advertisement

'อเล็กซ์' ย้ำไม่ทิ้งงานแสดง รอพร้อมค่อยผันตัวทำเบื้องหลัง

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2556 00:01

คอลัมน์ "เทรนดี้" โดย "ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์" คุยกับนักแสดงหนุ่มลูกครึ่ง "อเล็กซ์ เรนเดลล์" ถึงความสนใจในการทำงานเบื้องหลังที่หลายคนมองว่าอาจเริ่มผันตัวเองจากงานเบื้องหน้า รวมถึงเหตุผลที่เจ้าตัวไม่ค่อยอยากพูดถึงเรื่องหัวใจกับเต้ย-จรินทร์พร...

เชื่อว่าถ้าเอ่ยชื่อ อเล็กซ์ เรนเดลล์  หลายคนคงจะรู้จักหนุ่มคนนี้ในฐานะนักแสดงที่ฝากผลงานในวงการบันเทิงมาตั้งเด็กจนโต แต่อีกหลายคนก็อาจเคยได้ยินข่าวคราวการทำงานเบื้องหลังในวงการบันเทิงของหนุ่มคนนี้มาบ้างเช่นกัน คอลัมน์ "เทรนดี้" โดย "ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์" เลยชวนหนุ่มอเล็กซ์มาพูดคุยถึงความสนใจในการทำงานเบื้องหลังจนหลายคนมองว่าเจ้าตัวอาจเริ่มผันตัวเองจากงานเบื้องหน้าแล้ว รวมทั้งถามถึงเรื่องราวหัวใจที่แม้ใครๆ จะรู้ว่าเจ้าตัวกำลังศึกษาพูดคุยกับนางเอกสาวหน้าแบ๊ว เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ แต่ดูเหมือนหนุ่มอเล็กซ์มักไม่ค่อยอยากจะพูดเรื่องหัวใจสักเท่าไหร่อีกด้วย

Q : หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าอเล็กซ์เริ่มลุยทำงานเบื้องหลังเยอะเหมือนกันเป็นไงบ้าง?
A : จริงๆ มันก็ไม่เยอะนะ มันเป็นการเรียนรู้ส่วนตัวมากกว่า มันเป็นสิ่งที่เราอยากเรียนรู้ ซึ่งวิธีการเรียนรู้เบื้องหลังที่ดีที่สุดคือได้ทำงานเบื้องหลังจริงๆ เราทำงานตรงนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ลองทำ เราทำงานกับคนระดับประเทศทั้งนั้น การเรียนรู้จากเขาจะช่วยเราได้ เหมือนเราเรียนรู้ไปเรื่อยๆ พอถึงเวลาเราจะได้พร้อมครับ เพราะการทำงานเบื้องหลังเราต้องรู้เรื่องทุกอย่าง เหมือนเป็นการสะสมความรู้ไปเรื่อยๆ ครับ

Q : ที่สนใจเพราะเราเองได้เรียนรู้ด้านนี้โดยตรงรึเปล่า?
A : จริงๆ เราเลือกที่จะเรียนเพราะเราสนใจ มันเลยเหมือนเป็นการเสริม การเรียนเหมือนทำให้เรารู้เรื่องในโลกของเบื้องหลังในวงการนี้ในแง่ของธุรกิจ แต่พอเรียนที่กองถ่ายมันเป็นแง่มุมของการทำจริงๆ เหมือนว่าเราได้ความรู้ของธุรกิจ เราก็ต้องทำมันได้เหมือนกัน มันเหมือนเป็นการสะสมความรู้ทั้ง 2 แบบ เพราะถ้าเกิดอนาคตเราอยากจะโต อยากมีอะไรเป็นของตนเอง เราก็ต้องรู้ให้มากที่สุด คงไปพึ่งคนอื่นไม่ได้ครับ

Q : ด้วยความที่เราเล่นละครตั้งแต่เด็ก เหมือนมันซึมซับเข้ามา พอเราได้มาเรียนเบื้องหลังด้วยเลยมีความคิดอยากทำงานตรงนี้เป็นของตัวเองด้วยรึเปล่า?
A : แน่นอนครับ อย่างเวลาเข้าฉากเราก็อยากรู้ว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ แต่เราเป็นนักแสดงเราพูดไม่ได้เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราก็เลยคิดว่าวันหนึ่งเราอยากมีผลงานโดยใช้ความสามารถความคิดของเรา ใช้สิ่งที่อยู่ในหัวของเราออกมา ไม่รู้ว่ามันจะดีหรือไม่ดีนะครับ แต่ว่าอันนั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากทำเบื้องหลังครับ

Q : เหมือนเราเริ่มติดใจงานเบื้องหลัง แล้วงานเบื้องหน้าจะมีต่อไปเรื่อยๆ อยู่ไหม?
A : ตอนนี้งานเบื้องหน้าก็เป็นหลักอยู่แล้วครับ คืองานเบื้องหลังเรามองระยะยาวมากกว่า เป็นสิ่งที่วันหนึ่งเราอยากจะทำเต็มตัว อย่างงานแสดงตอนนี้มันมีบทดีๆ มีงานดีๆ เข้ามา มันเลยยังมีความสุขกับงานเบื้องหน้าอยู่ และคิดว่าอนาคตงานเบื้องหน้าอีก 10 ปีก็น่าจะยังมีอะไรดีๆ ให้เรา ส่วนงานเบื้องหลังถ้าเรามีเวลาเรียนรู้ทำมันได้เราก็จะทำ แต่ตอนนี้เราเอางานเบื้องหน้าไว้ก่อน 100 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้วครับ

Q : แต่เรื่องงานเบื้องหน้าของเราก็ยังไม่เห็นในจอทีวีสักเท่าไหร่ คนก็สงสัยว่าหายไปไหน?
A : ตอนนี้ไปถ่ายละคร 2 เรื่องครับ และเพิ่งเล่นภาพยนตร์ไปอีกเรื่องหนึ่ง ทั้ง 3 งานก็น่าจะมีให้ได้เห็นภายในปีนี้ครับ เราไม่ได้ออกทีวีมานานเพราะอย่างละคร "สาปพระเพ็ง" เป็นละครที่ใช้เวลาในการถ่ายทำ โปรดักชั่นค่อนข้างใหญ่เลยรู้สึกว่าช้า แต่จริงๆ จะมีการเน้นแต่ละฉากมากกว่าถึงต้องถ่ายหลายเดือนเพื่อผลงานที่ดี มันดีกว่ารีบปล่อยให้คนเห็นหน้า ผมว่าแบบนี้น่าจะเป็นผลงานที่มีคุณภาพมากกว่า ผมเชื่อว่าเป็นละครที่มีคุณภาพมากครับ ถามว่าทำไมถึงเล่นคือในมุมมองการเป็นนักแสดง เราอยากได้อะไรใหม่ๆ ที่ท้าทาย แล้วมันใหม่มันแปลกแหวกมาก ที่ต่างจากที่เราเคยเล่นมาอย่างแรกเลยคือเราต้องเล่นเป็นคนหัวล้าน ตาบอด พูดภาษา 1 พันปีที่แล้ว มันก็เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง เหมือนอยู่ในฉากแล้วเราเป็นอีกแบบหนึ่ง เวลาเข้าฉากมันสนุกจนลืมโลกภายนอกไปเลยครับ มันอินกับบท ตอนแรกจะงงหน่อย แต่ว่าพอได้เข้าฉากเยอะๆ จะอินกับตรงนั้นครับ

Q : เล่นละครเล่นหนังหลายเรื่องแบบนี้เรามีติดหรือเครียดจากการทำงานกลับไปถึงบ้านไหม?
A : มันก็เป็นนะครับเพราะว่าอย่างในหนังเราก็รับบทเป็นคนบ้า ในละครอีกเรื่องก็รับบทเป็นคนโรคจิตมี 2 บุคลิก อีกเรื่องเล่นเป็นคนตาบอด มันต่างกันเลยครับ 3 เรื่อง ทำให้เราไม่มีเวลาฟื้นสมองเพราะว่าการเตรียมตัวจะค่อนข้างบิวต์ตัวเองอยู่ในตัวละครตัวนั้นครับ บางทีมันจะมีค้างๆ ครับ พอเราทำงานเสร็จเช้าเลยไม่ได้พักสมอง มันก็เลยจะติดค้างๆ บ้าง มันจะเครียดและเอาออกไม่ได้ ส่วนวิธีผ่อนคลายถ้าไม่เล่นกีฬาก็ดูหนังครับแล้วจะลืมทุกอย่างเพราะมันจะไปอยู่อีกโลกหนึ่งแล้วจะลืมชีวิตจริงไปเลย ยิ่งเป็นหนังตลกก็จะทำให้เราผ่อนคลาย เป็นการคลายเครียดที่ดีครับ

Q : เหมือนค่อนข้างจะอินกับโลกที่อยู่ตรงหน้าได้ง่าย?
A : ไม่ถึงขนาดนั้น แต่เหมือนการทำงานตรงนี้มันใช้ความรู้สึกในการทำงาน ฉะนั้น เราต้องบริหารความรู้สึกของเราครับ ถ้าเราไปหมกมุ่นอะไรมาก มันจะมีผลเสียต่อชีวิตส่วนตัวของเรา เราก็พยายามบาลานซ์ครับ แล้วผมเพิ่งเรียนจบด้วย และเพิ่งเคยทำงาน 3 เรื่องเต็มๆ พร้อมกันครั้งแรกในชีวิต แต่พอได้ทำจริงๆ มันก็ไม่ได้ยากจนทำไม่ได้ มันก็ต้องบริหารความคิดของตัวเองครับ พอเรียนจบแล้วการบริหารเวลามันก็ง่าย มันเหมือนเรามีเวลาพักผ่อนด้วย เพราะปกติถ้าไม่ได้เรียนก็ทำงาน ตอนนี้ถ้าไม่ได้ทำงานก็มีวันหยุดของเรา เราก็สามารถไปทำอะไรก็ได้ ใช้ชีวิตส่วนตัวได้ ไปเที่ยวไปทำอะไรผ่อนคลายได้ มันมีเวลาทำในสิ่งที่เราอยากจะทำมานานแต่เราติดเรียนก็ต้องทำหน้าที่เรียนให้จบก่อน

Q : พอเรามีชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ได้พักผ่อนได้ไปเจออะไรใหม่ๆ สามารถนำไปใช้กับการทำงานเบื้องหลังด้วยไหม?
A : แน่นอนครับ ผมชอบทำหนังที่มันเป็นชีวิตคนจริงๆ แล้วพอเราได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ทุกวัน เหมือนเป็นการเรียนรู้ แล้วการทำงานหนังมีดีเทลเยอะ เราก็พยายามเอาตรงนั้นตรงนี้มาเป็นความคิดคนเรา มันไม่ได้ช่วยแค่งานเบื้องหลัง แต่มันช่วยในเรื่องการแสดงใหม่ๆ ได้เข้าใจถึงชีวิตหลายๆ แบบที่ห่างไกลจากเรา เวลาที่เรารับบทไกลตัวจะสามารถช่วยเราได้เยอะเลยแหละ

Q : กับฟีดแบ็กงานเบื้องหลังที่เราเคยได้ทำ สำหรับเรารู้สึกยังไงบ้าง?
A : มันก็เป็นเหมือนการเรียนรู้แหละครับ จริงๆ เราเคยกำกับแค่เรื่องเดียว ส่วนอันอื่นที่มันเล็กๆ น้อยๆ มันเป็นความอยากทำ เอากล้องมาถ่ายเล่นๆ มากกว่า ไม่ได้จริงจังอะไรขนาดนั้น มันเหมือนเป็นการเรียนรู้ จริงๆ เราอยากกลับไปทำอีกเรื่องหนึ่งมาก พอเราได้ดูได้ทำจริงๆ แล้วเราก็คิดว่าถ้าเราเติมตรงนั้นตรงนี้หน่อยก็น่าจะดีกว่านี้ แต่ถ้ามีโอกาสได้ทำอีกก็จะทำอีกเรื่องหนึ่งที่อยากทำมากแน่นอนครับ แต่ตอนนี้งานเบื้องหน้ายังมีอะไรดีๆ อยู่ครับ

Q : เราแพลนไหมว่าอีกนานแค่ไหนจะไปลุยทำเบื้องหลังเต็มตัว?
A : ผมว่าเป็นเรื่องของจังหวะเวลามากกว่า วันหนึ่งถ้าถึงเวลาของเราที่จะต้องทำก็ถึงเวลาแล้ว แต่คิดว่าตอนนี้ยังครับ มันเป็นเวลาที่เราจะเรียนรู้มากกว่าครับ แล้วการทำงานเบื้องหลังเราต้องมอบใจมอบเวลาเต็มที่ แล้วตอนนี้เราไม่ได้มีเวลาแบบนั้นน่ะครับ มัวแต่ไปมันส์กับเบื้องหน้า (ยิ้ม) ซึ่งมันก็เป็นการเรียนรู้อีกอย่างหนึ่งครับ ถามว่ามีคิดไว้ไหมว่าจะชวนใครมาทำด้วยคือจริงๆ มันต้องมีบทก่อนแล้วค่อยดูว่าใครจะเหมาะกับบทตรงนั้นครับ แต่ถ้าเป็นทีมงานเราก็พอจะรู้ว่าเราจะเอาใครมาทำเพราะเราทำตรงนี้มานาน เราจะรู้จักคนเยอะ มันก็จะมีคนที่พร้อมจะช่วยเราอยู่ตลอดเวลา เราก็จะขอคนที่เราชอบในความคิดของเขามาร่วมงานครับ ส่วนจะเป็นหนังหรือละครอันนี้ยังไม่รู้ครับ จริงๆ เราก็อยากทำทั้ง 2 อย่างเหมือนพี่อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ แต่อันนี้เป็นเรื่องอนาคตอีก 10-15 ปีก็เลยยังไม่รู้ครับ ตอนนี้เอางานที่ทำอยู่ในเวลานี้ให้รอดก่อนแล้วกันครับ (หัวเราะ)

Q : ถามถึงเรื่องหัวใจ ช่วงนี้ดูเรื่องความรักเรียบง่ายไม่หวือหวา?
A : ก็เรื่อยๆ ครับ ไม่มีอะไรหวือหวามากมายครับ ส่วนที่คนมองว่าเราไม่ค่อยอยากตอบเรื่องความรักคือมันไม่ใช่ไม่อยากตอบ แต่มันมีบางคำถามที่เรารู้สึกว่าไม่สบายใจที่จะตอบครับ อย่างรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มันเป็นเรื่องของคนสองคน เราไม่สบายใจที่จะเป็นคู่สาธารณะที่ใครอยากได้ข้อมูลก็สามารถที่จะรู้ทุกอย่าง คือมันต้องมีจุดตรงกลางที่จะเปิดเผยแล้ว อย่างเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เราไม่ค่อยอยากจะเปิดเผยเท่าไหร่ เราขอเก็บไว้เป็นเรื่องของคนสองคนมันน่าจะพิเศษกว่าสำหรับเรานะครับ

Q : แสดงว่าเราเจอคำถามที่ฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีอยู่บ่อยๆ?
A : คือจริงๆ มันไม่ใช่คำถามที่เรารู้สึกไม่ดีหรอก แต่มันเป็นคำถามที่ถึงตอบแล้วแล้วมันจะดียังไงแล้วจะไปช่วยอะไรได้ล่ะ มันจะมีใครมาสนใจตรงนี้เหรอ ผมก็เข้าใจการทำงาน เราอยู่มานานแล้วก็เข้าใจเขาและเข้าใจการทำงานของเขา เราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขามาตลอด ซึ่งผมว่าโดยส่วนตัวเขาก็ไม่มีอะไร เขาก็อยากทำงานของเขาเหมือนเราอยากทำงานของเรา เพียงแต่ต้องหาจุดตรงกลาง คิดว่าบางครั้งการตอบบางคำถามมันอาจจะเกินจุดกึ่งกลางที่วางไว้ค่อนข้างเยอะ อะไรที่กว้างๆ ก็พร้อมที่จะตอบ อะไรที่เป็นรายละเอียดลึกๆ ลงไปมันก็เหมือนกับทุกคู่น่ะแหละ มันก็มีช่วงดีกับช่วงไม่ดีทั้งนั้นแหละครับ เราไม่ได้อยากให้ตรงนี้เป็นจุดสนใจ อยากให้อยู่ได้เพราะผลงานไม่ใช่อยู่ได้เพราะกระแสตรงนี้ คิดว่าเราทั้งคู่สามารถมีผลงานที่เป็นคุณภาพที่ดีต่ออนาคตเรามากกว่าใช้ตรงนี้เป็นการโปรโมตตัวเองครับ แต่ก็ต้องทำใจเพราะเราเลือกที่จะอยู่ตรงนี้  เลือกที่จะคุยกัน มันก็ 50:50 มันมองได้หลายแบบครับ

Q : แต่ในวงการบันเทิงปัจจุบัน เรื่องข่าวความรักความสัมพันธ์เป็นกระแสที่ดาราทุกคนถูกจับตามอง รู้สึกยังไง?
A : เราก็เข้าใจครับว่าข่าวตรงนี้จะเป็นข่าวที่คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพียงแต่เราไม่อยากให้ความสนใจของเรื่องนี้มันอยู่ที่เรา ใครที่สบายใจกับการเปิดเผยตรงนี้ก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่เราก็จะใช้สิทธิ์ของเราโดยมีลิมิตในความพอใจของเรา เราไม่ได้โกรธหรืออะไรเลยครับ เพียงแต่เราแค่อยากจะรักษาบางสิ่งบางอย่างแค่นั้นเอง แค่มีสเปซของตัวเองบ้างเท่านั้นเอง เรายินดีที่จะตอบ แต่อยากให้คนถามเข้าใจว่าถ้าเกิดเขามีสิทธิ์ที่จะถามเรา เราก็มีสิทธิ์ที่จะตอบในสิ่งที่เราสบายใจครับ ผมว่ามันเป็นเรื่องการช่วยเหลือกันเพราะเราก็ต้องอยู่ด้วยกัน มันก็ต้องมีจุดตรงกลาง จริงๆ กับสื่อมวลชนทั่วไปไม่เคยมีปัญหาเลยครับ แต่กับเรื่องบางเรื่องเราก็ขอเป็นส่วนตัวนิดนึงแล้วกันครับ.

 

โหวตข่าวนี้