advertisement

"น้ำบาดาลพุ" สู้ภัยแล้ง!

โดย ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม 7 พ.ค. 2556 05:00

เปิดปฏิบัติการเจาะน้ำใต้ดินชุบชีวิตเกษตรกรไทยแก้วิกฤติฝนแล้ง

ภัยแล้ง!

ถึงวันนี้ คงต้องยอมรับความจริงแล้วว่า คือ ปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคประชาชน ต่างเผชิญกับปัญหาการขาดน้ำอุปโภคบริโภคอย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะในชนบท ที่ขาดแคลนทั้งน้ำกิน น้ำใช้ ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กนักเรียนในโรงเรียนชนบทเกือบทั่วประเทศ

ภัยแล้งปีนี้ส่งผลกระทบเสียหายเป็นวงกว้างเกินครึ่งประเทศ มีพื้นที่ทางการเกษตรเสียหายแล้วกว่า 5 ล้านไร่ ส่งผลให้ “ภัยแล้ง” รุนแรงสูงสุดในรอบหลายสิบปี สาเหตุจากปริมาณน้ำฝนที่ตกปี 2555 น้อยกว่าปี 2554 โดยเฉลี่ยทั้งประเทศมีปริมาณฝนตกสะสมเฉลี่ย 1,482.4 มิลลิเมตร ลดลง 5.0% จากค่าเฉลี่ยกลาง และลดลง 18.1% จากปี 2554


“ปีนี้แล้งมากที่สุดในรอบหลายสิบปี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณฝนตกเฉลี่ย แค่ 800–900 มิลลิเมตรต่อปีเท่านั้น ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยปริมาณฝนปกติ จะอยู่ที่ 1,200–1,300 มิลลิเมตรต่อปี ในภาคอื่นๆ ก็แทบไม่ต่างกัน ต้องนำน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาลมาใช้”  นายสุพจน์ เจิมสวัสดิพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุ

จริงอยู่แม้ว่า “น้ำบาดาล” ไม่ใช่ทรัพยากรธรรมชาติที่จะสามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งของประเทศไทยได้แบบเบ็ดเสร็จ แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธศักยภาพของน้ำบาดาล ที่จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีความสำคัญและไม่ควรมองข้าม

โดยเฉพาะสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นหน่วยงานสำคัญในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ใน 3 โครงการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

1.โครงการจัดหาน้ำสะอาดให้กับหมู่บ้านหาน้ำยากทั่วประเทศ 650 บ่อ

2.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง 470 บ่อ และ

3.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล เพื่อสนับสนุนระบบน้ำดื่มสะอาดให้กับ 457 โรงเรียนทั่วประเทศ

“ประเทศไทยมี น้ำบาดาลกักเก็บอยู่ใต้ดิน ถึง 1.1 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร หรือมากกว่าแหล่งน้ำผิวดินถึง 24 เท่า เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาในการขุดเจาะนำมาใช้แก้ปัญหาภัยแล้ง กรมได้รับมอบหมายให้ขุดบ่อเพื่อนำน้ำบาดาลไปบรรเทาสถานการณ์ภัยแล้ง จำนวน 470 บ่อ ใน 15 จังหวัดที่แล้งรุนแรง คือ กาฬสินธุ์ อุดรธานี บึงกาฬ มหาสารคาม ยโสธร ตาก ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา สุโขทัย แพร่ จันทบุรี เชียงราย หนองบัวลำภู และร้อยเอ็ด” อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าว

ที่สำคัญและเป็นเรื่องน่ายินดีคือ การขุดเจาะบ่อบาดาลแก้ภัยแล้งครั้งนี้ ได้มีการพัฒนาโดยการเจาะหาแหล่งหรือ บ่อน้ำบาดาลพุ เพื่อนำน้ำใต้ดินที่อยู่ในชั้นหินขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งบ่อน้ำบาดาล พุเกิดจากสภาพอุทกธรณีวิทยาเฉพาะแห่งที่ทำให้ชั้นหินกักเก็บน้ำบาดาลอยู่ภายใต้แรงดัน หรือเรียกว่าชั้นน้ำบาดาลภายใต้แรงดัน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ใช้วิธีการทางธรณีฟิสิกส์ค้นหาแหล่งน้ำบาดาลพุเพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาให้เกษตรกร

สำหรับแหล่งน้ำบาดาลพุในประเทศไทยนั้น มีกระจายอยู่ทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในลุ่มน้ำมูล ชี และโขง ประมาณ 1.7 ล้านไร่ ระดับความสูงของน้ำที่พุขึ้นมา มีตั้งแต่ไหลล้นจากปากบ่อจนถึงระดับความสูงถึง 8 เมตร โดยทั่วๆ ไปมีปริมาณการไหลอยู่ระหว่าง 50-200 ลบ.ม./วัน แต่ในพื้นที่บางแห่งที่มีรอยแตกขนาดใหญ่จะมีปริมาณการไหลมากกว่า 4,000 ลบ.ม./วัน ดังนั้น แหล่งน้ำบาดาลพุจึงเป็นแหล่งน้ำที่เหมาะสมกับการเกษตร เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำที่ให้ปริมาณน้ำมาก ไม่ต้องเสียพลังงานในการสูบน้ำ เพราะน้ำบาดาลพุ น้ำจะไหลออกมาเองโดยไม่ต้องใช้ เครื่องสูบน้ำและสามารถต่อท่อในการวางระบบกระจายน้ำเพื่อทำการเกษตรได้ทันที

“บ่อน้ำบาดาลพุ ทำให้เกษตรกรไม่ขาดแคลน แหล่งน้ำ สามารถทำการเกษตรได้ แม้จะเกิดภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วงก็ตาม” นายสุพจน์ระบุชัดเจน

ส่วนโครงการ “หมู่บ้านน้ำหายาก” ซึ่ง  ในปี 2556 มีเป้าหมายจะขุดบ่อน้ำ จำนวน 650 บ่อ และโครงการหาน้ำดื่มสะอาดให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ 457 แห่ง จะได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว แต่การหาน้ำดื่มสะอาดให้กับโรงเรียนทั่วประเทศก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างมาก

“จากการสำรวจพบว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 32,186 แห่ง มีโรงเรียนที่ขาดแคลนน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นรุนแรง จำนวน 2,478 แห่ง นี่เป็นปัญหาคุณภาพชีวิตกระทบกับเยาวชนของชาติ โดยกรมจะเริ่มแก้
ปัญหาที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ก่อน ตามคำแนะนำของ สพฐ. โดยจะเจาะบ่อน้ำบาดาลพร้อม ติดตั้งเครื่องสูบน้ำบาดาล ก่อสร้างระบบประปาบาดาลและก่อสร้างอาคารพร้อมติดตั้งระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำดื่มสะอาดตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก” อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าว

นอกจากนี้ กรมยังเตรียมบ่อน้ำบาดาลเพื่อใช้บรรเทาปัญหาภัยแล้ง 116,930 บ่อ ระบบ ประปาบาดาลทั่วประเทศ 68,117 ระบบ จุดจ่ายน้ำถาวร 100 แห่ง ระบบน้ำดื่มสะอาดในโรงเรียนทั่วประเทศ 2,090 ระบบ รวมทั้งเปิดสายด่วน 1310 และ 0-2299-3911 เพื่อให้ประชาชนที่ประสบภัยโทรศัพท์เข้ามาได้ตลอดเพื่อแก้ปัญหาไปพร้อมๆกันด้วย

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม มองว่า ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น ต้องถือเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ และมีความจำเป็นที่ต้องทำให้คนไทยตระหนักถึงโทษมหันต์ซึ่งส่งผลกระทบถึงทุกคน โดยเฉพาะ รัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องหาทางเยียวยาทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

แต่สิ่งที่เรามองว่าสำคัญกว่านั้น คือ การหาทางสกัด หรือปิดช่องโหว่ เพื่อป้องกันสภาวะการเกิดภัยแล้งแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรืออย่างน้อยก็ไม่ให้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี

ถึงเวลาหรือยังที่จะหยุดวิกฤติ “ภัยแล้ง ซ้ำซาก” อย่างจริงจังกันเสียที !

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement