advertisement

สะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก

โดย เผ่าทอง ทองเจือ 8 พ.ย. 2556 05:30


เรื่องของความเป็นที่สุดในโลกของสถานที่และวัตถุสิ่งของต่างๆ นั้น ผมต้องขอยกให้กับประเทศพม่าเป็นที่หนึ่งนะครับ เพราะเท่าที่เที่ยวมาก็ได้พบได้เจอกับเรื่องใหญ่ๆ โตๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นระฆังสำริดที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่แขวนได้ตีได้ กังสดาลทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฆ้องสำริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก พระพุทธรูปที่ปิดทองหนาที่สุดในโลก เมืองที่มีเจดีย์เยอะที่สุดในโลก สิงโตทวารบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซากกองอิฐเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียง ทะเลสาบธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย รวมไปจนสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก

สำหรับเรื่องสะพานไม้แล้ว เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงเคยไปเดินเล่นที่สะพานไม้โบราณชื่อ สะพานชาเปล ที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งของเมืองลูเซิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์กันมาบ้างแล้ว สะพานแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองลูเซิร์น หรือของประเทศสวิตเซอร์แลนด์เลยทีเดียว สร้างขึ้นมานานกว่า 650 ปีแล้ว ถือได้ว่าเป็นสะพานไม้ที่มีความเก่าแก่ที่สุดของยุโรปอีกด้วย เป็นสะพานไม้ ที่มีหลังคาหน้าจั่วปกคลุมตลอดความยาว เรียกว่าเดินกันไม่เปียกฝน ไม่โดนหิมะเลยทีเดียว ที่ขอบผนังเหนือหัวเสาใต้หลังคาด้านใน หรือที่เรียกกันว่า "คอสอง" มีภาพเขียนเล่าเรื่องราวของประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยตลอด ในปีค.ศ.1993 สะพานไม้แห่งนี้ได้ถูกไฟไหม้เสียหายมาก และปัจจุบันได้มีการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว

เอ้า...ข้ามทะเลสาบที่เมืองลูเซิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์กันมาแล้วนะครับ คราวนี้ก็คงจะพอนึกภาพออกแล้ว ว่าสะพานที่ลูเซิร์นนั้นไม่ได้เป็นสะพานที่ใหญ่โตอะไรมากมายนัก ความยาวก็เล็กน้อยตามสมควร พอให้นักท่องเที่ยวได้รู้สึกว่า "ได้เดิน" ข้ามแล้วเท่านั้น แต่ถ้ามาที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาร์แล้วละก็... ผมรับรองว่าท่านจะต้องตื่นตาตื่นใจกับสะพานไม้สักที่ยาวแสนยาว และสูงแสนสูง เรียกได้ว่าสุดลูกหูลูกตา เดินกันขาปัดขาเป๋กันเลยทีเดียว สะพานนี้มีชื่อว่า "สะพานอูเบง"

สะพานแห่งนี้ถือเป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก ชนิดที่สะพานดังๆ ที่ลูเซิร์น สวิตเซอร์แลนด์เทียบไม่ติด จะมีรองเป็นอันดับสองของโลกก็คือ สะพานอุตตมานุสรณ์ หรือสะพานมอญ ซึ่งถือว่าเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยแห่งเดียวเท่านั้น

สะพานอุตตมานุสรณ์แห่งนี้เป็นสะพานไม้ที่ทอดข้ามแม่น้ำซองกาเลีย มีความยาว 850 เมตร  ส่วนสาเหตุที่เรียกว่าสะพานมอญ ก็เนื่องจากพื้นที่ของ อ.สังขละบุรี ตรงที่อยู่ใน ต.หนองลู เป็นถิ่นที่พำนักของชาวมอญที่อพยพมาจากฝั่งพม่าด้านที่ติดกับสังขละบุรีนั่นเอง

สะพานนี้สร้างขึ้นโดยดำริของหลวงพ่ออุตตมะ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ปลายอีกด้านหนึ่งของสะพาน เมื่อปี พ.ศ. 2529-2530 โดยใช้แรงงานชาวมอญทั้งฝั่งไทยและฝั่งพม่า มาร่วมแรงร่วมใจกัน

ส่วนกำเนิดของสะพานอูเบงนั้น ก็สืบเนื่องมาจากในรัชสมัยของพระเจ้ามินดง ที่ครองราชสมบัติระหว่างปี พ.ศ. 2396-2421 เมื่อทรงตัดสินพระทัยย้ายราชธานี จากเมืองหลวงเดิมคือเมืองอมรปุระ ในปีพ.ศ.2400 เพื่อไปสร้างราชธานีใหม่คือเมืองมัณฑะเลย์นั้น ได้โปรดฯให้รื้อถอนพระราชวัง วัดวาอาราม และบ้านเรือนราษฎร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาคารไม้ และในสมัยนั้นนิยมใช้เดือยแทนตะปู ดังนั้นการรื้อถอนและนำไปประกอบเข้าด้วยกันใหม่จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย

อาคารบางหลังที่เก่าแก่หรือชำรุดเกินกว่าจะย้ายไปปลูกสร้างใหม่ได้ ก็โปรดฯให้ละทิ้งไว้ที่เดิม ทำให้ในครั้งนั้นมีอาคารจำนวนมากที่ถูกละทิ้งไว้ ดังนั้นเมื่อเมืองใหม่คือมัณฑะเลย์สร้างสำเร็จเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงมีไม้อีกจำนวนมหาศาลที่ตกค้างอยู่ที่เมืองอมรปุระเดิม หากทิ้งไว้ ก็คงเป็นเหยื่อของมอดและปลวก หรือไม่แคล้วถูกนำไปทำฟืน

นายเบงซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น เป็นผู้มองเห็นคุณค่าของไม้เก่าเหล่านั้น ที่มีทั้งต้นเสา กลมและเหลี่ยม ที่มีหลากหลายขนาด มีทั้งท่อนเสาที่ใหญ่และยาว กับทั้งไม้ที่ใช้ทำคาน รอด ตง และไม้กระดานปูพื้นอย่างหนาอีกเป็นจำนวนมาก จึงได้ปรึกษาหมู่ลูกบ้าน เพื่อชักชวนกันไปรื้อถอนอาคารร้างเก่าเหล่านั้น และช่วยกันชักลากบรรดาไม้ทั้งหลายมาก่อสร้างทำเป็นสะพานไม้ขนาดใหญ่ ที่มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เสาไม้สักขนาดใหญ่และยาวมากถึง 1,208 ต้น เพื่อเชื่อมฝั่งทะเลสาบตองตะมันทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน โดยเริ่มจากฝั่งตัวเมืองอมรปุระ ข้ามไปยังฝั่งแต๊ะแตหยัว โดยที่ที่ฝั่งแต๊ะแตหยัวนั้นเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญคือ “วัดตองตะมันจอคตอคยี” เป็นวัดที่มีจิตรกรรมฝาผนังที่เชื่อว่า เป็นฝีมือของช่างเขียนที่เป็น เชลยศึก ที่ถูกกวาดต้อนมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแตก เมื่อพ.ศ.2310 เอาไว้วันหลังผมจะเล่าเรื่องจิตรกรรมของวัดนี้ให้ฟังครับ

เมื่อสะพานสำเร็จลง ก็ได้ใช้ประโยชน์ในการเชื่อมการคมนาคมของสองฟากฝั่งเข้าด้วยกัน ทำให้ย่นระยะเวลาในการเดินทางข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง จากที่แต่เดิมเคยต้องอ้อมเลาะไปตามขอบของทะเลสาบตองตะมัน ทำให้การเดินทางไปวัดตองตะมันจอคทอคยีเป็นไปได้สะดวกยิ่งขึ้น ผลแห่งกุศลที่ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการก่อสร้างสะพานนี้

ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกสะพานนี้ว่า สะพานอูเบง เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงท่านอูเบง ที่ริเริ่มสร้างสะพานนี้ อันยังประโยชน์มหาศาลให้เกิดแก่ชาวชุมชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้ สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ขึ้นหน้าขึ้นตา มีชื่อเสียงอย่างยิ่งของทั้งเมืองมัณฑะเลย์เองและของประเทศพม่าด้วย

เผ่าทอง ทองเจือ

 

โหวตข่าวนี้