The Thing ฉบับปี 1982 ฝีมือผู้กำกับ John Carpenter เป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญคลาสสิคที่สื่อมวลชนบางสำนักยกให้เป็นหนังที่น่ากลัวที่สุดเรื่องนึงในประวัติศาสตร์ ถึงแม้พล๊อตเรื่องว่าด้วยคนกลุ่มนึงที่ติดอยู่ในพื้นที่ห่างไกลผู้คนกับ สัตว์ประหลาดจากต่างดาว จะทำให้ผู้คนยุคนั้นอดนึกถึงหนังเรื่อง Alien ของRidley Scott ที่ขึ้นหิ้งหนังสยองขวัญคลาสสิคไปก่อนหน้า แต่ The Thing ก็มีเอกลักษณ์หลายอย่างเป็นของตัวเองที่ทำให้หลายคนประทับใจและยกย่องมาจนถึงทุกวันนี้ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่หลงไหลหนังเรื่องนี้จนนำมาดูซ้ำแล้วซ้ำอีกมาไม่รู้กี่รอบแล้ว ครั้งแรกที่ได้ข่าวมีการนำหนังเรื่องนี้มาทำซ้ำความรู้สึกผมปะปนกันระหว่าง ความตื่นเต้นที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง และความหวาดเสียวว่าหนังฉบับทำซ้ำจะออกมาไม่ได้เรื่องเหมือนกับหนังทำซ้ำ หลายเรื่องที่เราได้ดูกันมา แต่เมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้ฉบับล่าสุดโดยฝีมือของ Matthijs van Heijningen Jr. ผู้กำกับหน้าใหม่ชาวนอร์เวย์ ความรู้สึกผมก็เหลือแค่อย่างเดียวคือ ต้องรีบมาแนะนำให้ทุกคนๆ ได้ไปดูกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบหนังสยองขวัญ ไม่ว่าคุณจะเคยดูหนังเวอร์ชั่นแรกมาหรือยังก็ตาม

สิ่งแรกที่ต้องชื่นชมผู้กำกับเรื่องนี้ คือ เขาไม้ได้ทำการรีเมคหรือทำซ้ำจากต้นฉบับ แต่เขาเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้าเหตุการณ์ในหนังเวอร์ชั่นแรกหรือที่เรียกกันว่า พรีเควล(Prequel) แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รีเมคไปด้วย อย่างง ถึงหนังจะเล่าเรื่องราวที่เป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องในหนังเรื่องแรก แต่การวางสถานการณ์ ตัวละคร และฉากสำคัญ กลับมีส่วนคล้ายกับหนังเรื่องก่อนมาก มันจึงเหมือนการกลับไปเยี่ยมบรรยากาศของหนังเรื่องเดิมที่เรารักอีกครั้งแบบ ทำซ้ำแต่ไม่ทำซาก ในหนังเวอร์ชั่นก่อน ตัวละครกลุ่มหนึ่งได้เดินทางมาที่เกิดเหตุของหนังเวอร์ชั่นนี้ และเห็นภาพสถานที่ที่เต็มไปด้วยภาพสยดสยอง ศพมากมายเกลื่อนกลาด หลายศพบอกไม่ถูกว่าเป็นเคยเป็นคนหรือตัวอะไร ร่องรอยการต่อสู้อย่างรุนแรงมีให้เห็นทั่วบริเวณ แต่หนังก็ไม่ได้บอกว่าเกิดอะไรขึ้น เวอร์ชั่นนี้จึงเป็นการเล่าว่าอะไรทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นภาพอย่างนั้น ใครที่ดูเรื่องนั้นมาก่อนจะสนุกกับเรื่องนี้มาก เพราะผู้กำกับเก็บรายละเอียดได้หมดว่าแต่ละศพมีที่มาอย่างไร เก็บรายละเอียดกระทั่งขวานที่จามติดอยู่กับผนังว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ใครที่ยังไม่ได้ดูก็ไม่ต้องกลัว เพราะคุณจะได้รับอรรถรสแบบเดียวกับที่คนดูภาคแรกได้รับมาแล้ว

The Thing เป็นเรื่องของนักสำรวจกลุ่มหนึ่งที่ไปพบซากศพของมนุษย์ต่างดาวที่ทวีปแอนตาร์ติก้า เมื่อนำศพกลับมาตรวจสอบที่ห้องทดลองท่ามกลางพื้นที่ว่างเปล่าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เรื่องสยองขวัญก็เกิดขึ้น สัตว์ประหลาดจากต่างดาวเริ่มฆ่าพวกเขาไปทีละคนอย่างโหดร้าย และพวกเขาที่เหลือก็ต้องหยุดมันให้ได้ ลักษณะพิเศษของสัตว์ต่างดาวตัวนี้ ที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำก่อให้เกิดบรรยากาศที่ไม่มีในหนังเรื่องอื่นก็คือ มันสามารถเปลี่ยนร่างเป็นคนหรือสัตว์ที่มันไปเกาะกินได้ จึงทำให้คนที่เหลืออยู่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนหรือใครเป็นสัตว์ต่างดาวในร่างคนกันแน่ ความน่ากลัวในหนังเรื่องนี้จึงไม่ใ่ช่ความสยดสยองของรูปร่างหน้าตาเจ้าสัตว์ต่างดาว หรือความโหดเหี้ยมในการล่าเหยื่อของมันเท่านั้น แต่เป็นการลุ้นว่าตกลงใครกันแน่ที่เป็นสัตว์ต่างดาว บรรยากาศของหนังในครึ่งหลังจึงเต็มไปด้วยความกดดันลุ้นระทึกกันทุกวินาที และด้วยเทคนิคพิเศษในวันนี้ที่ก้าวหน้าไปกว่าเมื่อสามสิบปีก่อนมาก จึงทำให้ฉากสำคัญในเรื่องถูกทำได้มหัศจรรย์พันลึกกว่าหนังเรื่องก่อนมาก แต่ฉากที่ตื่นเต้นที่สุดกลับเป็นฉากที่ไม่ได้ใช้เทคนิคพิเศษอะไรทั้งสิ้น นั่นก็คือฉากการทดสอบว่าใครเป็นคน ใครเป็นสัตว์ต่างดาว ในภาคก่อนการทดสอบใช้วิธีเอาเลือดของแต่ละคนมาพ่นด้วยไฟ เลือดของสัตว์ต่างดาวจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านความร้อน เป็นฉากคลาสสิคที่สุดในหนัง แต่ในภาคนี้เปลี่ยนมาใช้วิธีอื่นที่ผมขอไม่เล่าเดี๋ยวจะดูกันไม่สนุก แต่ขอบอกว่าเป็นวิธีที่ทำให้เราต้องลุ้นระทึกไม่แพ้กัน

บรรยากาศของหนังที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจกันของผู้รอดชีวิตทั้งหลาย ยังคงเป็นจุดเด่นที่สร้างความตื่นเต้นให้หนังทั้งเรื่อง เหมือนจะบอกกับเราว่าไม่ว่าจะเป็นสัตว์ต่างดาวหรือมนุษย์ในที่สุดก็มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดไม่ต่างกัน โดยเฉพาะในเวลาคับขันเราก็จะแยกไม่ออก ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ว่าใครเป็นคนใครเป็นสัตว์ต่างดาว The Thing เวอร์ชั่นนี้ยังคงเป็นหนังสยองขวัญชั้นดีที่ทำออกมาได้ไม่เสียชื่อความคลาสสิคของภาคก่อน นี่เป็นหนังสยองขวัญที่ชาญฉลาดทั้งพล๊อตเรื่อง การกำกับ การแสดง และงานด้านเทคนิคต่างๆ แถมดูแล้วก็อดคิดถึงบรรยากาศในบ้านเราตอนนี้ไม่ได้ ในที่สุดเมื่อสถานการณ์มันคับขัน พวกเราทุกคนก็พยายามเอาตัวรอด ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด หรือการเอาตัวรอดของเราจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนแค่ไหน ใช่ไหมครับ.
ภาพจากเว็บไซต์ http://movie.mthai.com/movie-wallpaper/109521.html
Twitter : @ted6104
http://www.facebook.com/yuthanaboonorm




















