advertisement

กังสดาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก

โดย เผ่าทอง ทองเจือ 22 พ.ย. 2556 05:30


ในประเทศพม่านี่ ดูอะไร ๆ มันก็เหมือนว่าจะใหญ่ที่สุดในโลกไปเสียหมดเลย แม้แต่กังสดาลที่วัดมหามัยมุนี เมืองอมรปุระ จังหวัดมัณฑะเลย์ ก็ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเช่นกัน หลาย ๆ ท่านคงจะเริ่มสงสัยกันแล้วสินะครับว่าอะไรอีกล่ะที่มันยิ่งมันใหญ่ที่สุดในโลก คราวก่อนก็เคยเล่าถึงสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลกมาแล้ว คราวนี้จะมีอะไรนำเสนออีก ความจริงแล้วพม่ามีทั้งสถานที่และวัตถุ ที่มีความเป็นที่หนึ่งของโลกอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระฆังที่ตีได้แขวนได้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กังสดาลทรงกลม และกังสดาลทรงค้างคาวที่ใหญ่เป็นที่หนึ่งของโลกทั้งสองแบบ สิงห์โตทวารบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก กองอิฐมหาเจดีย์ที่(เกือบ)ใหญ่ที่สุดในโลก พระพุทธรูปที่ปิดทองคำเปลวหนาที่สุดในโลก พระพุทธรูปหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก ที่ผมเพิ่งเขียนถึงไปก็ตาม

สำหรับเรื่องราวของกังสดาลนั้น คงต้องขอเล่าไว้ก่อนเลยนะครับว่า กังสดาลนั้นจัดอยู่หมวดเครื่องดนตรี ซึ่งก็ค่อนข้างก้ำกึ่งกันระหว่างเครื่องเคาะกับเครื่องตี ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้จัดให้อยู่ในหมวดเดียวกันกับระฆังวงเดือน เมื่อตีหรือเคาะก็จะมีเสียงดังกังวาน อันนี้ต้องขอเรียนว่ากังสดาลเป็นเครื่องดนตรีหรือเครื่องให้เสียงสัญญาณที่มันก้ำกึ่งมากจริง ๆ เพราะถ้าจัดไว้ในหมวดเครื่องระฆัง มันก็จะต้องเกิดเสียงจากลูกตุ้มที่แขวนอยู่ในระฆังเป็นตัวกระทบให้เกิดเสียง ถ้าเป็นหมวดกลองก็ต้องใช้วิธีการตีหรือกระทุ้งหรือเคาะจากภายนอก จึงจะมีเสียงดังกังวาน


กังสดาลเป็นเครื่องดนตรีเก่าแก่ชนิดหนึ่งของไทยและเพื่อนบ้านใกล้เคียง ทั้งพม่า จีนสิบสองปันนา ลาว และเขมร มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว ดังปรากฏหลักฐานในหนังสือไตรภูมิพระร่วงตอนหนึ่งว่า “พื้นฆ้องกลองแตรสังข์ระฆังกังสดาลมโหระทึก” อันนี้ก็ชัดเจนนะครับว่ากังสดาลเก่าแก่มากจริง ๆ หากยังอยากหาหลักฐานที่ได้ชื่อว่าเก่าสุดเท่าที่ค้นพบ และมีการกล่าวถึงกังสดาลไว้อย่างชัดเจน ก็ต้องเป็น ศิลาจารึกวัดพระยืน จ.ลำพูน ซึ่งพระญากือนากษัตริย์ลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์มังราย โปรดให้จารึกขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1913 มีการระบุชื่อเครื่องดนตรีนานาชนิด ที่ใช้ประกอบขบวนแห่ต้อนรับพระสุมนเถระ ที่พระญากือนาได้อาราธนาจากเมืองสุโขทัย ให้มาเป็นพระสังฆราชในอาณาจักรล้านนา ความว่า... "ตีพาทย์ ดังพิณ ฆ้อง กลอง ปี่สรไน พิสเนญชัย ทะเทียด กาหล แตรสังข์มาน กังสดาล มรทงค์ ดงเดือด เสียงเลือด เสียงก้อง"....ครับ...นี่คือคำว่ากังสดาลที่เก่าที่สุดที่ค้นเจอครับ ก็ตั้งแต่ราว ๆ ปีพ.ศ.1913 เลยทีเดียว


รูปแบบของกังสดาลเอง ก็มีทั้งประเภทรูปทรงค้างคาวกางปีก อันจัดว่าเป็นรูปทรงที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีนอย่างแท้จริง รวมทั้งรูปทรงกลมที่มีอิทธิพลทั้งของอินเดียและจีนอีกเช่นกัน รูปทรงค้างคาวกางปีกนั้นมีความหมายถึงความเป็นปราชญ์ที่จีนเปรียบไว้กับค้างคาว เพราะสัตว์ประเภทนี้ใช้ชีวิตอยู่แต่ในที่สูงโดยตลอด คือกินสูง ไม่ลงมาเกาะกินของต่ำ นอนสูง คือจะเกาะเพดานหรือต้นไม้สูงเท่านั้น ไม่ลงมานอนในที่ต่ำเลย และประการสุดท้ายคือตายสูง คือเวลาค้างคาวตาย เค้าจะจับกิ่งไม้หรือเพดานไว้แล้วตาย ตัวของเค้าจะไม่ตกลงมาตายเกลื่อนกลาดกับพื้นดินเลย เรียกได้ว่าเป็นสัตว์ใฝ่สูง จีนจึงเปรียบผู้เป็นปราชญ์กับค้างคาว สำหรับกังสดาลแบบทรงค้างคาวกางปีกนั้น บางครั้งจะมีผู้เรียกว่า ทรงระฆังวงเดือน แต่ผมดูยังไงๆ ก็ไม่เห็นเป็นทรงที่เกี่ยวข้องกับพระจันทร์เลย ด้านบนของกังสดาลจะเจาะรูไว้แขวน ถ้าไม่แขวนจะตีไม่ดังกังวาลเลย ใช้เป็นเครื่องตีบอกสัญญาณ ของพระสงฆ์ในสมัยโบราณ และใช้ประกอบ การบรรเลงดนตรีในบางโอกาส

การที่เราพบกังสดาลทรงค้างคาวกางปีกเป็นจำนวนมากในประเทศพม่าและทางภาคเหนือของไทยและลาวนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใดเลย เพราะทั้ง 3 ประเทศดัวกล่าวนี้ต่างก็มีพรมแดนใกล้เคียงหรือประชิดติดกัน หรือมีความสัมพันธ์อันสนิทแน่นแฟ้นทั้งในทางสงบรักใคร่และในทางการศึกสงครามด้วย ส่วนกังสดาลทรงกลมนั้น น่าจะเป็นสัญญลักขณ์ของดวงอาทิตย์ ที่จะสำแดงในรูปทรงกลมเสมอ เพื่อเป็นการแสดงถึงอำนาจและพลังอันเต็มเปี่ยมอยู่ในเส้นรอบวงนั้น สำหรับวันนี้ผมขอนำเสนอเรื่องราวของกังสดาลทรงค้างคาวกางปีกก่อนนะครับ

กังสดาลทรงค้างคาวกางปีกที่ประดิษฐานอยุ่ที่วัดมหามัยมุนี เมืองอมรปุระ จังหวัดมัณฑะเลย์ ประเทศพม่านั้น แม้จะมีอายุไม่ถึงร้อยปีก็ตาม คือเพิ่งหล่อเมื่อ 50 – 60 ปีที่ผ่านมานี่เอง โดยความศรัทธาของชาวพม่าที่รวบรวมเอาภาชนะข้าวของเครื่องใช้โลหะสำริดและทองเหลืองมารวบรวมถวายวัด จากนั้นได้ร่วมกันหลอมและหล่อออกมาเป็นกังสดาลรูปค้างคาวกางปีกขนาดใหญ่ เพื่อถวายเป็นเครื่องประกอบพิธีกรรมและพุทธบูชาแด่พระมหามัยมุนี ในการนี้ได้หล่อประติมากรรมสำริดขนาดใหญ่มากถึงมากที่สุด เป็นรูปเทพเจ้าสำคัญ 2 องค์ กำลังทรงเชิญคานแขวนกังสดาลไว้บนไหล่ด้วย

ประติมากรรมรูปเทพเจ้าทั้งสององค์นั้น องค์หนึ่งเป็นสุริยะเทพ หรือเทพพระอาทิตย์ สังเกตได้จากหัวเข็มขัดที่คาดเอวอยู่นั้นจะเป็นรูปนกยุงรำแพน อันเป๋นสัญญลักขณ์แทนพระอาทิตย์ ส่วนอีกองค์ที่แบกนั้นเป็นจันทรเทพ หรือเทพพระจันทร์ มีหัวเข็มขัดเป็นรูปกระต่ายอย่างชัดเจน การที่เทพทั้งสองมาอุทิศถวายตัวเป็นผู้อัญเชิญกังสดาลนั้น เพราะคติความเชื่อของพุทธศาสนิกชนโบราณนั้น มีเรื่องเล่าผูกพันกับกังสดาลเป็นอย่างยิ่ง กับทั้งกังสดาลเองก็ถือเป็นของสูงที่สมควรจะได้รับการเทิดทูนบูชา ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป

สำหรับคติความเชื่อเกี่ยวกับการตีหรือเคาะกังสดาลนั้น สืบเนื่องมาจากชาวพม่าเชื่อกันว่า เวลาที่ได้ทำบุญทำกุศลใดใดแล้ว สมควรที่จะแบ่งส่วนบุญนั้นให้กับบรรดาเหล่าเทพเทวดาทั้งหลายด้วย ดังนั้นแม้แต่ก่อนที่จะมีการสวดมนต์ใดใดก็ตาม จะต้องทำการเคาะหรือตีกังสดาลก่อน เพื่อเป็นการ บอกกล่าวอัญเชิญให้เทวดาทั้งหลายได้มาร่วมรับฟัง และเมื่อสวดมนต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องตีกังสดาลนั้นอีกครั้ง เพื่อบอกบุญให้เทวดาได้ร่วมอนุโมทนา คิด ๆ ดูก็เหมือนคติของศาสนาฮินดูนะครับ ที่ก่อนเริ่มประกอบพิธีกรรม ก็จะต้องมีการสวดสรรเสริญเทพเจ้า อัญเชิญเทพเจ้า และเขย่ากระดิ่ง อันเป็นสัญญาณของการเปิดประตูสวรรค์ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเทพเจ้าจะไม่ได้ร่วมรับรู้ด้วย


นอกจากนั้นแล้วในเวลาที่พระภิกษุพม่าจะออกบิณฑบาต ก็จะมีการนำเอากังสดาลขนาดย่อมที่ถือได้และสะดวก ออกมาตีนำแถวพระภิกษุสามเณร เพื่อบอกบุญให้ญาติโยมรู้ว่า พระมาแล้ว... เตรียมตัวมาใส่บาตรกันได้...ประเพณีนี้คล้ายกับทางเหนือของไทยในอดีต ในปัจจุบันนี้มีประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท หรือถือตามพระไตรปิฎกและอรรถกถา เหลืออยู่เพียง 5 ประเทศในโลกนี้เท่านั้น คือ ศรีลังกา พม่า ลาว ไทย และกัมพูชา และเป็นที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างมาก คือ การออกรับบิณฑบาตของพระภิกษุสามเณร ที่มีเหลือเพียง 4 ประเทศในโลกเท่านั้น คือ พม่า ลาว ไทย และกัมพูชา ส่วนศรีลังกามีการประดิษฐานพระพุทธศาสนาก่อนทั้ง 4 ชาติที่เหลือ ได้ยุติลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

การใช้กังสดาลในพม่ายังนิยมเคาะหรือตีหลังจากที่ได้ทำบุญแล้ว เช่นการถวายปัจจัย หรือการถวายสิ่งของแด่พระหรือวัด หรือในการสวดมนต์เมื่อจบบทใหญ่ ๆ หรือบางครั้งที่บทสวดมนต์ยาวมากจนต้องมีการสับเปลี่ยนกันสวดนำ ก็จะมีการเคาะหรือตีเมื่อเปลี่ยนผู้นำสวดด้วย ไหน ๆ ก็เล่ามาถึงเรื่องการสวดมนต์ของชาวพม่าแล้ว ผมขอเลยเถิดต่อไปอีกนิดนะครับว่า ในพม่านั้นนิยมสวดมนต์จากพระคัมภีร์มหาปัฏฐาน ฉบับน้อยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีพุทธพยากรณ์เอาไว้ว่า พระคัมภีร์นี้จะสูญหายหลงลืมไปก่อนคัมภีร์อื่นทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ในเวลาที่เข้าสู่กาลแห่งความเสื่อมและสิ้นสุดแห่งพระพุทธศาสนา ดังนั้นชาวพม่าทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นพุทธศาสนิกชนจึงถือกันว่า เป็นหน้าที่ของชาวพุทธพม่าทุกคน ที่จะต้องช่วยกันท่องจำ สวด และสาธยายพระคัมภีร์นี้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้พระศาสนาอันตรธานสูญหายไปจากโลกมนุษย์นี้ แม้ว่าจะชื่อว่า "พระคัมภีร์มหาปัฏฐานน้อย" แต่มีความยาวในการสวดถึงประมาณ 22-24 นาที และที่น่าตื่นเต้นมากคือ เด็กนักเรียนชาวพม่าและชาวมอญทุกคนจะสวดพระคัมภีร์บทนี้ได้โดยไม่ต้องดูหนังสือสวดมนต์เลย เรียกว่า สวดเป็นก่อนท่องสูตรคูณได้เสียอีก

ส่วนพระมหาคัมภีร์ปัฏฐาน ฉบับใหญ่นั้น ชาวพม่าจะนิยมนิมนต์พระสงฆ์มาสวดเป็นชุดใหญ่มาก เพราะมีความยาวเหลือเกิน ชนิดที่ต้องใช้เวลาสวดต่อเนื่องกันโดยไม่หยุดเลยถึง 4 คืน 5 วัน พระภิกษุพม่าจะผลัดเปลี่ยนเวรกันสวดรูปละประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อครบชั่วโมงแล้ว พระอีกรูปหนึ่งที่เตรียมนั่งรออยู่ข้าง ๆ จะขยับเข้านั่งแทนที่ พร้อมตีกังสดาลแล้วสวดต่อในปัจจุบันทันที การเคาะหรือตีกังสดาลนั้นก็เป็นการบอกกล่าวแก่เทวดานั่นเอง

ส่วนในประเทศไทยเราก็มีความเชื่อเกี่ยวกับการตีหรือเคาะกังสดาลคล้าย ๆ กัน นั่นคือตีหรือเคาะหลังการทำบุญ เพื่อแจ้งให้พระอินทร์บนสวรรค์ได้ทราบว่ามีผู้ทำกุศลในพระพุทธศาสนาแล้ว และหากวันใดที่ไม่มีเสียงกังสดาลดังขึ้นไปถึงสวรรค์ นั่นก็หมายความว่าพระพุทธศาสนาได้สูญสิ้นไปจากมนุษยโลกนี้แล้ว แม้ว่าคติจะคล้ายกัน แต่ในปัจจุบันการใช้กังสดาลในบริบทที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาของคนไทยเรา ก็ลดน้อยถอยหาย จนคนรุ่นใหม่เกือบไม่มีใครรู้จักกังสดาลแล้ว โดยเฉพาะกังสดาลทรงค้างคาวกางปีกก็ยิ่งห่างไกลจากความคิดคำนึงทั้งปวง ท่านใดที่มีโอกาสได้เดินทางเยือนมัณฑะเลย์ก็อย่าลืมแวะไปเที่ยวที่เมืองอมรปุระด้วยนะครับ และลองเยี่ยม ๆ มอง ๆ หากังสดาลทรงค้างคาวที่ใหญ่ที่สุดในโลกดูด้วย จะได้เป็นบุญตาบุญตัวสืบไปครับ

 

เผ่าทอง ทองเจือ

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement