advertisement

ศิริราชพัฒนาเทคนิครักษามะเร็งเต้านม

โดย ทีมข่าวการศึกษา 24 ส.ค. 2556 05:45

ศิริราชพัฒนาเทคนิครักษามะเร็งเต้านม ผ่าตัดเจ๋งเก็บเต้าพร้อมฉายรังสีในครั้งเดียว แจงต้องมีคุณสมบัติ 5 ข้อ...

ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าว “ศิริราชรักษาแนวใหม่ ผ่าตัดเก็บเต้านมพร้อมฉายแสงในครั้งเดียว” ว่า โรคมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในหญิงทั่วโลก รวมทั้งไทย โดยสถิติของสถานวิทยามะเร็งศิริราชพบว่า มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่ศิริราชปีละกว่า 1,000 ราย ซึ่งการรักษามีทั้งเก็บเต้านม และตัดเต้านมทิ้ง โดยการเก็บเต้านมนั้นหลัง จากผ่าตัดเอาก้อนเนื้อมะเร็งออกจะต้องทำการฉายแสงเพื่อลดการกลับมาเป็นโรคอีกครั้ง แต่ปัญหาคือต้องฉายแสงบ่อย 25-30 ครั้งเป็นระยะเวลา 5-6 สัปดาห์ ดังนั้น ศิริราชจึงได้พัฒนาเทคนิคการรักษาด้วยวิธีผสมผสานด้วยการผ่าตัดและฉายรังสีในครั้งเดียว

ด้าน รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์ แพทย์ประจำสาขาศัลยศาสตร์ศีรษะ คอ และเต้านม ภาควิชาการศัลยศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันการรักษาเทคนิคดังกล่าวด้วยการใช้เครื่องฉายรังสี ที่โรงพยาบาลศิริราชมีการนำอุปกรณ์การรักษามะเร็งในตำแหน่งอื่นมาประยุกต์ใช้กับการรักษามะเร็งเต้านม ส่วนสิทธิการรักษากรณีฉายรังสีอยู่ระหว่างทำหนังสือถึงกรมบัญชีกลางเพื่อขอว่าจะมีการบรรจุกรณีนี้ในการเบิกจ่ายได้หรือไม่

ขณะที่ ผศ.นพ.สืบวงศ์ จุฑาภิสิทธิ์ แพทย์ประจำสาขาศัลยศาสตร์ศีรษะ คอ และเต้านม ภาควิชาการศัลยศาสตร์ กล่าวว่า การผ่าตัดด้วยเทคนิคดังกล่าว เริ่มจากการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนล คือ การตัดต่อมน้ำเหลืองบางส่วนแทนการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองทั้งหมดเหมือนในอดีต จากนั้น ผ่าตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออก ตามด้วยการฉายรังสีรักษาครั้งเดียวในห้องผ่าตัดด้วยการวางท่อนำรังสีโดยตรงที่ต้องการฉายรังสีจริงๆ ซึ่งจะแม่นยำมาก และไม่กระทบอวัยวะส่วนอื่น ซึ่งจะใช้เวลาฉายรังสีประมาณ 2-4 นาที เท่านั้น

“ศิริราชเริ่มรักษาวิธีนี้เมื่อปี 2554 ปัจจุบันให้บริการผู้ป่วยแล้ว 50 ราย มีการติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง โดยมีระยะเวลาเฉลี่ยในการติดตาม 1 ปี พบว่า ได้ผลดีมีอัตราการเกิดโรคซ้ำ 2% ซึ่งเป็นอัตราที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาฉายรังสี เพราะทำเพียงครั้งเดียวร่วมกับการผ่าตัด ทั้งนี้ ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายจะรับการรักษาวิธีนี้ เพราะแพทย์จะทำการประเมินก่อน โดยผู้ป่วยจะต้องมีคุณสมบัติ 5 ข้อครบ คือ 1. อายุ 55 ปีขึ้นไป 2. ต้องเป็นมะเร็งท่อน้ำนมชนิดลุกลาม 3. ก้อนมะเร็งเล็กกว่า 2 เซนติเมตร 4. มีก้อนมะเร็งก้อนเดียว และ 5. มีตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจนในเซลล์มะเร็ง ถึงจะทำวิธีดังกล่าวได้” ผศ.นพ.สืบวงศ์กล่าว.

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement