advertisement

ผมโดนล้วงกระเป๋าที่บาร์เซโลนา

โดย เต็ด ยุทธนา บุญอ้อม 17 มิ.ย. 2555 05:30

ผมนั่งเขียนต้นฉบับวันนี้ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ระหว่างที่ร่วมงาน Sonar 2012 เทศกาลดนตรีที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก เรื่องที่จะเล่าวันนี้ไม่ใช่ทั้งเรื่องงานโซน่า (คราวหน้าจะเล่าให้ฟัง) หรือเรื่องฟุตบอล แต่เป็นเรื่องการโดนล้วงกระเป๋าครั้งแรกในชีวิตลูกผู้ชายอย่างผม...

ผมนั่งเขียนต้นฉบับวันนี้ที่เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ผมมาอยู่ที่นี่หนึ่งสัปดาห์เพื่อร่วมงาน Sonar 2012 เทศกาลดนตรีที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก และเพราะมาเยือนที่นี่ในช่วงฟุตบอลยูโรพอดี ก็เลยได้รู้ว่าสำหรับชาวคาตาลุนย่า เขาไม่ถือว่าทีมชาติสเปนเป็นทีมชาติของเขา ทีมบาร์ซาต่างหากที่เป็น บรรยากาศการเชียร์ฟุตบอลจึงไม่คึกคักอย่างที่คิด ไม่มีจอใหญ่ในลานกลางเมืองให้ไปนั่งชุมนุมกันเชียร์ เต็มที่ก็นั่งดูกันตามผับต่างๆ แต่ส่วนใหญ่คนที่ดูก็เป็นชาวต่างชาติที่มาเที่ยวที่นี่มากกว่า แต่เรื่องที่จะเล่าวันนี้ไม่ใช่ทั้งเรื่องงานโซน่า (คราวหน้าจะเล่าให้ฟัง) หรือเรื่องฟุตบอล แต่เป็นเรื่องการโดนล้วงกระเป๋าครั้งแรกในชีวิตลูกผู้ชายอย่างผม

ก่อนมาบาร์เซโลนา เพื่อนๆ หลายคนต่างเตือนผมให้ระวังมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ ที่จ้องจะเล่นงานนักท่องเที่ยวหน้าใสที่มีอยู่เต็มเมือง คุณไก่ สมพล นักท่องเที่ยวมืออาชีพเตือนผมอย่างละเอียดเป็นพิเศษ เพราะผ่านประสบการณ์มาหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องการล้วงหรือกรีดกระเป๋า เขาบอกว่าแก๊งฉกทรัพย์ที่นี่มีหลายรูปแบบ

แบบแรก เรียกว่าแก๊งขี้นก (แหม ชื่อมันน่ารักนะ) แก๊งนี้จะส่งคนเข้ามายืนข้างๆ เรา แล้วทำทีว่ามีนกขี้ใส่ที่ไหล่เขา พอเราหันไปดูว่านกบินอยู่แถวนั้นหรือเปล่า เพื่อนร่วมแก๊งที่ยืนอยู่อีกข้างหนึ่งก็จัดการกับทรัพย์เราไปเรียบร้อยโรงเรียนสเปน ดังนั้นเมื่อเห็นใครมาปัดไหล่อยู่ข้างๆ ตัว สิ่งแรกที่ควรทำก็คือเดินออกห่าง และตรวจสอบของในตัวว่าอยู่ครบหรือเปล่า

แบบที่สอง คือแก๊งตำรวจปลอม แบบนี้น่ากลัว เพราะมันเล่นกับความเป็นคนต่างถิ่นย่อมต้องเกรงกลัวผู้พิทักษ์กฎหมายเจ้าบ้านเป็นธรรมดา แก๊งนี้จะปลอมเป็นตำรวจมาขอตรวจค้นตัวเรา (แล้วเราจะดูออกไหมว่ามันเป็นตำรวจจริงหรือเปล่า) เมื่อเราหลงกลยอมให้ค้น เราก็จะโดนฉกของไปเนียนๆ แบบนี้จะระวังยังไงฟะ คงต้องทำโง่ พูดไม่รู้เรื่อง แล้วก็เดินหนีอย่างเดียว

แบบที่สาม แก๊งบอกทาง วิธีนี้ผมชอบมาก เพราะพวกมันรู้จักกลุ่มเป้าหมายดีเหลือเกิน ขึ้นชื่อว่านักท่องเที่ยวยังไงก็ต้องมีซักทีที่หลงทาง กางแผนที่เข้าไปถามทางคนในพื้นที่ พวกนี้จะยืนดักอยู่ตามปากทางเข้ารถไฟฟ้า จุดยอดนิยมของคนชอบถามทาง ประมาณว่าขึ้นมาจากสถานีแล้วหลงทิศ ไม่รู้จะไปทางไหน พอเราเข้าไปถามทางมันก็จะชี้ไปทางที่พรรคพวกมันยืนดักอยู่ เมื่อเราเดินเลี้ยวตามนิ้วมันไปเราก็จะไปเจอพวกมันทัั้งแก๊งจัดการกับเรา ทางที่ดีเราควรจะถามทางพนักงานโรงแรมที่เราพักก่อนออกเดินทางในแต่ละวัน วางแผนให้ดีว่าวันนี้จะไปไหนบ้างแล้วถามทางซะให้ครบ จากนั้นก็ออกเดินทางตามแผน

แบบที่สี่ เป็นแบบที่หน้าด้านที่สุด วิธีนี้ง่ายมาก คือมันเดินเข้ามาล้วงกระเป๋าเราต่อหน้าต่อตา ล้วงกันดื้อๆ มันทำได้จริงๆ เหรอ มันทำได้ครับ ผมเพิ่งโดนกับตัวมาเลย

ผมขึ้นรถไฟฟ้ากลับจากสนามคัมป์นูของทีมบาร์ซาเพื่อกลับที่พัก เมื่อถึงสถานีที่หมายผมก็เดินออกจากตัวรถไฟฟ้าตามปกติ ที่บริเวณประตูรถเป็นจุดที่คนยืนกันเยอะเหมือนกันทั่วโลก แต่ก่อนผมก็ไม่รู้ว่าจะยืนกันทำไม แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันยืนดักล้วงกระเป๋าเรานั่นเอง ผมเดินเบียดผู้คนที่ยืนออกันหน้าประตูเพื่อจะรีบลงจากรถ ทันใดนั้นก็มีมือมาดึงขากางเกงผมไว้ตรงแถวๆ หัวเข่า ตอนแรกผมก็เข้าใจว่ารองเท้าผมคงเลอะอะไร ชายคนนั้นเลยดึงกางเกงเพื่อให้ผมมองไปที่รองเท้า เมื่อผมก้มลงไปดูด้วยความสงสัยมืออีกข้างหนึ่งของชายคนเดียวกันก็พยายามล้วงลงไปที่กระเป๋ากางเกงด้านขวาของผม เป้าหมายคือไอโฟนที่อยู่ในนั้น แวบแรกผมงงด้วยความที่คาดไม่ถึงว่ากำลังโดนปฏิบัติการล้วงกระเป๋าด้วยทฤษฎีหน้าด้านอย่างนี้

ภายในเสี้ยววินาทีนั้นเองก็มีเสียงโวยวายจากด้านหลังของผม เดาว่าคงเป็นพลเมืองดีที่นั่นที่ดูออกว่าพวกนี้กำลังทำอะไร พร้อมกันนั้นก็มีมือของพลเมืองดีอีกคนพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของมิจฉาชีพคนนั้นไว้ไม่ให้ล้วงต่อ ถึงตอนนั้นแหละผมถึงตั้งสติได้ว่าเราโดนเข้าแล้ว มือขวาผมตบไปที่กระเป๋ากางเกงเพื่อเช็กดูว่าไอโฟนยังอยู่หรือเปล่า เมื่อเห็นว่ายังอยู่ก็รีบกำไว้แน่น แล้วรีบเดินลงจากรถ ด้านหลังผมเริ่มวุ่นวายไปด้วยการถกเถียงกันระหว่างพลเมืองดีและมิจฉาชีพ แต่คุณเชื่อไหมครับ ทั้งที่โดนจับได้แล้ว แต่ในจังหวะที่ผมกำลังจะก้าวออกจากรถก็มีมือของพวกนั้นอีกคนพยายามจะล้วงเข้าไปหยิบเงินในกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายของผม ดูมันทำเข้า ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้มันยังซื่อตรงต่อหน้าที่ของมันอยู่อีก กลับไปหัวหน้ามันควรให้โบนัสเป็นมีดกรีดกระเป๋ารุ่นใหม่ซักอัน แต่ตอนนั้นประสาทรับรู้ผมตื่นตัวเต็มที่แล้ว มือซ้ายของผมจึงคว้าไปที่กระเป๋ากางเกงก่อนที่มันจะล้วงเข้าไปได้

ผมรีบเดินออกจากรถอย่างรวดเร็ว ไอ้คนที่ล้วงกระเป๋าผมคนแรกก็โดนพลเมืองดีผลักออกมาด้วย ผมเพิ่งมีโอกาสเห็นหน้ามันครั้งแรก มันแต่งตัวดีทีเดียว ใส่เชิ้ต ใส่สูท หน้าตาก็เหมือนชาวเมดิเตอร์เรเนียนทั่วไป ที่สำคัญมันตัวใหญ่มาก เมื่อนึกขึ้นได้ว่าที่ชานชาลาตอนนั้นมีแค่มันกับผม รถไฟก็ออกไปแล้ว ผมก็เลยวิ่งไปที่ทางออกสถานีอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งไปตรงที่มีคนอยู่เยอะที่สุด วิ่งพลางหันไปดูพลางว่าไอ้หมอนั่นมันวิ่งตามมาด้วยหรือเปล่า จนออกมานอกสถานีได้อย่างปลอดภัย โชคดีที่มันไม่ได้วิ่งตามมา พอออกมายืนบนถนนผมก็หยุดตั้งสติอีกครั้ง ตรวจสอบทุกกระเป๋าที่มีว่าของยังอยู่ครบหรือเปล่า เมื่อมั่นใจว่าของครบก็รีบเดินจ้ำกลับที่พักทันที

ระหว่างเดินกลับด้วยใจระทึก ผมก็เริ่มทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีทำไมมันมีเรื่องเกิดขึ้นได้มากขนาดนั้น และนึกถึงความโชคดีของเราที่บังเอิญมีพลเมืองดีมาช่วยเอาไว้ได้ทันเวลา แต่ในที่สุดความรู้สึกตื่นกลัวก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกสะใจ สะใจที่โดนล้วงกระเป๋าเป็นครั้งแรกในชีวิต สะใจที่รอดมาได้อย่างหวุดหวิด สะใจที่เราได้ถึงบาร์เซโลนาแล้ว กลายเป็นว่าวันนั้นผมเดินทางกลับที่พักอย่างมีความสุข เหมือนเพิ่งผ่านเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตมา ความรู้สึกคงคล้ายคนเพิ่งโดดบันจี้จัมพ์ (ซึ่งผมไม่คิดจะโดดแน่ๆ) อีกสองสามวันที่เหลือในสเปนผมจะระมัดระวังตัวขึ้น จะว่าไปคงไม่ใช่แค่ที่นี่หรอก การโดนล้วงกระเป๋าแบบต่อหน้าต่อตาครั้งนี้ สอนให้ผมต้องระมัดระวังตัวในทุกที่ที่ต้องไป และที่สำคัญที่สุดมันสอนผมว่า ความอ้วนบางครั้งก็มีประโยชน์ เพราะคนอ้วนกางเกงมันแน่น มันล้วงยากเฟ้ย อะดิโอส เอสปันญ่า

ยุทธนา บุญอ้อม
twitter @ted6104
http://www.facebook.com/yuthana.boonorm

 

โหวตข่าวนี้