advertisement

ปศุสัตว์ปลุกประเทศเพื่อนบ้าน ขยายเขตตั้งรับเชื้อไข้หวัดนก

โดย ชาติชาย ศิริพัฒน์ 27 พ.ค. 2556 05:00

โรคไข้หวัดนกประเทศไทยเคยเจอมาอย่างไร...ต้องใช้เวลากอบกู้สถานการณ์ยาวนานถึง 10 ปี เราถึงจะกลับมาส่งไก่สดไปขายต่างประเทศได้

เพื่อไม่ให้ปัญหาย้อนกลับมาอีก น.สพ.ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ มองว่าต่อไปนี้ไทยคงจะตั้งรับเฝ้าระวังเชื้อไข้หวัดนกอยู่แต่เฉพาะภายในประเทศคงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

ต้องขยายบัฟเฟอร์โซน (Buffer Zone) หรือเขตกันชนไข้หวัดนกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน


“ขณะนี้รอบบ้านเรา ไม่ว่าจีน เวียดนาม กัมพูชา บังกลาเทศ ล้วนมีปัญหาไข้หวัดนก ยังดีที่ประเทศเพื่อนบ้านชายแดนติดกับบ้านเรา พม่า กับลาว ยังไม่มีปัญหาเกิดขึ้นมามาก แต่ในอนาคตไม่แน่ เชื้อไข้หวัดนกอาจผ่านมาถึงไทยได้ เพราะประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ ล้วนมีชายแดนติดกับประเทศที่มีปัญหาไข้หวัดนกทั้งสิ้น”

น.สพ.ทฤษดี บอกว่า ขณะนี้กรม ปศุสัตว์มีแนวคิดจะขยายพื้นที่เฝ้าระวังไข้หวัดนกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน พม่า ลาว กัมพูชา ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงมีชายแดนติดกับประเทศมีปัญหาเรื่องไข้หวัดนก โดยการเข้าไปให้ความรู้ทางวิชาการในฐานะที่ ไทยเป็นชาติผู้นำทางด้านปศุสัตว์ของอาเซียน

เข้าไปแนะนำวิธีการควบคุมโรคที่ได้มาตรฐานตามมาตรการขององค์การโรค ระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) เช่น การพ่นฆ่าเชื้อไข้หวัดทุก 4 เดือน หรือทุกรอบ การผลิต ในฟาร์มไก่พื้นเมือง ฟาร์มที่มีการเลี้ยงไก่หนาแน่น รวมทั้งฟาร์มสัตว์ปีก การเก็บตัวอย่างเชื้อไปตรวจปีละ 2 ครั้ง ออกมาตร– การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก รวมทั้ง การพัฒนาระบบตรวจเชื้อไข้หวัดนกที่มีความแม่นยำ


“เราจำเป็นต้องขยายเขตรับมือไข้หวัดนก นอกจากเราจะได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้นำด้านปศุสัตว์ของอาเซียนแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ จะทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดไข้หวัดนกในไทยมีน้อยลง เพราะเมื่อเราให้ความช่วยเหลือ เข้าไปสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังโรค จะทำให้เราทราบที่ไปที่มาของโรคได้เร็วขึ้น สามารถออกมาตรการเฝ้าระวังป้องกันภายในประเทศได้ทันท่วงที ไม่ต้องเสียเวลาไปสอบสวนโรคที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ”

ส่วนเรื่องงบประมาณที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่ 3 ประเทศเพื่อนบ้าน อธิบดีกรมปศุสัตว์มองว่าไม่มาก แค่ 100– 200 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับมูลค่าไก่ที่เราส่งออกไปต่างประเทศปีละ 80,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก.

 

ชาติชาย  ศิริพัฒน์

โหวตข่าวนี้