advertisement

เจาะบาดาลเพื่อเกษตร ทางเลือก..น้ำต้นทุนต่ำ

โดย เพ็ญพิชญา เตียว 23 ธ.ค. 2556 05:00

“พื้นที่เพาะปลูก 101.93 ล้านไร่ หรือ 78.24% อยู่นอกเขตชลประทานต้องอาศัยน้ำฝน การแก้ปัญหาที่ดีสุดคือการเจาะน้ำบาดาล เพราะเป็นแหล่งน้ำที่พัฒนาขึ้นมาใช้ได้ง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการทำระบบชลประทานทั้งระบบ ที่สำคัญสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดตรงพื้นที่มากกว่าวิธีอื่น”

นายสุพจน์  เจิมสวัสดิพงศ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล พูดถึงที่มาของโครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรว่า การคัดเลือกพื้นที่เจาะน้ำบาดาล จะเน้นพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยศึกษาตั้งแต่ศักยภาพของพื้นที่ การขยายเขตไฟฟ้า การมีส่วนร่วมเกษตรกรที่จะต้องดูแลระบบหลังทำโครงการเสร็จสิ้น...โดยมีพื้นที่ดำเนินการทั้งหมด 12 แห่ง เน้นการใช้น้ำเพื่อการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกพืชหมุนเวียน พืชอายุสั้น


การขุดเจาะน้ำบาดาลระดับตื้น ความลึกน้อยกว่า 30 เมตร พร้อมติดตั้งระบบให้เกษตรกรสูบน้ำไปใช้เลย ได้นำร่องที่ลำปางกับอุบลราชธานี... ส่วนบ่อน้ำบาดาลลึกเกิน 30 เมตร พื้นที่โครงการนำร่องในปีนี้ดำเนินการที่ นครสวรรค์ อุทัยธานี อ่างทอง สิงห์บุรี อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี ชัยนาท กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี

“บางคนเกรงว่า การขุดน้ำบาดาลมาใช้จะทำให้ความสมดุลของโลกเปลี่ยนไป การดึงน้ำบาดาลของเราไม่ร้ายแรงเหมือนอย่างที่สงสัยกัน เพราะใช้หลักการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ได้อย่างปลอดภัย ที่เรียกว่า เซฟยิว (Safe Yield) โดยแต่ละโครงการจะมีการเจาะบ่อสังเกตการณ์ไว้ 1 บ่อ สำหรับตรวจระดับชั้นน้ำบาดาลว่า มีการสูบขึ้นไปใช้มากผิดปกติหรือไม่ และทุกๆเดือนจะมีเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ หากพบว่ามีการเอาน้ำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น เอาไปเลี้ยงปลา ทำนาข้าว ใช้น้ำอย่างระห่ำโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ จะมีการตักเตือน หากยังฝ่าฝืนก็จะตัดออกจากโครงการทันที ไม่อย่างนั้นจะเป็นการลงทุนอย่างสูญเปล่า เพราะปีต่อไปบ่อบาดาลที่เจาะไว้น้ำอาจแห้ง ไม่สามารถดึงน้ำมาใช้ได้ถาวร”


นอกจากนั้น น.ส.พบพร เศรษฐพฤกษา ผอ.กลุ่มวิชาการน้ำบาดาล สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 2 กล่าวว่า ถ้าเป็นบ่อบาดาลระดับลึกเกิน 30 เมตร จะต้องมีเจาะบ่อทั้งหมด 16 บ่อ เพื่อสร้างหอถังปูน 8 หอถัง แต่ละหอถังจะเก็บกักน้ำจากบ่อบาดาล 2 บ่อ



สาเหตุที่ต้องสร้างหอถังจำนวนมาก ทั้งนี้เพื่อให้แรงส่งน้ำสม่ำเสมอทั่วถึงครอบคลุมพื้นที่รัศมี 500 ไร่ และปากบ่อบาดาลจะติดมิเตอร์วัดน้ำไว้ เพื่อเช็กมีจุดไหนหลุดรั่วเสียหายจะได้เร่งซ่อมแก้ไขได้ และน้ำที่จะส่งต่อไปให้เกษตรกรใช้ จะมีการวางระบบท่อส่งน้ำไปถึงแปลงของเกษตรกร แต่ละบ้านจะต้องติดตั้งมิเตอร์ด้วย เพื่อให้เกษตรกรบริหารจัดการค่าน้ำกันเอง เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร สามารถตรวจได้ว่าบ้านไหนใช้น้ำมากน้อย ก็ต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาให้กับกองกลางตามที่ใช้จริง



ส่วนผลผลิตในพื้นที่ โครงการได้ติดต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งมีโครงการเพื่อนพึ่งภาฯยามยาก มารับซื้อผลผลิต...แต่ทั้งหมดต้องเป็นเกษตรอินทรีย์เท่านั้น.

 

เพ็ญพิชญา เตียว

โหวตข่าวนี้