advertisement

ตะลึง! ยอดพนันบั้งไฟภาคอีสาน ทะลุ 5 หมื่นล้าน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มิ.ย. 2556 23:00

ตะลึง! ยอดพนันบั้งไฟภาคอีสานกว่าห้าหมื่นล้าน เผยสถิติผู้หญิงชอบเล่นหวยใต้ดินมากกว่าผู้ชาย ขณะที่เครือข่ายเยาชนลดพนันพบร้านบัคคาร่าหน้า ม.อุบลฯ มากสุด ขณะที่นักวิชาการแนะแก้กฎหมายที่ล้าสมัย พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีแก่เด็ก

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 56 ที่อาคารปฏิบัติการโรงแรม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คณะศิลปะศาตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อน เรื่อง การพนันในสังคมอีสานและชายแดนอีสาน” โดยมีเครือข่ายภาคประชาชน นักศึกษาเข้าร่วมกว่า 200 คน

โดย รศ.ดร.นวยน้อย ตรีรัตน์ ผอ.ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ระบุว่า จากโครงการวิจัยสถานการณ์ พฤติกรรม และผลกระทบการพนันในประเทศไทย โดยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสำรวจข้อมูลในช่วงเดือน ธันวาคม 2553 - กุมภาพันธ์ 2554 โดยสุ่มเลือกจังหวัด 16 จังหวัดจากทั่วทุกภาค จำนวนรวม 5,042 ตัวอย่าง พบว่า ยอดเงินจากการซื้อสลากกินแบ่งมีจำนวน 76,770 ล้านบาท หวยใต้ดิน 102,058 ล้านบาท ซึ่งพบว่าเพศหญิง ชอบเล่นหวยใต้ดิน มากกว่าเพศชาย แต่เพศชายชอบเล่นพนันฟุตบอล และการพนันในบ่อน มากกว่าเพศหญิง โดยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเล่นพนันประกอบด้วย ยังคงเหมือนเดิม 88.7% รวยขึ้น 2.6% จนลง 8.7% และพบว่า ร้อยละ 93.6 ของผู้เล่นการพนันไม่เคยถูกลงโทษ

ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ ม.บูรพา ผู้ทำวิจัย "บ่อนการพนันตามแนวชายแดน" กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายของไทยมีความล้าหลังมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้ช่องโหว่ที่ล้าหลังของกฎหมาย เรียกรับผลประโยชน์ จึงเป็นที่มาของการไม่อยากแก้กฎหมาย ซึ่งการพนันเป็นเรื่องที่ปราบอย่างไรก็ไม่หมด เพราะการพนันบางอย่างเราเข้าใจว่าเป็นเรื่องถูกกฎหมายเช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งขายเกินราคาแต่แก้ไขไม่ได้ เพราะกองสลากเป็นฐานผลประโยชน์ของนักการเมือง โดยแต่ละงวดมีการพิมพ์สลากถึง 72 ล้านฉบับ

 

“การรณรงค์สร้างจิตสำนึก และก็จัดระเบียบใหม่ ต้องมีการกำกับดูแลในรูปคณะกรรมการ ถ้าไม่แก้กฎหมายการพนันปัญหาก็ไม่หมด และที่สำคัญเราต้องทำให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง โดยการให้ความรู้ และตระหนักถึงพิษภัยของการพนัน และนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ในชุมชนต่อไป นี่คือทางออกของปัญหา”

ด้านนายสมพร เหลาคม เครือข่ายครอบครัว จ.สุรินทร์ เปิดเผยว่า การพนันเป็นวัฒนธรรมของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณจึงยากที่จะแก้ปัญหา ตนทำงานรณรงค์เพื่อลดการเล่นการพนัน ต้องเจออุปสรรคปัญหาทั้งกับผู้นำ ชุมชน นักพนันในท้องถิ่น ซึ่งการแก้ปัญหาต้องเริ่มที่ตัวเอง ครอบครัว

“มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เจอกับครูคนหนึ่งที่ด่านช่องจอม ถามเขาว่าเขาจะเข้าไปอะไรในบ่อนช่องจอม ครูคนนั้นตอบว่าอยากหาอะไรทำที่ร่ำรวย แต่ยิ่งเล่นยิ่งจน จนกระทั่งทราบว่าเขาเอารถเก๋งของเขาจำนำเพื่อใช้หนี้พนัน”

 

รศ.ดร.ไชยยันต์ รัชชกูล คณะบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า การพนันบางเรื่องคนที่เล่นไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการพนัน เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องไม่ผิดกฎหมาย จึงไม่การยากที่จะไปห้ามให้เขาเลิกเล่น แต่ควรจำกัดพื้นที่ ขอบเขต เวลา และต้องทำให้การพนันเป็นเรื่องที่ยากต่อการเข้าถึง หรือไม่สะดวกในการเล่น การกำหนดช่วงเวลารายการโทรทัศน์ที่กระตุ้นให้มีการเล่นการพนัน เช่น การถ่ายทอดสดการชกมวย เพื่อไม่ให้เด็กและเยาวชนดูได้อย่างสะดวก

ขณะที่นายภูมิรัฐ เวียงสมุทร ตัวแทนเครือข่ายเยาชนลดพนัน นักศึกษาปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.อุบลฯ พบว่า มีร้านพนันออนไลน์ที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและสถานศึกษาใกล้เคียงมากที่สุดเมื่อเทียบกับ 4 สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมเครือข่ายคือ ม.เกษตรศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ ร.ร.พาณิชย์เชียงราย ทั้งที่สถานีตำรวจอยู่ไม่ห่างจากร้านพนันดังกล่าว ตนก็สงสัยว่าทำไมไม่มีการปราบปราม

“ผมยอมรับว่าติดการพนันออนไลน์หรือบัคคาร่า จากการชักชวนของเพื่อนและก็อยากเป็นที่ยอมรับของเพื่อน โดยเริ่มจากเงินที่แม่ส่งมาให้เป็นค่ากิน ค่าที่พัก แต่ยิ่งเล่นยิ่งเสีย จึงอยากได้เงินกลับคืนมาจึงเพิ่มจำนวนเงินมากขึ้น โดยเอาเงินจากค่าเทอมที่แม่ส่งมาให้นั่นเอง ซึ่งยิ่งเพิ่มจำนวนเงินที่เสียไปกับการพนันมากขึ้น เมื่อไม่มีเงินค่าเทอม ผมเองทุกข์ใจมากและตั้งใจจะไม่เรียนต่อและจะไปบอกแม่ว่าจะไปทำงานหาเงินมา เลี้ยงแม่ และได้บอกความจริงกับแม่ทั้งหมด แม่บอกว่ามีลูกคนเดียว ยังไงต้องส่งให้เรียนจนจบ ผมน้ำตาไหลและขอโทษแม่ และสัญญากับแม่ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพนันอีก”

อย่างไรก็ตาม จากงานวิจัยของสดใส สร่างโศรก ผู้วิจัยโครงการวิจัยการพนันบั้งไฟ เก็บข้อมูลวิจัยในพื้นที่อีสานใต้อันเป็นพื้นที่เริ่มต้นการจัดบั้งไฟ โดยมีศูนย์กลางของการศึกษาอยู่ที่ จ.ศรีสะเกษ พบว่า การแข่งขันบั้งไฟไม่มีในกฎหมาย ในทางปฏิบัติหมู่บ้านที่จัดงานบุญบั้งไฟ และเป็นสนามแข่งขันบั้งไฟต้องทำประชาคมหมู่บ้านก่อน และมีการเปิดให้เล่นได้ตลอดทั้งปี เกณฑ์การแข่งขัยทำกันได้ง่าย เพียงแค่ตัดสินกันที่ระยะเวลาที่อยู่ในอากาศ ซึ่งนักพนันที่ชนะจะได้เงินจากผู้จัดไป ส่วนการพนันบั้งไฟใหญ่ ไม่มีการเปิดราคาหน้าฐาน แต่คู่พนันจะตกลงกันเอง เป็นการเปิดโอกาสให้นักพนันมีความหลากหลายมากขึ้นทำให้ทั่วทั้งภาคอีสาน มีวงเงินเดิมพันสูงกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement