advertisement

เปิดใจ"อั้มเนโกะ"เจ้าของไอเดียโปสเตอร์แบน ชุดนศ.

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2556 19:08

กระเทาะหมดเปลือก "อั้ม เนโกะ" เจ้าของไอเดีย 4 ภาพโปสเตอร์ล่อแหลม ย้ำจุดยืนเปิดพื้นที่ให้คนที่ไม่ต้องการใส่ชุดนักศึกษา ขณะที่ รุ่นพี่บัณฑิตรัฐศาสตร์ ลั่นอย่าทำให้มธ.เสียชื่อเสียง เรียกสติ "อยากให้คนอื่นรับฟังความคิดเรา เราก็ต้องฟังคนอื่นด้วย"…

หลังจากตกเป็นข่าว กรณีนักศึกษานำโปสเตอร์บุคคลที่สวมชุดนักศึกษาแสดงท่าทางอนาจารไปติดตามมุมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อต่อต้านกฎการสวมชุดนักศึกษา ส่งผลให้มหาวิทยาลัยต้องเรียกมาตักเตือน ล่าสุด "ไทยรัฐออนไลน์" ขออาสาเปิดใจ  นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 เจ้าของไอเดียภาพโปสเตอร์ 4 แบบ ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ-นามสกุลจริง แต่ให้ใช้ชื่อแทนว่า "อั้ม เนโกะ"

"เมื่อวาทกรรมของ "เซ็กส์" มาปะทะกับ "ชุดนักศึกษา" อย่างแรก คือ ความคิดของชุดนักศึกษาที่เป็นเหมือนภาพแทนของ "คนดี" ที่ได้รับการยอมรับ กับมุมมองของ "เซ็กส์" ที่สังคมรับไม่ได้ แต่มันมีอยู่จริง ดังนั้น เมื่อ 2 สิ่งนี้มาปะทะกัน การมีเซ็กส์ในชุดนักศึกษาจึงได้ออกมาจากที่ที่มันมีจริงอยู่คือ คลิปแอบถ่ายชุดนักศึกษา มาอยู่ในพื้นที่สื่อกระแสหลักของสังคมเพื่อบ่งบอกว่า ชุดนักศึกษากำลังถูกท้าทายด้วยอำนาจ ทำให้สังคมตื่นตกใจ ซึ่งประเด็นที่นำชุดนักศึกษาขึ้นมาเหมือนกับว่าเรากำลังเป็นขบฏต่อการลิดรอนชุดนักศึกษาแบบเดิม ๆ กลายเป็นขบฏต่อการที่ร่างกายของเรากำลังถูกควบคุมโดยสิ่งที่เรียกว่า เครื่องแบบ โดยแสดงออกมาผ่านสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ ท่ามกลางอำนาจที่ควบคุมร่างกายเราอยุู่" เสียงชัดเจนของอั้ม เนโกะ เปิดเผยไอเดียของภาพโปสเตอร์ล่อแหลมที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ขณะนี้

นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 มธ. เปิดเผยต่อว่า หากไม่นำเสนอไอเดียนี้  คงใช้เผาชุดนักศึกษาแทน สุดท้ายคนที่อ้างว่าชุดนักศึกษาก่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน คือ ตรรกะที่ไม่เป็นจริงเสมอไป แต่เป็นการแบ่งแยกว่า การใส่ชุดนักศึกษาของแต่ละสถาบันมีความแตกต่างกัน ทั้งรัฐ และเอกชน และกลายเป็นว่าใส่ไปนานชุดก็เหลือง เก่า รวมทั้งแบ่งแยกการันตี สถานะชนชั้นขึ้นไปอีก และนักศึกษาจะถือกระเป๋าหลุยส์ ซึ่งไม่ได้เป็นการชี้วัดว่าจะเกิดความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ประเด็น คือ เราต้องการเปิดพื้นที่ ถ้าอยากใส่ก็ใส่ ถ้าไม่อยากใส่ก็ต้องเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มหาวิทยาลัยไทยควรออกมาตั้งคำถามได้แล้ว ว่าจำเป็นอยู่หรือไม่ที่ต้องบังคับให้นักศึกษาใส่ชุดนักศึกษา ซึ่งที่ผ่านมา ส่วนตัวไม่เคยใส่ชุดนักศึกษาเข้าเรียน และไม่เคยเลือกวิชาที่อาจารย์บังคับให้นักศึกษาใส่ชุดนักเรียน เพราะไม่เคยคิดว่าชุดนักศึกษาจะเปลี่ยนความคิด หรือสร้างระเบียบให้กับคนที่ใส่

"ชุดนักศึกษาไม่ได้ช่วยให้เราทำข้อสอบได้มากขึ้น ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าเราใส่ชุดนักศึกษาแล้วจะเป็นคนดี ใส่ชุดนักษาแล้วเป็นโจรก็ได้ หรือการมีเซ็กส์ก็ยังมีได้ แต่กลายเป็นว่าสังคมมองว่า การใส่ชุดนักศึกษาเป็นสิ่งที่ดี ที่งาม หากชุดนักศึกษาทำให้เกิดระเบียบวินัยได้จริง เราก็เอาไปให้นักการเมืองหรือใคร ๆ ใส่กันให้หมดสิคะ" อั้ม เนโกะ กล่าว

และอีกหนึ่ง วลีเด็ดของ เจ้าของไอเดีย 4 ภาพโปสเตอร์ ที่อยากให้สื่อนำเสนอ "คุณไม่ได้มีเซ็กส์เพียงกับแค่คู่รักของคุณ แต่คุณกำลังสำเร็จความใคร่กับอุดมการณ์บางอย่างที่อยู่ภายใต้ชุดนักศึกษา"

ส่วนกรณีที่การออกมาแสดงความคิดเห็นครั้งนี้ จะบานปลายไปถึงเครื่องแบบอาชีพอื่นนั้น อั้ม เนโกะ ย้ำว่า ประเด็นนี้ ต้องแบ่งแยกให้ออก เพราะไม่ได้บอกให้ยกเลิกชุดนักศึกษา แต่เปิดพื้นที่สำหรับคนที่ไม่อยากใส่ บางคนจะตีขุมไปว่าไม่เอาชุดนักศึกษาเลย ซึ่งไม่ใช่ เพราะอั้มไม่ได้ยกเลิกเครื่องแบบในอาชีพอื่น ๆ เช่น แพทย์ พยาบาล ตำรวจ เป็นต้น พร้อมตั้งคำถามว่า ปรัชญาของการเรียนรู้ คือ ในสถาบันอุดมศึกษา คือ การเรียนรู้ถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่หลากหลาย เรียนรู้ที่จะนำความคิดตรงนี้ไปต่อยอด แต่เหตุไฉน สังคมไทยจึงจำกัดกรอบของความรู้ เพียงกรอบ ๆ เดียว คือ ในรูปเครื่องแบบ

นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 มธ. เผยอีกว่า หลังจากจากนี้ ยังต้องต่อสู้ เรื่องการยกเลิกการบังคับแต่งชุดนักศึกษาไปสอบ ซึ่งจะแต่งชุดอะไรไปสอบก็ได้ หรือแต่งชุดนักศึกษาไปสอบก็ได้ โดยจะใช้โปสเตอร์เดิม ติดอริยะขัดขืนต่อไป หรือไม่อาจทำเรื่องไปยังมหาวิทยาลัยว่า ควรพิจารณาเรื่องกฎการบังคับดังกล่าวได้แล้ว ซึ่งต้องติดตามรอดูในสัปดาห์ต่อไป และระบุว่า ทั้งหมดไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อทุกคนที่ไม่ต้องการใส่ชุดนักศึกษา ให้สังคมตื่นรู้กัน

อั้ม เนโกะ เล่าด้วยว่า ส่วนตัวเคยเชื่อเรื่องชุดนักศึกษา เพราะมาจากมหาวิทยาลัยของรัฐ โดนบังคับให้ใส่ชุดนักศึกษาตลอด บางครั้งก็เกร็ง ไม่ใช่ตัวตนของเรา เราเรียนสายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ รู้สึกว่า เครื่องแบบกำลังคุกคามชีวิตหลาย ๆ อย่าง เช่นบางครั้งจะรีบไปเรียน แต่ผูกเนคไทไม่ทัน ใส่ถุงเท้าไม่ทัน บางคนอาจไม่คิดมากเพราะเครื่องแบบทำให้ไม่คิดอะไรมาก แต่พอคนเราได้คิดแล้วว่า ร่างกายเรากำลังถูกเครื่องแบบเข้าครอบงำอยู่ จะขึ้นรถประจำทาง ไปตลาดก็ต้องคิดให้ดี เพราะเครื่องแบบสะท้อนมาแล้วว่า เราไม่ได้เดินคนเดียวแต่กำลังเอาตราของมหาวิทยาลัยมาติด จึงกลายเป็นว่าโดนบางสิ่งบางอย่างครอบงำชีวิตโดยไม่สามารถแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ได้ กลายเป็นว่า เครื่องแบบไม่ได้สะท้อนถึงการมีระเบียบวินัย แต่กลับเป็นเครื่องควบคุมพฤติกรรมในด้านลบของมนุษย์ ไม่ให้ปลดแอกความเป็นมนุษย์ของตนเองได้

นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 มธ.ทิ้งท้ายว่า สังคมไทย ยังไม่ชินกับการตั้งคำถาม โดยเฉพาะเด็กที่ออกมาตั้งคำถามกับผู้ใหญ่ จึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมรับไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ขัดต่อสังคมกำหนดไว้ตั้งแต่แรกมาช้านาน และกำหนดโดยไม่ได้ตั้งคำถามด้วย และมองว่าถ้าไม่คิดอะไรอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น ก็จะคิดอะไรที่แตกต่างจากการเรียนการสอนที่รัฐจัดให้ไม่ได้ รวมทั้งต้องการให้คนรุ่นใหม่ออกมาตั้งคำถามให้มากขึ้น ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ส่วนกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ (โซเชียลเน็ตเวิร์ก) จากรุ่นพี่รั้วเดียวกัน นั้น มองว่าทุกคนมีสิทธิ์ตีความ แต่อย่านำไปใช้บังคับให้คนอื่นคิดเหมือนกับตน

ด้านบัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แสดงความคิดเห็นว่า ในฐานะนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากรั้ว มธ.มองว่าเรื่องโปสเตอร์ในมหาวิทยาลัยแรงไปถึงแม้จะต้องการเพิ่มน้ำหนักให้กับความคิดเห็นเรื่องการไม่ใส่ชุดนักศึกษาแต่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องเพศ โดยสามารถแสดงความเห็นอย่างคนมีการศึกษาได้  เพราะรั้วแห่งนี้เป็นสถานศึกษา ซึ่งควรให้เกียรติในเมื่อคุณเลือกมาแล้ว

บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ มธ. สะท้อนว่า ความจริงมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้บังคับให้ใส่ชุดนักศึกษามาเรียนทุกวิชา จะใส่ก็แค่บางวิชา และก็ช่วงสอบ และถ้าจะเปรียบกับต่างประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ต้องใส่ชุดนักศึกษามาเรียน แล้วจะเอาแบบอย่างบ้าง ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเอาแบบอย่างอย่างอื่นมาดีกว่าไหม ทั้งระเบียบวินัย ความตรงเวลา ซึ่งจุดนี้น่าจะทำให้นักศึกษาพัฒนามากกว่าการไม่ใส่ชุดนักษา แลัวในฐานะรุ่นพี่ที่จบมาแล้ว วันหนึ่งที่น้องมาอยู่ตรงนี้ น้องจะอยากย้อนเวลากลับใส่ชุดนักศึกษา

"อย่าลืมในวันที่คุณต้องการเข้ามาต้องเหนื่อยแค่ไหนกว่าจะสอบติด ถ้าไม่คิดจะทำอะไรให้มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง ก็อย่าทำให้เสียชื่อเสียงดีกว่าไหม และไม่ใช่คนทุกคนในมหาวิทยาลัยคิดเหมือนคุณทุกคน คุณต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย อยากให้คนอื่นรับฟังความเห็นเรา เราก็ต้องรับฟังความคิดเห็นคนอื่นด้วย" บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าว

