ไกลจากตัวเมือง เข้าถึงโรงภาพยนตร์ได้อยาก อย่างประชาชนที่อยู่แม่ฮ่องสอน ปัจจุบันนี้เขาอยากจะดูหนัง เขาต้องลงมาดูที่เชียงใหม่ มันเป็นไปได้บ้าง แต่มันเป็นไปได้น้อย แต่ถ้าเรามีโรงภาพยนตร์ที่เขาเลย โอกาสที่เขาจะออกมาดูภาพยนตร์มันก็มีมากขึ้นอีก การทำแพลตฟอร์มซีนีม่าครั้งนี้ ทำให้เกิดกระแสคนหันมาชมภาพยนตร์มากขึ้น ไมได้เข้ามาเป็นคู่แข่งกัน เราเข้ามาเสริมกันมากกว่า ผู้มีรายได้น้อยไม่มีเงินจะเข้าไปชมภาพยนตร์ในเมืองหลวง ก็สามารถมาชมในโรงหนังของกันตนาได้ แล้วทางค่ายหนังเองก็น่าจะแฮปปี้ เพราะฉายทีฉายกัน 5,000 โรง ผมว่าทุกคนน่าจะชอบในโครงการของผม เพราะผมเองก็เป็นคนทำหนังคนหนึ่งเหมือนกัน สำหรับโครงการตอนนี้ถือว่าเปิดเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างจะเริ่มพร้อมกัน โดยจะใช้เวลาในการสร้างเป็นเวลาหนึ่งเดือน การสั่งเครื่องมือก็ใช้เวลา 4 เดือน ก็นับไปอีก 6 เดือนหลังจากนี้ไปก็น่าจะเรียบร้อย โดยเราใช้สูตรห้าหมื่นคนต่อโรงภาพยนตร์หนึ่งที่ ผมว่าในประเทศไทย 1,000 โรงน่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสม

 

ระยะแรกๆ ทางพันธมิตรของเราน่าจะได้รายได้ไปก่อน โดยเราจะได้รายได้จากการขายโฆษณา ซึ่งถ้าคนดูเยอะเราก็ขายได้เยอะ เราคาดคะเนว่าน่าจะได้รายได้ปีนึงประมาณสองร้อยล้าน แต่อนาคตถ้ามันบูมขึ้นมาก็อาจจะได้เป็นพันล้านก็ได้ ยังไม่มีใครตอบตรงนี้ได้ครับ ด้วยมันเป็นตลาดใหม่ ไม่เคยมีใครครีเอทมาก่อน มันยังตอบอะไรไม่ได้เลย เราทำอยู่คนเดียวมันยังไม่มีใครเคยทำ ก็ถือว่าเราเป็นผู้นำ ก็มองว่าไม่ต่ำกว่าห้าปีเราถึงจะคืนทุน

โปรเจกต์จากต่างประเทศ? อย่างที่บอกเราขายโปรเจกต์นี้คู่ขนานไปกับที่ต่างประเทศด้วย จนเรามีพันธมิตรที่จะร่วมด้วยแล้ว 6 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า เขมร ซึ่งทั้งหกประเทศนี้ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าขึ้นแน่นอน เพราะเราคุยทุกอย่างกันเบื้องต้นหมดแล้ว กะไว้ว่าจะมีสี่ถึงห้าพันโรง ถ้าเกินกว่านั้นเราถือว่าเราประสบความสำเร็จสูงสุด ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ได้ดีที่สุดในภูมิภาคนี้แล้ว เราถือว่าเราเป็นผู้นำทางการสร้างและโพสต์โปรดักชั่น โอกาสนี้จะทำให้ภาพยนตร์ไทยออกไปเผยแพร่สู่อาเซียน ในรูปแบบของเราเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์เอง แล้วจะนำรายได้สู้คนสร้างภาพยนตร์อย่างมากเลย ผมเชื่อย่างนั้นนะครับ

สำหรับประเทศไทยจะเปิดบริการเมื่อไหร่? ผมว่าไม่ปลายปีนี้ก็ต้นปีหน้า ตอนนี้รอเรื่องสัญญา เอกสารการวางมัดจำให้เสร็จ เราจะเปิดพร้อมกันทีเดียวพันโรง กลุ่มเป้าหมายเราเน้นไปที่คนรากหญ้า คนมีรายได้น้อย เราอยากได้บรรยากาศแบบสมัยก่อน ที่ตั๋วราคาถูกๆ แล้วมีคนเข้ามาดูหนังในโรงกันเยอะๆ เราอยากจะเปลี่ยนให้คนที่ทำหนังทุกฝ่ายได้ ไม่ใช่ไปอยู่กับพวกทำแผ่นผีที่เป็นฝ่ายได้ พอโรงหนังกันตนาขึ้น นั่นหมายความว่า หนังกลางแปลงจะหมดสิ้นอวสานไปแล้ว? “ตอนนี้เราก็พยายามคุยกับผู้ประกอบการ ผมว่าเราร่วมมือกันได้นะครับ ฝั่งสายหนังเองท่านก็อาจะผันแปรมาร่วมลงทุนกับเราได้ ก็กำลังอยู่ในช่วงที่คุยกันอยู่ แต่ยังไม่ถึงปลายทาง เจตนารมณ์ของเราอยากจะส่งเสริมภาพยนตร์ไทยของเราให้มันยืดยาว และยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต แต่ถ้าไม่ร่วมกับเราคิดว่าพวกเขาคงอยู่ยากแน่

ไม่ได้แข่งขันกับโรงภาพยนตร์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว อย่างเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์หรือเอสเอฟ ซีนีม่า ใช่ไหม? “ไม่ได้แข่งครับ มาเสริมกัน วันนี้ผู้มีรายได้น้อยไม่มีเงินไปชมภาพยนตร์ในเมืองหลวง สามารถมาชมที่โรงหนังคอมมิวนิตี้ ซีนีม่าของกันตนาได้ แต่ถ้าวันหนึ่งเมื่อท่านมีฐานะดีขึ้น ทุกคนก็อยากไปชมสถานที่ดีกว่า หรูหรากว่า เพราะไลฟ์สไตล์มันเปลี่ยน อันนี้เป็นธรรมชาติ เดิมเคยนั่งรถเมล์อยากนั่งแท็กซี่ พอนั่งแท็กซี่ก็อยากซื้อรถ ซื้อรถแล้วก็อยากนั่งเครื่องบินโลว์คอสต์อะไรอย่างนี้ก็ว่าไปตามฐานะของคน ตรงนี้เราแบ่งตามนั้นอยู่แล้ว”.

 

โหวตข่าวนี้