advertisement

วช.เดินหน้าส่งเสริมเลี้ยงบึกสยามในภาคอีสาน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 เม.ย. 2556 14:25

วช.ส่งเสริมเลี้ยงบึกสยามในภาคอีสาน โดยนำร่องที่ จ.กาฬสินธุ์ หวังแก้ปัญหาขาดแคลนแหล่งอาหารธรรมชาติ หลังจากได้ทดลองเลี้ยงในพื้นที่ 3 จุด ของ จ.เชียงใหม่...

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. มีรายงานว่า หลังจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการแห่งชาติ (วช.) ทำวิจัยการเพาะเลี้ยงปลาหนังเนื้อขาวลูกผสมบึกสยาม ที่ได้มาจากการนำบึกกับปลาสวายมาปรับปรุงสายพันธุ์ แล้วออกมาเป็นปลาบึกสยามแม่โจ้ ที่เป็นปลากินพืชจนเป็นผลสำเร็จ แล้วส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงใน จ.เชียงใหม่ ทั้งหมด 3 แห่ง ที่ อ.สันทราย กองพันพัฒนากองทัพภาค 3 อ.แม่ริม และที่สหกรณ์ประมง อ.พาน เลี้ยง ซึ่งขณะนี้มีขนาด 1.5 กิโลกรัม/ตัว  และล่าสุดได้นำมาช่วยเหลือตามคำร้องขอของชาวบ้านในตำบลโสน อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแหล่งอาหารจากธรรมชาติ ซึ่งยิ่งหลังจากผ่านวิกฤติน้ำท่วมในปีที่ผ่านมาด้วยแล้ว เพื่อสร้างเป็นชุมชนต้นแบบด้านการเพาะเลี้ยงปลาบึกสยามนั้น

ล่าสุด ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า เพื่อสนองแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่องการส่งเสริมการอนุรักษ์แหล่งอาหารในธรรมชาติให้กับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ วช.ได้ร่วมกับ ดร.เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทีมวิจัย นำลูกปลาบึกสยามขนาด 50 กรัม และ 300 กรัม จำนวน 200 ตัว มาปล่อยบ่อน้ำชุมชนหมู่บ้าน เพื่อเป็นการฝึกอบรมนำร่องก่อน พร้อมทั้งอบรมวิธีการเลี้ยง การผสมอาหารโดยใช้หญ้าเนเปีย กากชา และใบกระถินที่มีโปรตีนสูง แทนปลาป่น มาเลี้ยงบึกสยามอายุ 3 เดือน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงได้ดี เมื่อชาวบ้านสามารถเลี้ยงเองได้แล้ว ก็จะนำปลาบึกสยามจากแหล่งเพาะพันธุ์ที่แม่โจ้ ได้นำมาเพาะในแถบพื้นที่ภาคอีสาน จะอยู่ที่ จ.กาฬสินธุ์

สำหรับลักษณะเด่นของบึกสยามแม่โจ้ เมื่ออายุ 30 เดือน สามารถนำมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์สามารถให้ไข่อัตราเฉลี่ย 40,000 ฟอง/ครั้ง ในน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร เลี้ยงได้ 10 ตัว เมื่อเปรียบเทียบกับปลาบึกต้องใช้น้ำมากถึง 10 เท่า และใช้เวลาเลี้ยง 14 เดือน จึงนำไปขายได้ ซึ่งเร็วกว่าปลาบึกที่ต้องใช้เวลาเลี้ยงนานถึง 4 ปี ส่วนราคาขายขณะนี้อยู่ที่กิโลฯ ละ 80-90 บาท

โหวตข่าวนี้