advertisement

มาดูกับมาดาม: ไขปริศนาเจ้าหญิงในตำนาน ตอนที่ 2 มรดกของเจ้าหญิง

โดย มาดามอองทัวร์ 31 พ.ค. 2555 15:00

“When I examine myself and my methods, I come to the conclusion that the gift of fantasy has meant more to me than any talent for abstract, positive thinking.”

“สำหรับฉันแล้ว...ของขวัญจากโลกของจินตนาการที่ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ความคิดบวก”
อัลเบิร์ต ไอซ์สไตน์ (Albert Einstein)


สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านที่รัก สัปดาห์นี้เราจะมาไขปริศนาเจ้าหญิงในตำนานกันต่อนะคะ อย่างที่ทิ้งท้ายไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเราจะมาตามหา “มรดก” หรือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวพาฝันและบรรดาโฉมงามในตำนานเหล่านี้ยังมีชีวิตและคงอยู่ในใจของใครหลายๆ คน (รวมทั้งมาดามด้วย)

ก่อนจะไขปริศนาความเป็นอมตะของเหล่าเทพนิยาย เรามาลองทบทวนกันสักนิดดีไหมคะว่าเรานึกถึงอะไรกันบ้างเมื่อเราพูดถึงเทพนิยาย...แน่นอนว่าเรามักจะจำเจ้าหญิงได้มากกว่าเจ้าชาย (เพราะโดยมากเรื่องราวเหล่านี้มักเล่าโดยผ่านมุมมองของนางเอกของเรื่อง) ไม่ว่าจะเป็น ซินเดอเรลล่า สโนไวท์ เจ้าหญิงออรอร่า (เจ้าหญิงนิทรา) เอเรียล (นางเงือกน้อย) เบล (โฉมงามกับเจ้าชายอสูร...เรื่องนี้แม้ว่าคนที่โดนสาปจะเป็นเจ้าชาย แต่เราก็มักจะจำนางเอกได้มากกว่า จริงไหมคะ?) นอกจากนี้เรายังจำสารพัดคำสาป แม่มด แม่เลี้ยง แล้วก็บรรดาตัวช่วยต่างๆ ได้ดีอีกด้วย


และเราก็ยังคุ้นเคยกับโครงเรื่องแบบเทพนิยายเป็นอย่างดี แม้ว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จะเปลี่ยนไปบ้าง เช่น สถานที่เกิดเหตุ เงื่อนไขของคำสาป ช่วงเวลา และเหล่าบรรดาผู้ช่วยต่างๆ แต่สิ่งที่เหมือนๆ กันก็คือ

1. ตัวเอก (โดยมากจะเป็นนางเอก) มักจะกำพร้า หรือไม่ก็มีปัญหาต้องพลัดพรากจากครอบครัวตัวเอง
2. มักจะต้องอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงหรือบ้านอุปถัมภ์
3. ชีวิตในวัยเด็กมักจะผ่านมาด้วยความยากลำบาก เช่น เป็นคนใช้ หรือ เป็นบุคคลที่ไม่ค่อยจะได้รับการยอมรับ
4. ได้พบรัก (กับเจ้าชาย) โดยบังเอิญ
5. เข้าไปเกี่ยวข้องกับคำสาป หรือว่าเป็นฝ่ายถูกสาป
6. เงื่อนไขคำสาปมักจะเป็นการเอาสิ่งที่มีค่าที่สุดของตนมาแลกกับความรัก (ที่เชื่อว่าเป็นรักแท้และเป็นครั้งเดียวในชีวิต)
7. มีผู้ช่วยเป็นนางฟ้า ผู้มีอิทธิฤทธิ์ สัตว์ป่าทั้งหลาย (ที่ดูจะรู้ภาษามากกว่าคนบางคนสมัยนี้เสียอีก)
8. ตัวร้ายก็มักจะเป็นแม่เลี้ยงหรือแม่มดผู้มีมนต์ดำ แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องการแย่งทุกอย่างจากตัวเอกของเรา
9. จุดสำคัญก็เมื่อคำสาปหรือเงื่อนไขที่ตั้งไว้ถูกบิดเบือนโดยตัวร้าย หรือว่าตัวเอกของเราไม่สามารถจะหาวิธีแก้ไขคำสาปได้ (เขาและเธอกำลังจะต้องเสียคนรักและอาจจะต้องเสียชีวิต)
10. และแล้วก็ฉากสำคัญ การเผชิญหน้าระหว่างตัวเอกและตัวร้าย
11. การแก้ไขคำสาป (ที่มักจะเป็นจูบของรักแท้ ที่ในเทพนิยายเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทรงพลังที่สุด)
12. ตัวร้ายสูญสลายไปหรือไม่ก็ต้องชดใช้สิ่งที่ตนเองกระทำ
13. เจ้าหญิงและเจ้าชายได้ลงเอยหรือแต่งงานกัน
14...และพวกเขาก็อยู่กันอย่างมีความสุข Happy Ending!


แน่นอนว่าเค้าโครงเรื่องแบบนี้นับเป็นมรดกอย่างที่ 1 ที่ยังทรงอิทธิพลอยู่ในปัจจุบัน ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็ในละครไทยหรือนิทานพื้นบ้านของไทยหลายๆ เรื่องก็มีการหยิบยืมโครงเรื่องสุดคลาสสิกนี้มา อย่างเช่น ‘บ้านทรายทอง’ หลายคนคงจะจำเรื่องราวความรักของคุณชายกลาง (เจ้าชายในฝัน) กับพจมาน (หญิงสาวผู้หยิ่งในศักดิ์ศรี) ได้ดีที่แม้จะเป็นวรรณกรรมร่วมสมัยที่สะท้อนบทบาทของผู้หญิงในยุคนั้นๆ แต่เนื้อเรื่องรวมๆ ก็หนีไม่พ้นซินเดอเรลล่าภาคไทยอยู่ดี หรืออีกเวอร์ชั่นใน ‘ดาวพระศุกร์’ เรื่องราวของ ดาวพระศุกร์ เด็กสาวลูกผู้ดีตกยากที่บังเอิญไปพบรักกับ คุณภาค หนุ่มใหญ่ใจดี นี่ก็พาฝันใช่ย่อย แต่ไฮไลต์คงต้องยกให้นิทานพื้นบ้านของไทยเราอย่าง ‘ปลาบู่ทอง’ ซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นไทยรุ่นแรกๆ ที่ถ้าเรายังจำเรื่องราวสุดรันทดของนางเอื้อยได้ดี เราก็คงจะจำกันได้ว่านางมีชีวิตที่ทุกข์ระทมจากการกลั่นแกล้งของแม่เลี้ยงและสองศรีพี่น้องต่างมารดามากมายขนาดไหน...

 


“สงสารแต่แม่ปลาบู่ อาศัยอยู่ในฝั่งคงคา
นางเอื้อยเป็นลูกกำพร้า ถึงเวลามาร่อนรำ
ร่อนแต่รำแก่เหลือแต่รำอ่อน เอารำมาร่อนให้แก่แม่ปลา
มารดาฉันอยู่แห่งไหน หรือจะตายในฝั่งคงคา
สงสารนางเอื้อย กำพร้าร่ำเรียกหาแม่ปลาบู่ทอง”
เชื่อว่าหลายๆ คนคงรู้จักหรือเคยได้ยินเพลงนี้ใช่ไหมคะ ทบทวนความจำกันสักหน่อย เพลงประกอบละคร “ปลาบู่ทอง” ค่ะ


น่าแปลกที่ว่าเรื่องราวพาฝันเหล่านี้ แม้จะมีกลุ่มผู้ชมหลักเป็นเพศหญิง แต่เรามักจะไม่ค่อยจดจำเรื่องราวหรือว่าให้ความสำคัญกับตัวเอกฝ่ายชายมากนัก (เอาเป็นว่าใครจำชื่อเจ้าชายจากเทพนิยายต่างๆ ได้บ้าง? มาดามว่าเป็นคำถามที่ยากทีเดียว) เหตุผลก็น่าจะเหมือนกับเวลาที่เราดูละครน้ำเน่าน้ำดีที่บ้านเรานี่แหละค่ะ เรากำลังเอาใจช่วยนางเอกของเราให้รอดพ้นจากภยันอันตรายและลงเอยด้วยดีแฮปปี้เอนดิ้งกับพระเอกรูปงามยังไงล่ะคะ...และนี่ก็คือมรดกชิ้นที่ 2 ค่ะ

มรดกชิ้นที่ 2 ที่ว่านี้ก็คือ “ความเป็นนางเอก” ที่ต้องเป็นสุภาพสตรีที่มีรูปโฉมงาม นามเพราะ เสียงสวย รวยเสน่ห์ (เป็นเบญจกัลยาณีนั่นเอง) ที่เรามักจะเอาใจช่วย (บางทีก็เอาตัวเองเข้าไปใส่) รวมไปถึงสิ่งที่คุณเธอทั้งหลายใช้เพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ซึ่งโดยสรุปแล้วก็เป็นประมาณว่า “ความดีและรักแท้ (ของนางเอกเท่านั้นนะ นางร้ายไม่นับ) ชนะทุกสิ่ง”

เสียงสวยๆ ของนางเงือกน้อย ในเพลง “Part of Your World”

เสียงหวานๆ ของซินเดอเรลล่า ในเพลง “A Dream is a Wish Your Heart Makes”

ถึงคิวของเจ้าหญิงนิทราบ้าง ในเพลง “Once Upon a Dream”

เอาเป็นว่านางเอกทั้งหลายมี ‘ขนบ’ และ ‘รูปแบบเฉพาะ’ ที่ว่าต้อง “สวยและดี (แต่ไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่)” มรดกชิ้นนี้ได้รับการถ่ายทอดมาในงานวรรณกรรมรูปแบบต่างๆ จากรุ่นสู่รุ่น แต่ก็อย่างที่ทราบกันแหละค่ะว่า ‘เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน‘ คนดูละครรักเทพนิยายก็เช่นกันค่ะ ที่นอกเหนือจากความรู้สึกเติมเต็มที่ได้จากความสุขสมหวังของตัวละครแล้วก็ยังมีเรื่องของความต้องการที่จะบริโภคสิ่งแปลกใหม่บ้างค่ะ ใบ้ให้นิดนึงว่า เมื่อมีคนใช้กลยุทธ์ ‘ความนิ่งและความดีสยบความร้ายกาจ’ ก็ต้องมีประเภทใช้กลวิธีแบบ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน‘ แน่นอนค่ะ



แต่ว่าจะ “สวยและร้าย” แค่ไหน? หรือว่า “สวยอมตะ” อย่างไร? ติดตามภาค 3 ได้สัปดาห์หน้านะคะ เมื่อมรดกของเจ้าหญิงในตำนานถูกนำไปดัดแปลงและขายทอดตลาดค่ะ

ขอให้สาวๆ ทุกคนจง “สวย ดี และร้าย (บ้างตามสถานการณ์)” อย่างมีสติค่ะ และอนุโมทนาล่วงหน้าสำหรับทุกท่านที่มีแพลนจะทำความดีในวันพระใหญ่ที่จะถึงนี้ค่ะ

เจอกันสัปดาห์หน้าค่ะ

 


มาดามอองทัวร์

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement