advertisement

พระอสีติมหาสาวก

โดย เผ่าทอง ทองเจือ 28 พ.ย. 2556 05:30

ช่วงนี้มีโอกาสโฉบเฉี่ยวมาประเทศพม่าบ่อยมากครับ เรียกว่าถี่กว่าไปพาหุรัดหรือบางลำพูเสียอีก เมื่อว่างจากหน้าที่การงาน ผมก็จะตระเวนเที่ยวเตร่ไปตามวัดวาอาราม ได้พบได้เห็นทั้งของสวย ของแปลก ได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่นเดียวกับครั้งนี้ ที่ได้ไปเยือนวัดเก่าแก่ คือ วัดตองตะมัน เจ๊าตอจี ได้พบกับพระสาวกหินอ่อน ขนาดย่อมๆ จำนวนมาก นับไปนับมาได้ถ้วน 80 องค์พอดิบพอดี เลยถือโอกาสเก็บรูปมาฝากท่านผู้อ่าน และถือโอกาสเล่าเรื่องราวความเป็นมาไว้ด้วยเลยครับ

ที่วัดตองตะมัน เจ๊าตอจี นี้ สร้างขึ้นโดยพระเจ้าพะกันมิ่น ครองราชย์ระหว่างปีพ.ศ. 2389-2396 พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าตายาวดีมิ่น และเป็นหลานปู่แท้ๆ ของพระเจ้าปะดงมิ่น หรือที่คนไทยเรานิยมเรียกว่า พระเจ้าปดุง ผู้ยกกองทัพมาถึง 9 ทัพ หมายที่จะบดขยี้กรุงรัตนโกสินทร์ให้สิ้นชื่อเหมือนกรุงศรีอยุธยา แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ทรงปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการรบ แทนที่จะตั้งทัพรับพม่าอยู่ในพระนคร รอให้พม่ายกทัพมาล้อม แล้วจึงรบเพื่อป้องกันเมือง รอจนน้ำเหนือหลากลงมา ทำให้พม่าอยู่ต่อไปไม่ได้ ต้องถอยทัพกลับ หรือมิฉะนั้นพม่าก็หมดเสบียงอาหารไปเสียก่อน พระองค์ทรงใช้วิธีกระจายกำลังออกไปรบกับพม่าตามหัวเมืองต่างๆ เกือบรอบประเทศก็ว่าได้ ทำให้ทรงประสบชัยชนะในที่สุด

ความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์พม่าในสมัยนั้น นิยมที่จะแสดงออกด้วยสถาปัตยกรรมและสิ่งก่อสร้างต่างๆ เพราะถือว่าเป็น "รูปธรรม" มากที่สุด สามารถมองเห็นได้ด้วยตา และยังจับต้องได้ด้วยมือ ดังนั้นพระเจ้าพะกันมิ่น จึงทรงโปรดให้ถ่ายแบบมหาวิหารอนันดะเจดีย์ที่เมืองพุกาม นำมาก่อสร้างเป็นวัดตองตะมัน เจ๊าตอจี แต่มีขนาดย่อมกว่ากันมากมายหลายสิบเท่าตัว และได้ทรงสร้างพระพุทธรูปหินอ่อนสีขาวสะอาดไว้ เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานของวัด โดยการตัดหินอ่อนก้อนใหญ่ยักษ์จากเมืองสะจิน อันเป็นแหล่งหินอ่อนที่สำคัญที่สุดของประเทศพม่า ซึ่งกล่าวได้ว่า พระพุทธรูปหินอ่อนที่แกะสลักใหม่จนทุกวันนี้ ล้วนแล้วแต่ใช้หินอ่อนจากเมืองสะจินทั้งสิ้น เมืองนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์ออกไปประมาณ 40-50 กิโลเมตร จากนั้นพระเจ้าพะกันมิ่น จึงได้โปรดให้นายช่างแกะสลักเป็นพระพุทธรูปหินอ่อนขนาดใหญ่จากหินอ่อนก้อนเดียวโดยไม่มีรอยต่อ ในขณะนั้น ถือว่าเป็นพระพุทธรูปหินอ่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของพม่า และของโลกอีกด้วย การลำเลียงหินอ่อนก้อนยักษ์จากแหล่งหินอ่อนที่เมืองสะจิน มายังบริเวณวัดเพื่อแกะสลักนั้น พม่าใช้วิธีการขุดดินให้เป็นร่องตรงยาว เอาไม้ซุงขนาดเท่าๆ กันลงเรียงในร่อง ให้ชิดติดต่อกันเป็นแพ แล้วใช้ช้างลากหินนั้นลงบนแพไม้ซุง เมื่อก้อนหินเคลื่อนไปข้างหน้า จะยกเอาซุงที่อยู่ด้านหลังไปเติมในร่องด้านหน้าเรื่อยๆ เช่นเดียวกับที่ไทยเราเคลื่อนย้ายของหนัก และเรียกแพไม้ซุงนั้นว่า "ตะเข้"

แต่เพียงต่อมาไม่นาน พระอนุชาต่างมารดาของพระองค์ คือพระเจ้ามินดง ผู้ครองราชย์ระหว่างปีพ.ศ. 2396-2421 ก็ได้สร้างพระพุทธรูปหินอ่อนสีขาวจากหินก้อนเดียวเช่นกัน แต่มีขนาดยิ่งใหญ่กว่ามาก เพื่อประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธานของวัดมัณฑะเลย์ เจ๊าตอจี ที่บริเวณเชิงเขามัณฑะเลย์ ดังนั้นพระพุทธรูปหินอ่อนของวัดนี้ จึงได้กลายเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของพม่าและของโลกแทน แต่ในปัจจุบันนี้ ผู้บริหารประเทศพม่า ได้มีจิตศรัทธาสร้างพระพุทธรูปหินอ่อนสีขาวสะอาด จากหินก้อนเดียวอีกเช่นกัน มีขนาดยิ่งใหญ่มโหฬารที่สุดแล้ว และได้นำไปประดิษฐานไว้ที่วัดโลกะ ชันตะ อัพพะยา ลาภะ มุนี หรือที่ชาวพม่านิยมเรียกง่ายๆ สั้นๆ ว่า วัดแยงกอน เจ๊าตอจี อยู่ที่ชานเมืองย่างกุ้ง ใกล้กับสนามบินมิงกาลาดอนของพม่า ปัจจุบันนี้ ถือเป็นพระพุทธรูปหินอ่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจริงๆ

กลับมาที่ วัดตองตะมัน เจ๊าตอจี ที่ริมทะเลสาบตองตะมัน เมืองมัณฑะเลย์กันดีกว่านะครับ ภายหลังจากที่พระเจ้าพะกันมิ่น ทรงสร้างพระพุทธรูปหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก (องค์แรก) ในระยะเวลารัชกาลของพระองค์แล้ว ปรากฏว่า ยังมีเศษหินอ่อนที่สกัดออกจากพระพุทธรูปองค์ใหญ่อีกเป็นจำนวนมาก และมีขนาดโตพอที่จะสลักพระพุทธรูปขนาดย่อมๆ ประมาณเท่าตัวเด็ก 2-3 ขวบได้ จึงทรงโปรดให้บรรดาเหล่านายช่างทั้งหลาย แกะสลักเป็นรูปพระสาวกนั่งประนมมือ จำนวน 80 รูป เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาให้เป็นพระสาวกบริวารแด่องค์พระประธาน พม่าเรียกว่า "พระยะฮั้นตะ ชิตแซ" ตรงกับภาษาไทยว่า "พระอสีติมหาสาวก" หรือ "พระอรหันต์ 80 รูป"

