advertisement

ประมงทะเลไทย..รุ่งหรือร่วง อยู่ที่จิตสำนึก..หยุดเห็นแก่ได้

โดย ทีมข่าวเกษตร 29 ส.ค. 2556 05:00

“อุตสาหกรรมประมงสร้างรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 2 แสนล้านบาท และ FAO ประเมินว่า ความต้องการบริโภคทั่วทั้งโลกจะมีมากขึ้น แต่สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง การทำประมงมากเกินกว่าทรัพยากรสัตว์น้ำจะให้ได้ รวมทั้งปัญหาการกีดกันทางการค้า ปัญหาแรงงาน ส่งผลให้การทำอาชีพประมงในปัจจุบันมีความยุ่งยากมากขึ้น เพื่อให้ไปตามแผนแม่บทของทะเลไทย ทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาดูแลซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดการก้าวไปสู่การทำประมงที่ยั่งยืนในอนาคต” ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง กล่าวในงานสัมมนา เรื่อง “การประมงทะเลของไทยในอนาคต” จัดโดยสำนักวิจัยและพัฒนาประมงทะเล ที่โรงแรมรามาการ์เด้น เมื่อ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา

ในขณะที่ นายสมศักดิ์ จุลละศร อดีตนักวิชาการและที่ปรึกษากรมประมง เผยว่า จากการที่กรมประมงได้เริ่มเข้ามาสำรวจทรัพยากรสัตว์น้ำพร้อมกับควบคุมตั้งแต่ปี 2440 กระทั่งในปี 2515 ประเทศไทยติดอันดับการส่งออกอาหารประมงอันดับ 1 ของโลก

ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เร่งทำประมงแบบเห็นแก่ตัวอย่างขนานใหญ่ จนทำให้เกิดวิกฤติปลาทูลดลง จากที่เคยจับได้ปีละ 100,000 ตัน เหลือเพียง 30,000 ตัน ดังนั้น ในปี พ.ศ.2520 กรมประมงจึงได้เริ่มมาตรการปิดอ่าวควบคู่ไปกับการดูแลจัดการผู้ทำประมงผิดกฎหมาย ตั้งแต่จัดการกับอวนล้อม เรือปั่นไฟไดหมึกและปลากะตัก


แต่ที่เป็นปัญหาหนักสุด เกิดในปี 2524 เริ่มมีการนำโซน่ามาใช้ในการหาปลาโอ และปี 2546 เกิดเครื่องมือประมงแบบใหม่ จำพวก อวนช็อต ครอบ ยก และล่าสุด ปี 2550 เกิด “ลอบจับหมึก” ที่เรียกกันว่า “กุ๊งกิ๊ง” กลายเป็นปัญหาใหญ่ ต้องควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ที่ปรึกษา (สบ10) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า ในส่วนของปัญหาด้านแรงงานการประมงในบ้านเราถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเราอาจจะถูกกีดกันทางการค้าจากประเทศผู้นำเข้าสินค้าประมง ฉะนั้น ขอฝากเตือนไปยังผู้ประกอบการด้านการประมงให้ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด

แต่เท่าที่มีการออกตรวจค้นและจับกุมการทำประมงทั้งในน่านน้ำและนอกน่านน้ำ พบว่าส่วนใหญ่มีความรับผิดชอบ อาจจะมีบางส่วนที่ละเลยไปบ้าง จึงต้องให้ผู้ประกอบการด้วยกันคอยเป็นหูเป็นตาเพื่อให้ทุกอย่างเป็นรูปธรรม แรงงานต่างด้าวทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย ในการทำประมงที่รับผิดชอบไม่ฝ่าฝืนในช่วงปิดอ่าว ทุกคนทุกภาคส่วนต้องมีจิตสำนึก จึงจะทำให้ไม่มีปัญหาแรงงานด้านการประมง ส่งผลให้ความเข้าใจระหว่างประเทศคู่ค้าดีขึ้นได้ในอนาคต.

โหวตข่าวนี้