advertisement

โผน โผน โผน : ตำนานนักมวยไทยยุคปัจจุบัน

โดย เผ่าทอง ทองเจือ 18 เม.ย. 2556 05:30

"....โผนกิ่งเพชร เปเรซกิ่งไพ โผนมือไว จับไข่เปเรซ....เอ้า....เย้...เย้...เย้..."

ใครที่เกิดและโตทันเหตุการณ์ที่ โผน กิ่งเพชร นักมวยไทยคนแรกที่ได้รางวัลแชมเปี้ยนโลก รุ่นฟลายเวท ในปี พ.ศ. 2503 และยังเป็นแชมป์ถึงสามสมัย คงพอจะนึกถึงเพลงนี้ได้นะครับ เพลงนี้เป็นเพลงแปลง เนื้อเพลงจึงออกเเนวเรทเอ็กส์ไปซักหน่อย แต่ถ้าร้องซ้ำไปซ้ำมาในจังหวะกระแทกกระทั้นหลายๆ เที่ยว ก็สร้างอารมณ์คึกคักได้พอสมควร ตอนที่ร้องเพลงนี้ ผมยังเป็นเด็กเล็กๆ ยังไม่เข้าใจความหมายของเนื้อเพลงเลย แต่ได้ยินเด็กๆ แถวบ้านวิ่งเล่นตะโกนร้องเพลงนี้กันลั่นสนั่น จึงนำไปร้องตามที่บ้าน ผลปรากฏว่าโดนแม่ตีด้วยก้านมะยมจนขึ้นแนว เพราะดันไปร้องต่อหน้าเเขกเหรื่อของพ่อที่เชิญมาทานข้าวบ้านเพื่อคุยงานและธุรกิจกัน พ่อแม่หน้าแตก...ส่วนแขกหน้าปูเลี่ยนๆ...555 ผมจึงจำเพลงนี้ได้ขึ้นใจมาจนตลอดชีวิต...จนทุกวันนี้

ตอนที่โตแล้ว (ความจริงคือแก่) และมีโอกาสคุยทบทวนอดีตกับคนร่วมรุ่นราวคราวเดียวกัน ปรากฏว่าเนื้อร้องที่คนอื่นๆ ร้องกัน ก็มีอีกหลายเวอร์ชั่น หรือหลายเนื้อร้อง บางคนก็ว่า "...โผนกิ่งเพชร เปเรซกิ่งไผ่ โผนมือไว ต่อยไข่เปเรซ..." ...ท่านผู้อ่านที่เกิดทันช่วงเวลานี้ลองฮัมทำนองเพลงนี้ดู และนึกทบทวนซักนิดนะครับ ว่าท่านเคยร้องหรือเคยได้ยินเนื้อเพลงนี้แบบไหน อาจทำให้ความสุขสมัยเด็กๆ...ผุดหวนทวนกลับมาอีกครั้งก็ได้

ความจริงแล้วเพลงนี้มีกำเนิดมาจากการชกมวยชิงแชมป์เปี้ยนโลก ระหว่าง โผน กิ่งเพชร นักมวยชาวไทยกับ เปเรซ นักชกชาวอาร์เจนตินา เป็นการชกครั้งยิ่งใหญ่มากของไทยในครั้ง พ.ศ. 2503 ถึงกับมีการแต่งเพลงเชียร์โผนเป็นการเฉพาะหลายต่อหลายเพลง เพื่อออกอากาศทางสถานีวิทยุทั่วประเทศและตามรถแห่ เช่น เพลงเชียร์โผนที่ร้องโดยทำนองเพลงกราวกีฬาว่า

"....วันที่ 2 เมษา มหาฤกษ์
ชาวไทยเอิกเกริกกันทั่วหน้า
โผนจะได้ชิงมงกุฎสุดโสภา
เป็นมิ่งขวัญประชาชาติไทย
ฮึม..ฮึม..ฮึม..หึ่ม..ฮึม...."


นอกจากนั้น คุณสุรพล โทณะวณิก ยังแต่งเพลงเชียร์โผนเป็นทำนองเพลงมาร์ชปลุกใจให้ฮึกเหิม โดยมี คุณมีศักดิ์ นาครัตน์ เป็นผู้ขับร้อง โดยมีเนื้อเพลงบางช่วงคือ...

"....เราเชียร์โผน...เราเชียร์โผน...
เราเชียร์โผน..โผน...โผน...โผน...โผน
เปเรซจะแข็งอย่างไร แต่โผนเลือดไทย....
ต้องเชียร์ไว้ดีกว่า....."

และเจ้าเนื้อเพลงตอนนี้เเหละครับที่ถูกเด็กๆ ในสมัยนั้น นำเอาไปแปลงเนื้อร้องใหม่ และร้องกันลั่นสนั่นถนนหนทางจนผมติดใจจำเข้าหู แล้วนำไปร้องตามโดยยังไม่ทราบความหมายจนเกิดเรื่องโดนไม้เรียวเข้าในที่สุด

โผน กิ่งเพชร ชื่อเดิมคือ นายมานะ สีดอกบวบ เป็นชาวหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เกิดเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2478 ถ้าเค้าอยู่มาจนถึงวันนี้ อีกแค่ 2 ปีก็จะมีอายุครบ 80 ปีแล้ว ชีวิตของโผนน่าตื่นเต้น เป็นชีวิตที่น่าจะเป็นบทเรียนอันมีค่ายิ่งให้กับพวกเราได้เป็นอย่างดี เพราะเค้าเริ่มต้นชีวิตในวัยเด็กจากการเริ่มนับศูนย์..... "เด็กชายแกละ" เป็นลูกคนที่ 7 จาก 9 พี่น้อง เรียนจบชั้นมัธยมจากโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย ที่หัวหิน เป็นคนชอบกีฬามาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะกีฬาต่อยมวย ยิ่งมวยสากลยิ่งถูกใจมาก ถึงขนาดที่บอกกับเพื่อนๆ ในตอนนั้นเลยว่า จะต้องเป็นแชมป์เปี้ยนโลกคนแรกของไทยให้ได้ เนื่องจากก่อนหน้านั้นได้มีนักมวยไทยชื่อดัง ที่เป็นขวัญใจคอมวยและคนไทยทั้งประเทศ คือ นายจำเริญ ทรงกิตรัตน์ ได้เคยขึ้นชิงแชมป์เปี้ยนโลกมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

เมื่ออายุ 19 ปี พี่ชายของโผนได้นำตัวเค้าไปฝากเข้าค่าย "กิ่งเพชร" ซึ่งปัจจุบันอยู่ในซอยชื่อเดียวกับค่าย ย่านถนนเพชรบุรี ของ นายทองทศ อินทรทัต เจ้าของบริษัทเทวกรรมโอสถ และ ณ ที่ค่ายมวยแห่งนี้เขาจึงได้รับการตั้งชื่อใหม่แทนชื่อเดิม "มานะ" ว่า  "โผน กิ่งเพชร" โดยชื่อ "โผน" นั้น มาจากชื่อน้องชายของเจ้าของค่าย ซึ่งเสียชีวิตลงในเหตุการณ์กบฏวังหลวง ในปี พ.ศ. 2492 ส่วน "กิ่งเพชร" เป็นชื่อซอยบนถนนเพชรบุรี ที่ค่ายมวยแห่งนี้ตั้งอยู่

โผนได้รับการอบรมฝึกสอนการชกมวยสากลอย่างจริงจัง  และขึ้นชกมวยสากลครั้งแรก อย่างเป็นทางการประมาณ พ.ศ. 2498 ผลคือได้รับชัยชนะอย่างงดงาม จากนั้นก็ได้มีการชกไต่อันดับไปเรื่อยๆ โดยส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายชนะ แต่ก็มีที่แพ้บ้าง ผลงานการชกตลอดชีวิตของโผนนั้น คือขึ้นชก 35 ครั้ง เป็นฝ่ายชนะถึง 28 ครั้ง โดยแบ่งเป็นการใช้หมัดอันหนักหน่วงของเค้าตะบันหน้าคู่ต่อสู้จนชนะน็อกไปถึง 9 ครั้ง ที่เหลืออีก 19 ครั้ง เป็นการชนะคะแนน แต่ก็มีชกแพ้ 7 ครั้ง ไม่เคยมีชกเสมอเลย

ในค่ำคืนของ วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2503 เป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิตของโผนและของประเทศไทย รวมทั้งคนไทยทั้งชาติ ซึ่งก็หมายรวมถึง ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะองค์พระประมุขผู้นำคนไทยด้วย โผนได้มีโอกาสเป็นผู้ท้าชิงขึ้นชกกับ ปาสคาล เปเรซ แชมเปี้ยนโลกชาวอาร์เจนตินา ซึ่งเคยได้รับเหรียญทองโอลิมปิกมาก่อนแล้ว และครองแชมป์เปี้ยนโลกนี้มายาวนานกว่า 5 ปี ชนะผู้ท้าชิงมาแล้ว 10 คน และโผนจะเป็นผู้ท้าชิงคนที่ 11 ณ เวทีมวยลุมพินี การชกในวันนั้น ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทั้งสองพระองค์ทรงร่วมหัวใจเป็นดวงเดียวกับคนไทยทั้งชาติ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการชิงแชมป์โลกของโผนด้วย

เนื่องจากในครั้งนั้น ยังไม่มีระบบการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ การรายงานผลการชกจึงกระทำกันแบบพากย์มวยสดๆ ผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทำการชกไว้เป็นภาพยนตร์ ซึ่งทำให้เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากในเวลาต่อมา และหลังจากการชกเสร็จสิ้นลงแล้ว ได้มีการตัดต่อและนำออกฉายตามโรงภาพยนตร์อีกด้วย และด้วยฝีมือของโผน ผนวกกับกำลังใจที่ได้รับพระราชทานจากทั้งสองพระองค์และจากคนไทยทั้งประเทศ ทำให้โผนได้รับชัยชนะได้ครองแชมป์เปี้ยนโลกรุ่นฟลายเวท ของสถาบันเดอะริง (The Ring) ถือเป็นแชมเปี้ยน์โลกคนแรกของไทย

ทันทีที่วิทยุประกาศผลการชก พี่น้องชาวหัวหินทั้งตลาดทั้งเมือง ต่างก็พากันโห่ร้องยินดีกันกึกก้องสนั่นหวั่นไหว มีการจุดพลุเฉลิมฉลองกันอย่างใหญ่โต ต่อมาสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้วันที่ 16 เม.ย.ของทุกปี เป็น "วันนักกีฬายอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย" หรือ "วันนักกีฬาไทย" โดยมีการมอบรางวัลถ้วยพระราชทานเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ เป็นคนละวันกันกับ "วันกีฬาแห่งชาติ" คือ วันที่ 16 ธันวาคม ที่กำหนดตามวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการถวายเหรียญทองซีเกมส์

จากนั้นโผนได้ไปชกกับ ปาสคาล เปเรซ อีกครั้ง ที่ลอสแอนเจลิส เพื่อให้เปเรซได้ทำการแก้มือ ผลปรากฏว่าโผนชนะทีเคโอ อย่างชัดเจน สามารถรักษาตำแหน่งไว้ได้ แต่ต่อมาโผนต้องเสียแชมเปี้ยนโลกสมัยแรกให้กับ นายฮาราด้า นักชกมวยหนุ่มชาวญี่ปุ่น โดยแพ้น็อกในยกที่ 11 ที่เวทีมวยประเทศญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่โผนเป็นฝ่ายได้เปรียบ ทั้งในด้านประสบการณ์และฝีมืออย่างมาก แต่เมื่อขึ้นชกแล้ว ปรากฏว่าฮาราด้าใช้ความหนุ่มแน่น บุกตะลุยเข้าชกตั้งแต่ยกแรกจนโผนตั้งตัวไม่ติดจนพ่ายแพ้ไปในที่สุด

ต่อมา ในวันที่ 11 ม.ค. 2506 โผนได้ชกแก้มือกับฮาราด้าที่กรุงเทพฯ และในครั้งนี้ ก็เช่นกันที่ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ มาทอดพระเนตรด้วย ณ อาคารยิมเนเซียม 1 หรืออาคารกีฬานิมิบุตรในปัจจุบัน เมื่อเริ่มต้นการชกไปจนถึงยกที่ 6 ทั้งสองพระองค์ยังเสด็จฯ ไม่ถึงสนามมวย โผนถูกฮาราดาบุกตะลุยตามแบบเดิม จนโผนเริ่มหมดแรง ยืนขาตายหนีไม่ออก คือไม่เต้นไม่ขยับขาแล้ว และถูกฮาราด้าไล่ถลุงจนเกือบจะลงไปกองกับพื้น เดชะพระบารมีปกเกล้าฯ บันดาลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ถึงสนามมวย ในระหว่างกลางยกที่ 7 พอดี เมื่อพี่เลี้ยงเหลือบสายตาไปเห็น เพราะไม่โปรดฯ ให้หยุดการแข่งขัน และไม่โปรดฯ ให้เปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี พี่เลี้ยงที่กำลังยืนอยู่ข้างเวที จึงตะโกนขึ้นสุดเสียงว่า

..."ไอ้แกละ...ในหลวงมาแล้ว..."

และเพราะคำว่า..."ไอ้แกละ...ในหลวงมาแล้ว..." นี้เอง ที่ทำให้โผนเกิดกำลังใจ และก้าวขาออกไปยืนชกกับฮาราด้าได้ในรูปแบบเดิม มีสติและสมาธิมั่นคงที่จะใช้จังหวะฝีมือที่เหนือกว่า หลอกล่อชกใบหน้าของฮาราด้า จนแทบจะเป็นฝ่ายชกข้างเดียวโดยตลอด และเมื่อชกกันครบ 15 ยก โผนก็เป็นฝ่ายชนะคะแนน ได้ครองแชมป์โลกสมัยที่สองอีกครั้ง

โผนผ่านการชกท้าชิงอีกหลายครั้ง และในที่สุดก็ได้เจอกับผู้ท้าชิงชาวญี่ปุ่นอีก คือ เอบิฮาร่า โดยชกกันเมื้อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2506 และโผนก็ตกเป็นฝ่ายแพ้น็อกในเพียงแค่ยกแรกเท่านั้น แต่ต่อมาก็สามารถชกแก้มือ ชิงแชมเปี้ยนโลกคืนจากเอบิฮาร่าได้อีกเป็นสมัยที่สาม และในช่วงสุดท้ายของชีวิตแชมเปี้ยนโลกของโผน เขากลับติดสุราอย่างแรง ผลการชกก็ตกลงเรื่อยๆ จนเสียตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกให้กับ ซัลวาโตเร่ เบอรูนี่ ที่อิตาลี

โผนจากโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 47 ปี 3 เดือน 20 วัน ในเวลา 5 ทุ่ม ของคืนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2525

และในปี พ.ศ.2535 เทศบาลเมืองหัวหิน ได้จัดสร้างอนุสาวรีย์ โผน กิ่งเพชร ที่ชายหาดหัวหิน เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคุณความดี ที่ได้สร้างไว้ให้เป็นเกียรติยศแก่ประเทศชาติไทย และได้ประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2535 โดยหล่อสำริดเป็นรูปของโผนในท่ายืน มือขวาชูกำปั้น มือซ้ายถือเข็มขัดแชมป์โลก สูง 2 เมตร 20 เซนติเมตร ประติมากรผู้ปั้นคือ ท่านอาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน ศิลปินแห่งชาติ (พ.ศ. 2549)

ดังนั้น ในวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา แม้ว่าพวกเราจะยังรื่นเริงกับเทศกาลสงกรานต์อยู่ แต่ผมก็ยังอดรำลึกถึง โผน กิ่งเพชร หนึ่งในคนไทยที่สร้างชื่อเสียงเกียรติยศไว้ให้แก่ประเทศและคนไทยทั้งชาติไม่ได้.

เผ่าทอง ทองเจือ

www.facebook.com/paothong.pan
www.facebook.com/paothong.thongchua

 

โหวตข่าวนี้