อนึ่ง คำว่า "อสีติมหาสาวก" นั้น มีความหมายแปลเป็นไทยได้ความว่า "พระสาวกผู้ใหญ่ 80 รูป หรือ พระสาวกผู้ยิ่งใหญ่ 80 รูป หรือ พระสาวกสำคัญ 80 รูป" คือ ภิกษุผู้บรรลุธรรมชั้นสูงสุดคืออรหัตผลนั่นเอง แต่ที่น่าแปลกและชวนสงสัยมาก ก็คือ คำๆ นี้ ไม่เคยมีปรากฏในพระไตรปิฎกเลย เมื่อค้นหาคำที่ใกล้เคียง ก็พบมีแต่คำว่า "พระสาวกเถระผู้มีชื่อเสียง" เท่านั้น แต่กลับไปพบคำว่า "อสีติมหาสาวก" ไปปรากฏอยู่ในหนังสืออรรถกถาต่างๆ คือ อรรถกถาธรรมบท สุมังคลวิลาสินี และ ปรมัตถทีปนี ทำให้ชวนฉงนสงสัยเต็มกำลังถึงที่มาที่ไปของคำๆ นี้

ส่วนเรื่องของคติการเรียก และการจัดพระอสีติมหาสาวกนั้น ก็ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า เป็นพระพุทธบัญญัติของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่อย่างใด การจัดพระอสีติมหาสาวกนั้น มีเกิดขึ้นมาแต่ครั้งใดก็ไม่สามารถทราบได้ มีแต่การอ้างกันไปอ้างกันมาจนวุ่นงงกันไปหมด เช่น บางตำราก็อ้างว่ามาจากเถรคาถา บางตำราว่ามาจากอปทาน สารพัดจะอ้าง ส่วนการเรียกชื่อทั้ง 80 รูปนั้น ก็มีทั้งที่ตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าทั้ง 80 ชื่อนั้น เคยมีชื่อปรากฏมาก่อนแล้วในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น ไม่ได้ยกเมฆตั้งชื่อขึ้นมาเองลอยๆ ชื่อที่พ้องตรงกันนั้นมีประมาณ 69 ชื่อ ส่วนอีก 11 ชื่อนั้น ก็ต่างตำราต่างจัดกันไปตามที่ตนนิยมเลื่อมใสศรัทธา

คติในการสร้างรูปเคารพของ พระอสีติมหาสาวก ในประเทศไทยนั้น มีในครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โดยสร้างไว้ที่ฐานชุกชี ด้านหน้าองค์พระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถ วัดสุทัศน์เทพวราราม และในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ที่วัดเขมาภิรตาราม ในพระอุโบสถเช่นกัน ส่วนในประเทศพม่านั้น เท่าที่ผมสืบถามมาก็พบว่า มีหลายที่เช่นเดียวกัน และอาจมีมากกว่าในประเทศไทยของเราเสียด้วยซ้ำ แต่ที่ขอยกตัวอย่างมาในวันนี้ คือ ที่วัดตองตะมัน เจ๊าตอจี แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่ทางวัดเพิ่งซ่อมแซมพระอสีติมหาสาวกเหล่านี้ด้วยการทาสีใหม่หมด และที่สำคัญได้ทาสีทองกลบทับลบนามของพระอรหันต์แต่ละองค์ ที่เขียนจารึกไว้ที่ฐานของแต่ละองค์ให้หายหมดไปด้วย

ท่านที่มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวที่วัดนี้ อย่าลืมเดินไปทางด้านทิศตะวันออกของเจดีย์วิหารแห่งวัด บรรดาประติมากรรมหินอ่อนแกะสลักรูปพระอสีติมหาสาวก จะประดิษฐานอยู่ในซุ้ม ทางด้านขวาและซ้ายขององค์พระประธาน แต่ละรูปจะสูงต่ำไม่เท่ากัน รวมทั้งหน้าตาก็แตกต่างกันไปทั้ง 80 รูป ซึ่งต่างกับของไทย ที่ทำหน้าตาเหมือนกันเป็นพิมพ์เดียวทั้ง 80 รูป จึงไม่ชวนตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ เท่าของพม่าครับ


เผ่าทอง ทองเจือ

 

โหวตข่าวนี้