นอกจากนี้ ส่วนผู้บริหารในแต่ละปีควรจัดกิจกรรม เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษาเพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นและตัวผู้บริหารเองก็จะมีโอกาสทำความเข้าใจกับนักศึกษาด้วย ทั้งนี้ ผู้บริหารควรทำอย่างจริงใจไม่ใช่สร้างภาพ และตัวนักศึกษาก็ควรให้เกียรติผู้ใหญ่และคำนึงถึงเสียงส่วนใหญ่ด้วย ดิฉันคิดว่าการทำอย่างนี้จะทำให้ทั้ง2 ฝ่ายเข้าใจกัน และหาทางออกในแต่ละปัญหาได้โดยไม่ต้องออกสื่อให้คนอื่นร่วมวิจารณ์ขนาดนี้

***ล้อมกรอบ 10 ข้อ ที่หลายคนยังไม่รู้ เกี่ยวกับ "อั้ม เนโกะ" และเหตุการณ์ครั้งนี้

1. แสดงจุดยืนชัด ไม่เคยใส่ชุดนักศึกษาเข้าเรียนที่ มธ.

2. เริ่มติดภาพโปสเตอร์เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2556 เฉพาะบริเวณรั้ว มธ.รังสิต เท่านั้น ยังไม่เคยนำภาพไปติดบริเวณรั้ว มธ.ท่าพระจันทร์ ตามที่สื่อบางช่องออกข่าวว่าติดไปทั่วทั้งรังสิต และท่าพระจันทร์ แม้ว่าจะมีแนวคิดนำไปติดที่ท่าพระจันทร์ก็ตาม เพราะเป็นข่าวใหญ่โต เลยขอเบรกไว้ก่อน

3. จากผลการทำประชามติของคณะสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา มธ.เรื่องการใส่ชุดนักศึกษา ที่ออกมาถึง 53% เห็นด้วยกับการไม่ใส่ชุดนักศึกษา เป็นแรงจุดประกายให้คิดว่า การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องบังคับอีกแล้ว

4. ไม่เคยโพสต์โปสเตอร์ 4 แบบที่ว่อนอยู่ลงอินเทอร์เน็ต หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีแต่คนที่เห็นภาพแล้วถ่ายรูปนำไปโพสต์ และแชร์ต่อ ๆ กันเอง

5. มีคนด่าในโลกไซเบอร์มากกว่า ด่าในโลกความจริง

6. มีคนเข้ามาคุย และให้กำลังใจหลังบ้าน ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กของเธอ โดยที่ไม่อยากเปิดเผยตัว

7. เรื่องนี้หารือเฉพาะกับกลุ่มเพื่อน เพราะพ่อ แม่ เป็นคนมีระเบียบมาก (ตำรวจ และครู) และย้ำว่า ไม่เคยละเมิดสิทธิ์ใคร

8. เป็นนางแบบโปสเตอร์ 4 ภาพ ที่เป็นข่าว และยังมีอีกหลายรูปที่เกี่ยวกับโฮโมเซ็กชวล ยังไม่ได้เผยแพร่

9. ต้องการให้แยกประเด็น เกาะรูปปั้น ปรีดี พนมยงค์ ออกจากกรณีนี้ เพราะเรื่องนั้นจบไปแล้ว ส่วนเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่กำลังขับเคลืื่อน

10. ให้คะแนนตัวเองตัวเองในการแสดงออกทางความคิด 9 เต็ม 10 เหลืออีก 1 คะแนน เก็บไว้สำหรับสิ่งที่ตัวเองคิดแต่พูดออกไปไม่ได้ เพราะติดเรื่องกฎหมาย

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องเครื่องแบบนักเรียน-นักศึกษา ได้มีการพูดถึงในวงกว้าง ภายหลังจากกระทรวงศึกษาธิการ ในสมัยของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกระเบียบเดิม เรื่องการตัดผมทรงนักนักเรียน สำหรับนักเรียนชาย และ ผมสั้นแค่ติ่งหู สำหรับนักเรียนหญิง ซึ่งวัยรุ่นส่วนใหญ่ มองว่าเมื่อยกเลิกกฎเหล่านี้แล้ว ก็ควรให้อิสระกับ นักเรียน นักศึกษาในเรื่องของการแต่งกายเช่นเดียวกัน ซึ่งในประเด็นนี้ก็ได้มีการหยิบยกนำไปเขียนเป็นบทภาพยนตร์ใน ซีรีย์สุดฮิต สำหรับวัยโจ๋ เรื่อง ฮอร์โมน เช่นเดียวกัน

คลิปตัวอย่างซีรีส์ฮอร์โมน

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement