ย้อนกลับไปสักสิบกว่าปีที่ผ่านมาฉากขับรถไล่ล่ากันในหนังมักจะดูซ้ำซากและ เต็มไปด้วยท่าบังคับ แทบทุกเรื่องจะต้องมีฉากรถวิ่งตลุยตลาดข้างถนนและทุกครั้งไปก็จะต้องเสยเข้า กับแผงผลไม้ข้างทาง และเกือบทุกเรื่องเช่นกันที่จะต้องมีตัวละครเข็นรถเข็นสำหรับเด็ก หรือคนแก่เข็นรถเข็นกำลังข้ามถนนเพื่อให้คนดูลุ้นว่ารถที่ไล่ล่ากันมานั้นจะหลบทันหรือเปล่า นี่ยังไม่รวมช่างไฟที่ปีนบันไดอยู่ข้างถนน(บางทีก็เป็นช่างทาสี) หรือตัวละครที่นั่งมาในรถคอยแหกปากโวยวายไปตามจังหวะการขับของตัวเอก สิบปีให้หลังมานี้เทคนิคการถ่ายทำพัฒนาขึ้น คอมพิวเตอร์กราฟฟิคเข้ามามีส่วนช่วยให้การถ่ายทำฉากแบบนี้มีลูกเล่นใหม่ๆให้ คนดูตื่นเต้นมากขึ้น แต่ยังไม่มีหนังเรื่องไหนที่ใส่สิ่งที่หนังเรื่อง"Drive"ใส่เอาไว้ ผมไม่รู้จะเรียกสิ่งนี้เป็นอย่างอื่นให้มันไม่เชยได้อย่างไร จึงขอเรียกมันง่ายๆว่า"หัวใจ"ก็แล้วกัน
Drive เป็นเรื่องของนักขับรถเสี่ยงตาย (ไรอัน กอสลิง) ที่มีงานลับเป็นคนขับรถให้โจร เขาเป็นคนฝีมือทั้งในงานหลักและงานลับ แต่ชีวิตของเขาต้องวุ่นวายเมื่อมาพบรักกับสาวลูกติด(เคลลี่ มุลลิแกน) ที่สามีกำลังออกจากคุก หลักในการทำงานของพระเอกคือเขาจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับอย่างเดียวไม่ยุ่ง เกี่ยวกับการปล้น ไม่แม้แต่จะพกปืน เมื่องานจบก็แยกย้ายไม่ติดต่อกันอีก เป็นหลักการทำงานที่ทำให้เขาอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ จนไม่ใช่แค่หลักการทำงานเท่านั้นแต่เป็นหลักในการใช้ชีวิตของเขาด้วย และเมื่อเขาต้องมาเจอะกับนางเอก เขาจะยังยึดหลักการนี้ไว้ได้หรือเปล่า นี่คือสิ่งที่เราต้องตามลุ้นไปกับหนังเรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่อง
หนังเปิดตัวด้วยฉากการทำงานของพระเอกในการปล้นครั้งหนึ่ง ไม่มีฉากรถไล่ล่ากันสนั่นเมืองแบบที่เราคุ้นตา มีแต่การโชว์ชั้นเชิงการหลบหนีเจ้าหน้าที่ของพระเอกที่เรียบง่ายแต่ได้ผล ทำให้เราเขื่อสนิทใจตั้งแต่เริ่มเรื่องว่าไอ้หมอนี่มันเก่งจริงๆ นับเป็นการแนะนำแคแร็คเตอร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เลยทีเดียว หลังจากนั้นหนังก็เปลี่ยนโหมดมาเป็นหนังรักเมื่อพระเอกมาเจอะกับนางเอก และเป็นหนังรักที่น้ำเน่าเอาเรื่อง เมื่อสามีของนางเอกออกจากคุกมา ก่อนจะสลับกลับมาเป็นโหมดหนังแอ๊คชั่นที่ดุเดือด และบีบคั้นหัวใจของคนดูไปจนจบเรื่อง ขอย้ำคำว่า ดุเดือดอีกครั้ง และควรจะตามมาด้วยคำว่าเลือดพล่านอีกด้วย เพราะผู้กำกับช่างสรรหาวิธีการทำร้ายร่างกายตัวละครได้หลากหลายและแต่ละวิธี ก็จะทำให้คุณต้องเบือนหน้าหลบจอกันเลยทีเดียว อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจจะคิดว่านี่มันก็แค่พล๊อตหนังทั่วไปที่เห็นกันอยู่ บ่อยๆ ซึ่งจะว่าไปก็จริง แต่สิ่งที่ทำให้Driveต่างจากหนังเรื่องอื่นๆก็อยู่ที่วิธีการร้อยเรียง เรื่องทั้งหมดเข้าด้วยกันและวิธีการนำเสนอที่เรียบง่าย ดิบ แต่มีสไตล์ และที่สำคัญก็คือการแสดงของนักแสดงทุกคน โดยเฉพาะไรอัน กอสลิง ผู้รับบทตัวละครตามชื่อเรื่อง ผมจะไม่แปลกใจเลยถ้าจะได้ยินชื่อเขาบนเวทีออสการ์ปีนี้อีกครั้ง เพียงแต่จะเป็นจากเรื่องนี้หรือเรื่องอื่นที่เขาแสดงในปีนี้เท่านั้น
งานด้านเทคนิคในหนังเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีเยี่ยมทั้งหมดทั้งการถ่ายภาพ การตัดต่อและดนตรีประกอบ นี่เป็นหนังที่ถ่ายทำได้สวยมากๆทั้งเรื่อง การจัดองค์ประกอบภาพทุกเฟรมไม่มีที่ติ และที่โดดเด่นมากคือดนตรีประกอบที่ใช้ดนตรีอีเลคโทรนิคยุค80 ที่ให้ความรู้สึกเชยนิดๆ แต่เข้ากันได้ดีกับภาพรวมของตัวหนังที่ไม่เน้นความหวือหวาแบบหนังแอ๊คชั่นยุคใหม่ ผมจะไม่แปลกใจอีกเช่นกันหนังเรื่องนี้จะเข้าชิงรางวัลต่างๆในสองสาขานี้ ฉากรถไล่ล่ากันในหนังเน้นที่ความสมจริง และทำอย่างได้ผลทุกฉาก ส่วนฉากแอ๊คชั่นก็ตามที่ได้เกริ่นไว้แล้วว่ารุนแรงเลือดสาด แต่ก็ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ทุกอย่างยังคงยืนอยู่บนความสมจริงที่เป็นเรื่องที่ผู้กำกับดูจะเน้นเป็น พิเศษ ยิ่งพูดมาถึงตรงนี้ก็ยิ่งไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นหนังที่ภาพสวยทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นฉากรักหรือฉากบู๊ และฉากที่เป็นตัวอย่างได้ดีที่สุดคือฉากในลิฟต์(ขอไม่บอกรายละเอียดมากกว่า นี้ ไปดูแล้วจะรู้เองว่าผมหมายถึงฉากไหน) ฉากนี้ฉากเดียวรวมอารมณ์ทั้งหมดของหนังทั้งเรื่องไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งความกดดัน ความโรแมนติก และความรุนแรงระดับห้าหัวกะโหลก ฉากนี้น่าจะถูกบรรจุไว้ในทำเนียบฉากคลาสสิคที่จะถูกนำไปศึกษากันต่อไปในชั้น เรียนวิชาภาพยนต์ทั่วโลกไปอีกนาน
ในเรื่องมีการพูดถึงนิทานเรื่องแมงป่องกับกบไว้ แต่ไม่ได้เล่ารายละเอียด ผมชอบนิทานเรื่องนี้มากเลยขอนำมาเล่าต่อที่นี่อีกทีเผื่อบางคนที่ดูหนัง เรื่องนี้แล้วจะได้หายข้องใจว่าเรื่องมันเป็นยังไง ครั้งหนึ่งมีแมงป่องตัวนึงขอเกาะหลังกบข้ามแม่น้ำ กบไม่ยอมเพราะกลัวแมงป่องจะต่อยระหว่างว่ายข้ามแม่น้ำ แมงป่องบอกว่ามันคงไม่ทำอย่างนั้นเพราะถ้ามันต่อยกบมันก็ต้องจมน้ำตายตามไป ด้วย กบจึงยอมเสี่ยงให้แมงป่องเกาะหลังข้ามแม่น้ำไป เมื่อถึงกลางแม่น้ำแมงป่องก็ต่อยกบจริงๆ ก่อนตายกบถามแมงป่องว่าแกต่อยฉันทำไม ในเมื่อแกก็รู้ว่าแกก็ต้องจมน้ำตายไปกับฉัน แมงป่องตอบสั้นๆก่อนตายไปพร้อมกันว่า "ก็ฉันเป็นแมงป่องนี่" ใช่ครับแมงป่องก็ต้องเป็นแมงป่องอยู่วันยันค่ำ มันเกิดมาเพื่อต่อยสัตว์อื่นเมื่อมันมีโอกาสมันก็ต้องต่อย หรือจะเรียกว่ามันเป็นสันดานของแมงป่องก็ได้
พระเอกของเรื่องนี้ก็เช่นกัน ทุกการตัดสินใจในหนังเรื่องนี้เขาตัดสินใจโดยไม่ใช้เหตุผลแต่ใช้สัญชาตญาณ ทั้งในเรื่องบู๊และเรื่องรัก ผู้กำกับบอกเรื่องนี้โดยไม่ปิดบังด้วยการให้พระเอกใส่แจ๊คเก็ตที่มีรูปแมงป่องอยู่กลางหลังทั้งเรื่อง พูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึงนักการเมืองบ้านเราในช่วงนี้ บ้านเมืองเกิดปัญหาต้องการการร่วมมือแก้ไข ยังไงนักการเมืองก็ยังเป็นนักการ เมือง ส่วนพวกเราก็เป็นกบให้เขาเกาะหลังข้ามแม่น้ำกันต่อไป
อย่าไปซีเรียสกับเรื่องแมงป่องนะครับ รีบไปหาดูหนังเรื่องนี้ซะก่อนที่จะจมหายไปกับน้ำ นี่คือหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบปี หรืออาจจะหลายปีด้วยซ้ำ อย่าได้พลาดเป็นอันขาดครับ

ยุทธนา บุญอ้อม
Twitter : @ted6104




















