advertisement

ศธ.ออกประกาศขจัดอ่าน-เขียนไม่ได้

โดย ทีมข่าวการศึกษา 6 ก.ย. 2556 05:00

ศธ.ออกประกาศขจัดอ่าน-เขียนไม่ได้ “จาตุรนต์” สั่งวางมาตรการเข้ม ตั้งเป้าสิ้นเทอม 2 ปลอดกลุ่มเสี่ยง...

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องมาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่องและสื่อสาร โดยได้กำหนดมาตรการที่จะทำให้สถานศึกษาปลอดการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทั้งการจัดทำเครื่องมือทดสอบเพื่อตรวจสอบและคัดกรอง และกำกับติดตาม โดยใช้การรายงานผล ระบบ Triple A หรือการรายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามจุดเน้น ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวจะดำเนินการตรวจสอบและคัดกรองเด็กทุกคนที่อยู่ชั้น ป.3 และ ป.6 เพื่อตรวจสอบและคัดกรองในการวัดความสามารถการอ่านออกเสียง และความเข้าใจการอ่านของนักเรียน เพื่อพัฒนาให้นักเรียนมีความสามารถในการอ่านออกและการอ่านอย่างรู้เรื่อง ซึ่งจะทดสอบให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 ก.ย.นี้ จากนั้นจะเร่งรัดพัฒนาครูตามผลการประเมินนักเรียนให้แล้วเสร็จในเดือน ต.ค.นี้ หรือช่วงปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 พร้อมกันนี้ให้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินการงานต่อ สพฐ.ทุกภาคเรียน ทั้งนี้การใช้เครื่องมือทดสอบในครั้งนี้จะเป็นมาตรการระยะเร่งด่วนในการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกก่อน จากนั้นจะแก้ปัญหาการเขียนไม่ได้ต่อไป แต่ทั้งนี้ในระยะยาวจะมีการจัดทำแบบทดสอบสมรรถนะด้านภาษาไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เด็กอ่านออก เขียนได้เท่านั้น ต้องทำให้เด็กอ่านและสื่อสารรู้เรื่อง รวมถึงอ่านและวิเคราะห์ได้ด้วย

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า การสแกนครั้งนี้จะทำให้ สพฐ.มีข้อมูลเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ที่น่าเชื่อถือ เพราะผ่านกระบวนการคัดกรองอย่างเป็นระบบ ซึ่งสพฐ.ตั้งเป้าว่าเมื่อเปิดภาคเรียนที่ 2 แล้วทุกโรงเรียนที่มีเด็กกลุ่มเสี่ยงอ่านไม่ได้ และอ่านออกเสียงอยู่ในระดับปรับปรุงต้องมีแผนซ่อมเสริมให้เด็กสามารถอ่านรู้เรื่อง และสื่อสารได้ เพื่อให้ จำนวนเด็กกลุ่มเสี่ยงลดลงให้เหลือศูนย์ภายในสิ้นภาคเรียนที่ 2

ด้านนางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ.ได้จัดทำคู่มือการตรวจสอบและคัดกรองการอ่านรู้เรื่องและสื่อสาร เพื่อให้เขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนนำไปใช้ทดสอบคัดกรองเด็ก ส่วนแผนการซ่อมเสริมนักเรียนนั้นจะให้โรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษากำหนดให้เหมาะสม อาจดึงเด็กออกมาซ่อมเสริมในเวลาเรียน หรือใช้เวลาหลังอาหาร แต่ทั้งนี้ต้องให้เหมาะสมกับสภาพของนักเรียนแต่ละคนด้วย.

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement